Sex and Love Story in the History

สะใภ้ศักดินาแห่งบัลลังก์อังกฤษ

Quick Facts

  • ความรักของชนชั้นศักดินา ไม่ใช่เรื่องของคนสองคนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทั้งแผ่นดิน
เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาได้เกิดเหตุที่น่าตกตะลึงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษและโลกสมัยใหม่เมื่อเจ้าชายแฮรี่ ดยุคแห่งซัสเซกส์ (Harry , Duke of Sussex) ได้ทรงประกาศสละฐานันดรพระราชวงศ์ชั้นสูงเพื่อที่จะเสด็จไปใช้ชีวิตในประเทศแคนาดาร่วมกับพระชายซึ่งเป็นหญิงสามัญชนชาวอเมริกันนามว่า ราเชล เมแกน มาร์เกิล (Rachel Meghan Markle) หลังจากทั้งสองพระองค์เพิ่งจะได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 2018 หรือเมื่อสองปีก่อนเท่านั้นเอง

แม้ว่าเหตุผลหรือเรื่องราวที่แท้จริงแห่งการสละฐานันดรในฐานะพระราชวงศ์ชั้นสูงของดยุคและดัชเชสแห่งซักเซกส์จะยังคงคลุมเครือและเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่เหตุแห่งความวุ่นวายและวิกฤตการณ์ที่เกิดจากความรักต่างฐานันดรนี้ก็มิใช่ว่าจะเพิ่งเกิดขึ้นในแผ่นดินอังกฤษเป็นครั้งแรกแต่อย่างใด
 
ภาพที่ 1 เจ้าชายแฮรี่และนางเมแกน จากสำนักข่าว NBC news
ที่มาภาพ https://www.nbcnews.com/news/world/royal-wedding-looms-prince-harry-meghan-markle-announce-engagement-n817901

ปัญหาแห่งความรักต่างฐานันดรที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษที่ได้ส่งผลต่อความมั่นคงของแผ่นดินได้เกิดขึ้นในช่วง 'สงครามดอกกุหลาบ' (War of Roses) อันเป็นสงครามการชิงอำนาจระหว่างเหล่ากษัตริย์ในราชวงศ์แพลนตาจิเนท (House of Plantagenet) ที่มาจากสายสกุลยอร์ก (House of York) กับสายสกุลแลงคาสเตอร์ (House of Lancaster)

เมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 (Edward IV) แห่งวงศ์ยอร์กทรงมีชัยชนะเหนือพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 (Henry VI) แห่งวงศ์แลงคาสเตอร์ได้โดยเด็ดขาดในยุทธการที่ทาวตัน (Battle of Towton) โดยพระองค์ได้ทรงถอดถอนพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 ลงจากบัลลังก์และได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ในปี ค.ศ. 1461

กระนั้น แทนที่พระองค์จะทรงอภิเษกกับ เจ้าหญิงแอนน์แห่งฝรั่งเศส (Anne of France) พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 กลับทรงยืนยันที่จะอภิเษกสมรสกับอลิซาเบธ วู้ดวิลล์ (Elizabeth Woodville) หญิงม่ายจากสังคมชั้นสูงชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหญิงที่งดงามที่สุดในแผ่นดิน ณ เวลานั้น เนื่องจากองค์กษัตริย์ทรงมีใจปฏิพัทธ์ในตัวของอลิซาเบธมาตั้งแต่ก่อนจะขึ้นครองราชย์แล้ว


ภาพที่ 2 ภาพจิตรกรรมรูปพระนางอลิซาเบธ วู้ดวิลล์ พระชายาและราชินีของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 จากศตวรรษที่ 16
ที่มาภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/File:ElizabethWoodville.JPG

ทั้งที่ตามโบราณราชประเพณีนั้น องค์กษัตริย์จะต้องเสกสมรสกับขัตติยนารีที่มีศักดิ์หรือฐานันดรเสมอกัน และกอปรกับการที่ทางฝ่ายราชสำนักอังกฤษก็ต้องการที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรฝรั่งเศสหลังจากผ่านพ้นช่วงสงครามร้อยปี (Hundred years war) ที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานด้วยแล้ว จึงทำให้ความรักต่างฐานันดรของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 กลายมาเป็นประเด็นความขัดแย้งภายในราชสำนักอย่างรุนแรง และแม้ว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจะทรงสามารถอภิเษกสมรสกับอลิซาเบธได้สมดั่งพระทัยแล้ว แต่อลิซาเบธจะทรงมีศักดิ์เป็นเพียง 'พระอัครมเหสีราชินี' (Queen Consort) หรือเป็นเพียงพระภริยาเจ้า หาได้ทรงเป็น 'พระบรมราชินี' (Queen) โดยสมบูรณ์ เช่นองค์ราชินีที่เป็นขัตติยวงศ์โดยแท้ไม่
 
ภาพที่ 3 ภาพเหตุการณ์พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ทรงอภิเษกสมรสกับอลิซาเบธ วู้ดวิลล์จากศตวรรษที่ 15
ที่มาภาพ
https://en.wikipedia.org/wiki/File:Marriage_Edward_IV_Elizabeth_Woodville_miniature_Wavrin_Anciennes_Chroniques_d%27Angleterre_Francais_85_f109.jpeg

ในขณะเดียวกัน ผลจากการอภิเษกด้วยรักแท้ต่างฐานันดรนี้ยังกลายมาเป็นเหตุให้ดยุคจอร์จแห่งแคลเรนซ์ (George , Duke of Clarence) พระอนุชาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดฯ ทรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก เพราะด้วยถือว่าพระเชษฐาทรงเห็นแก่เรื่องส่วนพระองค์มากกว่าเรื่องความมั่นคงของแผ่นดิน ดยุคจอร์จจึงหันไปแปรพักตร์เข้ากับฝ่ายแลงคาสเตอร์ยกทัพมาขับพระเชษฐาลงจากบัลลังก์ในปี ค.ศ. 1470 และทูลเชิญให้พระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 กลับมาครองราชสมบัติเป็นครั้งที่ 2

แต่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดฯ ก็ทรงสามารถฟื้นพระราชอำนาจและกลับคืนมาทวงบัลลังก์กลับมาได้อีกครั้งในปีถัดมา โดยพระองค์ได้ทรงครองแผ่นดินร่วมกับพระนางอลิซาเบธโดยสงบสืบมาจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในอีก 12 ปีต่อมาเลยทีเดียว และด้วยหนึ่งในเหล่าพระโอรสและธิดาของพระองค์คือ 'อลิซาเบธแห่งยอร์ก' (Elizabeth of York) ก็ทรงได้อภิเษกสมรสกับเฮนรี่แห่งทิวดอร์ (Henry tudor) หรือที่รู้จักในนาม 'พระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 ' (Henry VII) ผู้เป็นเชื้อสายแห่งวงศ์แลงคาสเตอร์เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธ์สองราชสกุลและปิดฉากสงครามดอกกุหลาบที่กินเวลายาวนานกว่า 32 ปีลงในที่สุดด้วย

หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไป เหตุแห่งความรักต่างฐานันดรของกษัตริย์อังกฤษก็ได้หวนกลับคืนมาอีกครั้งในอีกสี่ศตวรรษต่อมา เมื่อเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งยอร์กและเวลส์ ผู้เป็นพระราชโอรสและองค์รัชทายาทของ พระเจ้าจอร์จที่ 5 (George V)  ทรงเป็นเจ้าชายหนุ่มผู้มากรักและมีความสัมพันธ์กับหญิงต่างชาติชั้นสูงมามากมาย เพราะด้วยทรงรับหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนกในการปฏิบัติราชกิจในต่างประเทศอยู่หลายครั้ง แต่แล้วเจ้าชายหนุ่มแห่งอังกฤษพระองค์นี้กลับเลือกที่จะปักใจรักในหญิงม่ายชาวอเมริกันผู้ผ่านการหย่าร้างมาแล้วถึงสองครั้งอย่างนางวอลลิส ซิมป์สัน (Wallis Simpson) แต่เพียงผู้เดียว
 

ภาพที่ 4 ภาพถ่ายนางวอลลิส ซิมป์สัน จากปี ค.ศ. 1936
ที่มาภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/3/33/Wallis_Simpson_-1936.JPG

โดยพระองค์ทรงมีความปรารถนาจะอภิเษกให้เป็นพระชายาของพระองค์ให้จงได้ แต่ด้วยความสัมพันธ์ต่างฐานันดรนี้ย่อมทำให้พระราชบิดาและเหล่าข้าราชบริพารต่างออกมาตำหนิต่อต้านอยู่เนืองๆ จนกระทั่งเมื่อพระองค์ต้องขึ้นครองราชสมบัติในปี ค.ศ. 1936 แล้ว พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะอภิเษกกับนางซิมป์สันในฐานะราชินีคู่บัลลังก์อย่างเปิดเผย จนนำไปสู่การต่อต้านจากเหล่าข้าราชบริพาร  คณะนักบวชแห่งคริสตจักร คณะรัฐมนตรี เรื่อยลงไปจนถึงเหล่าพสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน และแม้จะมีความพยายามจากฝ่ายรัฐบาลและประชาชนที่พยายามจะเรียกร้องให้พระองค์ทรงคำนึงถึงชาติและราชบัลลังก์มากกว่าเรื่องส่วนพระองค์ แต่หลังจากที่ทรงรับราชสมบัติมาได้ไม่ทันครบขวบปี พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงทรงตัดสินพระทัยที่จะสละราชสมบัติในปี ค.ศ. 1936 โดยทรงมีพระราชดำรัสถึงเหตุผลแห่งการสละราชย์อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาว่า

“ข้าพเจ้ามิอาจแบกรับและรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่อันหนักยิ่งในฐานะกษัตริย์
โดยปราศจากการช่วยเหลือเกื้อกูลจากหญิงที่ข้าพเจ้ารักได้”
("I have found it impossible to carry the heavy burden of responsibility
and to discharge my duties as king as I would wish to do
without the help and support of the woman I love.")

เหตุผลแห่งการสละราชสมบัติของพระองค์เพราะความรักที่มีต่อหญิงสามัญชนชาวอเมริกันนี้ได้สร้างตกตะลึงให้กับเหล่าพสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดินเป็นอันมาก เพราะตลอดหน้าประวัติศาสตร์อังกฤษไม่เคยมีกษัตริย์พระองค์ไหนจะทรงสละราชสมบัติด้วยเรื่องส่วนพระองค์เช่นนี้มาก่อน อันส่งผลให้ประเทศอังกฤษต้องเกิด 'วิกฤตการณ์สละราชย์' (Abdication Crisis) ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วทางรัฐบาลและราชสำนักก็สามารถแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ได้ด้วยการทูลเชิญให้เจ้าชายจอร์จ ดยุคแห่งยอร์ก ผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงรับราชสมบัติในฐานะ 'พระเจ้าจอร์จที่ 6' (George VI) ผู้ซึ่งทรงเป็นพระบรมชนกนาถของสมเด็จพระนางเจ้าราชินิอลิซาเบธที่ 2 (Queen Elizabeth II) องค์พระประมุขแห่งชาติอังกฤษและสหราชอาณาจักรในกาลปัจจุบันนี้นั่นเอง
 

ภาพที่ 5 ภาพถ่ายคู่ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 กับนางซิมป์สันหลังจากที่พระองค์ทรงสละราชสมบัติแล้ว
ที่มาภาพ https://media.biobiochile.cl/wp-content/uploads/2016/07/4ab9629a1d8442d1545cc4fb2102943c-622x480.jpg

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสมเด็จพระนางเจ้าราชินีอลิซาเบธฯจะทรงพยายามรักษาจารีตประเพณีแห่งการอภิเษกสมรสของเหล่าพระราชวงศ์สืบต่อมา แต่ในรัชสมัยของพระนางกลับเกิดมีเหล่าพระราชวงศ์ชั้นสูงในราชสำนักที่ได้ทำการอภิเษกสมรสกับหญิงสามัญชนติดต่อกันถึงสามพระองค์คือ เจ้าชายชาร์ลส เจ้าฟ้าชายแห่งเวลส์ (HRH the Prince Charles, The Prince of Wales) ผู้ทรงเป็นมกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษได้ทรงอภิเษกสมรสเป็นครั้งที่สองกับนางคามิลล่า ปาร์กเกอร์ โบลส์ (Camilla Parker Bowles) หญิงม่ายชั้นสูงในปี ค.ศ. 2005 หลังจากที่ทรงหย่าขาดกับพระชายาองค์แรกคือ เจ้าหญิงไดอาน่า (Diana, Princess of Wales) ผู้ซึ่งทรงเป็นขัตติยนารีผู้สูงศักดิ์แห่งราชวงศ์อังกฤษ และยังทรงที่รักยิ่งของพสนิกรชาวอังกฤษไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 แล้ว

ส่วนคู่รักต่างฐานันดรอีกสองคู่ก็คือบรรดาพระโอรสทั้งสองของพระองค์เอง คือ เจ้าชายวิลเลี่ยม (Prince William) พระโอรสองค์โตได้ทรงเลือกที่จะอภิเษกสมรสกับหญิงสามัญชนชาวอังกฤษผู้มีนามว่า แคทเธอรีน อลิซาเบธ มิดเดิลตัน  (Catherine Elizabeth Middleton) หรือที่รู้จักกันในชื่อ เคท มิดเดิ้ลตัน (Kate Middleton) ในปี ค.ศ. 2011
 

ภาพที่ 6 ภาพถ่ายงานอภิเษกสมรสของเจ้าชายวิลเลี่ยมและพระชายาเคท มิดเดิ้ลตัน จากสำนักข่าว The Sun
ที่มาภาพ https://www.thesun.co.uk/fabulous/5763385/kate-middleton-prince-william-royal-wedding/
 
และล่าสุดก็คือการอภิเษกของเจ้าชายแฮรี่กับราเชล เมแกน มาร์เกิล ผู้เป็นหญิงสามัญชนจากอเมริกา ในปี ค.ศ. 2018 ที่ได้กล่าวถึงในเบื้องต้นไปแล้ว

บรรดาปรากฏการณ์ที่เจ้านายชั้นสูงในราชวงศ์อังกฤษออกมาประกาศอภิเษกสมรสกับหญิงสามัญชนอย่างเปิดเผยนี้ อาจจะเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในราชสำนักอังกฤษ อันมีผลมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์ที่สังคมโลกได้ให้ความตระหนักถึงสิทธิ  เสรีภาพ และความเสมอภาคของมนุษย์มากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

ด้วยเหตุแห่งการสละฐานันดรของเจ้าชายแฮรี่และพระชายาในครั้งนี้ ก็ยังคงเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปนานเพียงใด แต่ด้วยมานะแห่งความเป็นกษัตริย์นั้นก็ยังมิอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยเช่นกัน

เรื่อง : ภาสพันธ์ ปานสีดา
ภาพประกอบ : นันทยศ หันจันทร์

อ้างอิง
- สารานุกรมประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ โฉมหน้า และช่วงเวลาที่ผันแปร, พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : บริษัทรีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย) จำกัด, 2548 .
- https://en.wikipedia.org
- ช่อง TED-Ed Thai ใน Youtube.com