Crazy World

ย้อนรอย 40 ปี 'ปฏิวัติอิหร่าน'

Quick Facts

ปีที่แล้วเหตุการณ์ปฏิวัติอิหร่าน (1979) เวียนมาบรรจบครบ 40 ปี และเพียงต้นปีใหม่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าสงครามจะบานปลาย จึงเป็นโอกาสที่เหมาะที่จะร่วมวงเพิ่มเติมเรื่องราวเกี่ยวกับอิหร่านในเวลานี้ โดยเฉพาะการหวนย้อนถึงการปฏิวัติอิหร่าน
 
การปฏิวัติครั้งนั้นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทั้งต่อประเทศอิหร่านเอง ทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งต่อบทบาทของมหาอำนาจโลก รวมทั้งต่อประเทศอื่นๆในโลกด้วย จึงสมควรนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
 
มหาอำนาจจักรวรรดิกับอิหร่าน
 
อิหร่านเป็นถือเป็นดินแดนที่มหาอำนาจโลกมางัดข้ออำนาจกันอยู่เสมอ ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เดือนสิงหาคมปี 1941 กองกำลังร่วมสัมพันธมิตรระหว่างอังกฤษและสหภาพโซเวียตทำการโค่นชาห์ เรซา (Reza Shah) ด้วยการบุกโจมตีทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ
 
เหตุผลเนื่องจากว่าฝ่ายสัมพันธมิตรเดินยุทธศาสตร์ตีโอบพรมแดนด้านตะวันออกของนาซีเยอรมนี โดยต้องการให้สหภาพโซเวียตเป็นหัวหอกเพื่อทั้งคานอำนาจและโจมตีเยอรมนีจากทางตะวันออก ในยุทธศาสตร์เช่นนี้อังกฤษต้องส่งอาวุธอ้อมไปยังสหภาพโซเวียต และเส้นทางการส่งอาวุธนั้นคือต้องผ่านอิหร่าน
 
แต่ชาห์ไม่ยอมเปิดพรมแดนให้อิหร่านเป็นเส้นทางขนส่งอาวุธจากโลกตะวันตกไปสหภาพโซเวียต อิหร่านจึงตกเป็นเป้าของฝ่ายสัมพันธมิตรไป
 
แรงกดดันทำให้ชาห์ต้องสละราชสมบัติในเดือนกันยายน 1941 สมาชิกราชวงศ์เกือบทั้งหมดต้องลี้ภัยทางการเมือง จักรวรรดิอังกฤษยอมให้ลูกชายของชาห์ เรซาขึ้นมาดำรงตำแหน่งชาห์แทน โดยเวลานั้นมีอายุเพียง 21ปี และยังไม่มีประสบการณ์ในการปกครองใดๆทั้งสิ้น ชาห์องค์ใหม่นี้คือมูฮัมหมัด เรซา ปาลาวี (Mohammad Reza Pahlavi)
 
 
จักรวรรดิอังกฤษกับน้ำมัน
 
หลังจากที่ชาห์องค์ใหม่ขึ้นปกครองก็มีการตั้งนายกรัฐมนตรีดร.มูฮัมหมัด โมซัดเดกห์ (Dr.Mohammad Mossaddegh) โดยดร.โมซัดเดกห์ขยับเขยื้อนนโยบายที่ไปชนเข้ากับกล่องดวงใจของจักรวรรดิอังกฤษ นั่นคือน้ำมัน
 
ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา อังกฤษมีผลประโยชน์มหาศาลในอุตสาหกรรมของอิหร่าน มีการตั้งบริษัท Anglo-Persian (Iranian) Oil Company (ต่อมาคือ British Pretoleum หรือ BP บริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก) ซึ่งทำให้อังกฤษมีสิทธิขาดในการผลิตและจัดการน้ำมันในอิหร่านแต่เพียงผู้เดียว
 
นี่เป็นผลประโยชน์มหาศาลและทำให้เกิดความสัมพันธ์ไขว้กันระหว่างการเป็นผู้ผลิตน้ำมันและผลิตอาวุธในโลกตะวันตก ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้กันและกันอย่างถาวรต่อมา ฯลฯ
 
ในปี 1951 ดร.โมซัดเดกห์เปลี่ยนกิจการน้ำมันให้กลายเป็นของชาติ ให้รัฐอิหร่านเข้าเป็นผู้บริหารการผลิตน้ำมันแทน นอกจากนี้นโยบายของเขาก็คือต้องการลดพระราชอำนาจของชาห์ ทำให้ชาห์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องการทำให้อิหร่านเลิกเป็นเวทีความขัดแย้งระหว่างตะวันตกและสหภาพโซเวียตด้วย
 
เหล่าชาตินิยมก็เฮสิครับ แต่จักรวรรดิไม่เฮด้วย คราวนี้เป็นจักรวรรดิอเมริกันยุคสงครามเย็นเสียด้วย อังกฤษสามารถทำให้จักรวรรดิอเมริกันภายใต้รัฐบาลไอเซนเอาเฮอร์เชื่อว่าดร.โมซัดเดกห์จะสนับสนุนสหภาพโซเวียต ผลก็คือในปี 1953 CIA และ MI5 ร่วมกันก่อรัฐประหารล้มรัฐบาล 'ชาตินิยม' ของดร.โมซัดเดกห์เสียและโยกอำนาจกลับมาในมือของชาห์มูฮัมหมัด เรซา ปาลาวี
 
นี่เป็นการแทรกแซงของจักวรรดิตะวันตกในการล้มรัฐบาลของประเทศเล็กกว่าอย่างไม่ต้องเหนียมอายอะไร
 
พลวัตที่นำไปสู่การขึ้นสู่อำนาจของอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี
 
เมื่อมีอำนาจในมือ ชาห์มูฮัมหมัด เรซา ปาลาวีก็ทรงดำเนินนโยบายการปฏิรูปจำนวนมากที่เรียกว่าการปฏิวัติสีขาว (White Revolution) ในปี 1963 ซึ่งมุ่งจะตัดกำลังกระแสต้านตะวันตกในอิหร่านไปพร้อมๆกับการทำให้ชนชั้นบางชนชั้นเป็นประโยชน์ กระแสต้านจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ มีการประท้วงจนนำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมาก
 
การที่ชะตาประเทศถูกพลิกไปพลิกมาด้วยอำนาจต่างชาติและพลังเก่าเช่นนี้ เป็นโอกาสของผู้นำทางการเมืองที่จะลุกขึ้นมานำการเปลี่ยนแปลง สภาวะทางสังคมและเศรษฐกิจค่อยๆสุกงอมพร้อมไปสู่การเปลี่ยนแปลง อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนีจึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำต่อต้านนโยบายของชาห์จนถูกจับกุมคุมขังหลายครั้ง สุดท้ายถูกเนรเทศออกจากอิหร่าน
 
แต่กระแสสังคม โดยเฉพาะการนำโดยกลุ่มผู้นำศาสนาหลากหลายรวมทั้ง ชนชั้นกลาง กรรมกร รวมทั้งชาวนาชาวไร่ (ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นกลุ่มเดียวกันแต่ต่อต้านระบอบชาห์เหมือนกัน) มีการประท้วงอยู่เรื่อยไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดในปี 1979 กระแสการประท้วงพุ่งฉุดไม่อยู่ คนเรือนล้านออกมาขับไล่ระบอบชาห์ จักรวรรดิอเมริกันโดยจิมมี คาร์เตอร์ก็ต้องถอนการสนับสนุนชาห์และแนะนำให้ทรงเดินทางลี้ภัยออกนอกประเทศ ก่อนจะมีการเชิญอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนีกลับมาเป็นผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
 
ถือว่าเป็นการสิ้นสุดของระบอบชาห์และเป็นจุดเริ่มต้นของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจากนั้น
 
 
สงครามอิรัก-อิหร่าน
 
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านเกิดวิกฤตต่อมาอีกหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งสงครามใหญ่ในปีถัดมา
 
ปี 1980 อิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุซเซนรุกรานอิหร่าน ด้วยหมายจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของรัฐในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแทนอิหร่าน
 
จักรวรรดิอเมริกันในเวลานี้ก็ฉวยโอกาสโดยไม่ต่อต้านการรุกรานของอิรักแต่อย่างใด แถมสนับสนุนทางการเงินด้วยซ้ำไป เพื่อหวังให้ทั้งสองประเทศอ่อนแอลงและจะเข้าไปแทรกแซงได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันสหรัฐฯก็ส่งอาวุธให้อิหร่าน (ผ่านอิสราเอล) และทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้สหภาพโซเวียตเป็นเจ้าภาพจัดเวทีเจรจาสันติภาพได้
 
ระหว่างนี้ในที่สุดอิรักก็เริ่มยกระดับสงครามด้วยการใช้อาวุธเคมีและโจมตีบริเวณแหล่งผลิตน้ำมันของจักรวรรดิอเมริกัน 'ช่วย' ทำให้สงครามยืดเยื้อออกไปถึง 8 ปี
และคนตายเป็นล้านๆ คน
 
 
การประเมินการปฏิวัติอิหร่าน

การปฏิวัติอิหร่านนำโดยอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนีนั้นมีผู้สนับสนุนมากมายมหาศาล (รวมทั้งมิเชล ฟูโกต์ด้วย) แต่ในขณะเดียวกันก็มีการประเมินด้วยการวิพากษ์หลายด้านว่าเป็นการล้มเหลว
 
แม้ว่าการปฏวัติอิหร่านจะเป็นความสำเร็จในการนำการเคลื่อนไหวของผู้คนจำนวนมหาศาล แต่ก็ล้มเหลวในหลายประการ
 
ประการแรก ดูเหมือนว่าประเด็นเรื่องประชาธิปไตยจะถูกมองข้ามไปมาก ระบอบหลังปฏิวัติก็ห้ามและขัดขวางเสรีภาพประชาชนไม่ต่างจากระบอบเก่าของชาห์
 
ประการที่สอง หลังการปฏิวัติไม่มีการให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องกลุ่มชนชาติต่างๆเท่าที่ควร กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด ชาวอาหรับ ชาวบาลุค (อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน) ต่างถูกปราบปรามหมด หรือชาวอาเซอร์ไบจันก็ไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงต่อพวกเขานัก
 
ประการที่สาม เนื่องจากว่าประเด็นเรื่องประชาธิปไตยและความหลากหลายจะเป็นเรื่องรอง จากระบอบชาห์ที่มุ่งนำเข้าความเป็นตะวันตก พอมาถึงระบอบหลังปฏิวัติก็มุ่งสร้างรัฐอิสลามรวมศูนย์ ซึ่งหลายครั้งไม่สะท้อนความเป็นจริง
 
ประการที่สี่ ระบอบใหม่ยังแก้ปัญหาการต้องพึ่งพิงรายได้จากการขายน้ำมันอยู่ดี ซึ่งก็จะไม่แก้ปัญหาการพึ่งพิงอำนาจต่างชาติ
 
ประการสุดท้าย ความไม่สำเร็จเหล่านี้จึงทำให้การปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งควรจะเป็นตัวอย่างในเวทีโลก กลายเป็นทำให้ที่ยืนของอิหร่านมีความคลุมเครือไม่ชัดเจน (เช่นการปฏิวัติอิหร่านควรจะส่งผลการเปลี่ยนแปลงในด้านดีแก่อัฟกานิสถานได้ เป็นต้น)
 
จะอย่างไรก็ตาม นี่เป็นมุมมองบางส่วน 40 กว่าปีมานี้เรายังเห็นกองทัพจักรวรรดิอเมริกันอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน ป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณตะวันออกกลางนั่นละครับ
 
 
เขียน : ปรีดี หงษ์สต้น
ภาพ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
 
อ้างอิง
 
Timothy Mitchell, Carbon Democracy (2013)
Amin Saikal, Iran Rising (2019)
Fred Halliday, The Iranian Revolution and its implication
(1987)