Oriental World

ตุ้งแช่ ! ตุ้งแช่ ! แป๊ะยิ้มเป็นใคร ?  

เพิ่งผ่านเทศกาลตรุษจีนมาไม่นาน ทุกท่านคงเบิกบานสำราญใจกับปีใหม่จีนกันถ้วนหน้า
เมื่อพูดถึงตรุษจีน สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กันมา และเราเห็นกันจนเจนตา คือ 'การเชิดสิงโต'
เสียงกลอง เสียงฉาบ ตะลุ้งตุ้งแช่ ตัวสิงโตเชิดหัว สะบัดขน ขยับเท้า โยกย้ายซ้ายขวา
แล้วก็มีคนใส่หัวแป๊ะยิ้มถือพัดเต้นนำหน้า คอยหยอกล้อกับสิงโตไปมา
 
จะว่าไปแล้ว การเชิดสิงโตนั้นมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น ( 206 ก่อนคริตกาล - ค.ศ. 220) กันเลยทีเดียว
 
มาเริ่มกันที่ 'สิงโต' ก่อน สิงโตไม่ใช่สัตว์ที่มีอยู่ในแผ่นดินจีน แล้วทำไมจึงมีการเชิดสิงโตในจีนได้ สิงโตนั้นเข้ามาในจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น โดยเป็นสัตว์บรรณาการที่มาจากแถบเอเชียกลางนำมาถวายให้ฮ่องเต้ ตั้งแต่นั้นมา สิงโตกลายเป็นสัตว์ที่แสดงถึงอำนาจ บารมี มีการปั้นรูปสิงโตตั้งหน้าประตูเป็นต้น ส่วนการเอาสิงโตมาเชิดหรือเต้นสิงโต (舞狮) นั้น ก็มีระบุไว้ในหนังสือ 'ฮั่นซู' บทดนตรีและพิธีการ (汉书·礼乐志)

และยังมีตำนานที่ว่าทูตจากแคว้นต้าเยว่จื่อ (大月氏) ที่ตั้งอยู่ทางเอเชียกลาง นำสิงโตเข้ามาถวายพระเจ้าฮั่นจางตี้ โดยราชทูตกราบทูลว่าหากราชสำนักฮั่น สามารถฝึกสิงโตตัวนี้ให้เชื่องได้ แคว้นต้าเยว่จื่อก็จะยังถวายบรรณาการให้กับอาณาจักรฮั่นต่อไป แต่หากฝึกสิงโตไม่ได้ก็จะตัดสัมพันธไมตรี ฮ่องเต้จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สามคนนำสิงโตไปฝึก แต่สิงโตตัวนี้ดุร้ายมาก จนผู้ฝึกพลั้งมือฆ่าสิงโตจนตาย
 
ผู้ฝึกทั้งสามกลัวความผิด จึงถลกหนังสิงโตออก แล้วให้คนสองคนเข้าไปอยู่ข้างใน จากนั้นก็นำสิงโตมาให้ราชทูตชมหน้าพระที่นั่ง โดยมีผู้ฝึกอีกคนหนึ่งแสร้งทำเป็นว่าสามารถสั่งสิงโตให้เต้นไปมาได้ ไม่ใช่แค่ทูตของแคว้นต้าเยว่จือจะถูกตบตา แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ทรงเชื่อสนิทใจ ภายหลังเรื่องนี้แพร่ออกไป ทำให้กลายเป็นประเพณีความเชื่อว่า เชิดสิงโตเป็นเรื่องมงคล
 
แรกเริ่มเดิมที การเชิดสิงโตอาจเป็นการแสดงเพื่อปลุกใจทหารในการออกทำสงคราม ในสมัยราชวงศ์ถัง กวีเอกไป๋จวีอี้ (白居易) เคยประพันธ์กวีบทหนึ่ง ซึ่งมีการกล่าวถึงการเชิดสิงโตเอาไว้ด้วย การเชิดสิงโตกลายเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน แล้วค่อยๆ กลายเป็นประเพณีที่อยู่คู่กันมากับเทศกาลตรุษจีน โดยเชื่อกันว่า การเชิดสิงโตเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้าย นำความสุขมาให้กับผู้คน
 
สิงโตมีแบ่งเหนือ-ใต้ หัวสิงโตไม่เหมือนกัน ลักษณะการเต้นก็แตกต่าง หัวสิงโตทางเหนือ แถบเหอเป่ย ทาสีทอง มีหัวหูดูคล้ายสุนัขปักกิ่ง มักมาเป็นคู่ ตัวผู้ ตัวเมีย การเต้นของสิงโตเหนือ เน้นท่าทาง เกา เกลือกกลิ้ง กระโดด ดูเป็นสิงโตขี้เล่น
 
ส่วนสิงโตทางใต้ ต้นกำเนิดจากกวางตุ้ง แบ่งคร่าว ๆ เป็นสิงโตฝอซาน และสิงโตเฮ่อซาน หัวสิงโตใต้ มีลักษณะคล้ายสัตว์ในตำนานที่เรียกว่า 'เหนียน' มีเขาอยู่กลางศีรษะ ลักษณะการเชิดสิงโตของทางใต้จะมีลักษณะดุดัน เน้นการวางเท้า แฝงศิลปะการต่อสู้อยู่ในที (ถ้าใครดูภาพยนตร์เรื่อง 'หวงเฟยหง' ที่หลี่เหลียนเจี๋ยนำแสดง ก็คงคุ้นตากับสิงโตใต้หรือสิงโตฝอซาน) การเชิดสิงโตในไทยและประเทศแถบอุษาคเนย์ส่วนใหญ่เป็นสิงโตใต้ เพราะเป็นวัฒนธรรมที่ติดมากับชาวจีนโพ้นทะเลที่เป็นจีนทางใต้ ทั้งกวางตุ้ง แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ
 
ทีนี้ก็มาพูดถึง 'แป๊ะยิ้ม' ที่เราเรียกๆ กัน ในการเชิดสิงโตนั้น เรามักจะเห็นคนหนึ่งสวมชุดยาวแบบจีน มือถือพัดใบลาน ที่ศีรษะครอบหัวโต ผมโล้น หูยาว ใบหน้ากลมอวบอิ่ม แย้มยิ้มปากกว้างเห็นฟัน ดูน่าขบขัน แป๊ะยิ้มนี้จะเต้นนำขบวนสิงโตเข้ามา พร้อมใช้พัดหยอกล้อกับสิงโตไปด้วย
 
บ้านเราเรียกแป๊ะยิ้ม แต่ที่จริงแล้ว อาแป๊ะคนนี้มีที่มา โดยที่จีนเขาเรียกกันว่า 大头佛 แปลตรงๆ ก็ 'พระหัวโต'
 
มีตำนานเล่ากันมาว่า ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสิงโตที่ดุร้ายปรากฏขึ้น ทำให้ชาวบ้านตกอยู่ในความหวาดผวา ไม่กล้าออกจากบ้านเรือน ทำมาหากินตามปกติ จนมีอยู่วันหนึ่งมีหลวงจีนรูปหนึ่งมาที่หมู่บ้าน และอาสาขึ้นเขาไปปราบสิงโตจนสิงโตเชื่อง และไม่มารบกวนชาวบ้านอีก ปีต่อๆ มา ผู้คนจึงแต่งตัวเป็นพระหลวงจีนออกมาเต้นกับสิงโตเป็นสัญลักษณ์ของการสามารถปราบสิ่งชั่วร้ายได้
 
แต่อีกตำนานหนึ่งกลับเล่าไปอีกทางว่า ที่เมืองฝอซาน (佛山) ในกวางตุ้ง มีแม่ม่ายคนหนึ่งมีลูกชายอยู่คนเดียว ชื่ออาฝอ (阿佛) อาฝอมีหัวที่โตกว่าเด็กทั่วไป คนจึงมักเรียกอาฝอว่า 'หัวโตฝอ' (大头佛) อาฝอเป็นเด็กฉลาด แต่ชอบหนีออกจากบ้านไปเที่ยวดูงิ้ว ดูการละเล่นเป็นประจำ แม่ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง มีอยู่วันหนึ่ง เป็นวัน 15 ค่ำ เดือนอ้าย มีคณะเชิดสิงโตมาแสดงที่ถนนกลางหมู่บ้าน อาฝอหนีแม่ออกมาเที่ยวเล่น พอแม่ของเขารู้เข้า ว่าเจ้าลูกชายตัวแสบหนีออกไปเที่ยว ก็คว้าเอาพัดใบลาน ออกไปตาม พอเจอตัว มือก็ใช้พัดตี ปากก็ด่าทอว่าเจ้าลูกไม่รักดี
 
อาฝอวิ่งหนี แม่ก็วิ่งไล่ ทั้งคู่วิ่งไล่กันไปมาอยู่กับขบวนเชิดสิงโตที่กำลังแสดงอยู่ ทำให้ผู้คนสองข้างถนนคิดไปว่า 'แม่ม่ายตีลูกกลางถนน' (寡母婆当街打仔) ที่ทุกคนกำลังลุ้นกันอย่างออกรสออกชาตินี่เป็นการแสดงใหม่อีกชุดหนึ่ง ทำให้ต่อมามีคนหัวใสนำไปคิดเป็นการแสดงขึ้นมาจริงๆ
 
ไม่ว่าจะเป็น พระหัวโต หรือ หัวโตที่ชื่ออาฝอ แต่ที่แน่ๆ ตามประวัติแล้ว การละเล่นแบบนี้เริ่มมีขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์ชิงต้นยุคสาธารณรัฐ โดยเชื่อกันว่าเป็นการประดิษฐ์คิดค้นของปรมาจารย์เชิดสิงโตแห่งกวางตุ้ง ผู้มีนามว่า 'เฝิงเกิ้งฉาง' (冯更长) แล้วสืบทอดต่อมาสู่สำนักมวยตระกูลโจว จากนั้นก็สืบต่อกันเรื่อยมา
 
การเต้น 大头佛 นี้ไม่ใช่แค่ถือพัดเต้นไปเต้นมาแบบที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ แต่แท้จริง ของแท้ต้นตำรับ มีรูปแบบการแสดง มีเรื่องราวเป็นฉากเป็นตอน ตั้งแต่ ตื่นนอน ไหว้สี่ทิศ สิงโตออกจากถ้ำ และหลอกล่อกับสิงโต เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนเรียนรู้ แต่พอจีนเข้าสู่ทศวรรษแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม (1966 – 1976) ศิลปะการต่อสู้ วิทยายุทธ มวยจีนทั้งหลายที่มาจากโลกเก่า กลายเป็นเรื่องต้องห้าม บรรดาครูมวยก็อาศัยการเชิดสิงโต และ การเล่น 大头佛 นี่แหละเป็นข้ออ้างเพื่อแอบฝึกหัดหมัดมวยและถ่ายทอดวิชาให้คนรุ่นหลัง แต่ทุกอย่างก็ร่วงโรยซบเซาไปมาก ต้องรอให้พ้นยุคปฏิวัติวัฒนธรรมศิลปะนั่นแหละ ที่สิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆ ถูกรื้อฟื้นกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
 
จะเห็นได้ว่า ศิลปวัฒนธรรมที่เราเห็นกันจนเจนตา และกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร ถ้าลองหันมากลับมาศึกษาให้ดี ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีประวัติอันน่าสนใจแทบทั้งสิ้น
 
ตรุษจีนปีหน้า เจอแป๊ะยิ้ม หวังว่าทุกท่านจะหวนนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้.
 
 
เขียน : สมชาย จิว
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข