Crazy World

'คนรุ่นที่ถูกขโมย' ย้อนรอยอาชญากรรมล้างเผ่าพันธุ์ชาวอะบอริจิน

Quick Facts

+ ชาวอะบอริจินคือหนึ่งในชนเผ่าที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พวกเขาอพยพออกจากแอฟริกาตั้งแต่ 70,000 ปีก่อน เลาะเรียบชายฝั่งมาจนถึงออสเตรเลีย แต่การมาถึงของชาวยุโรป ทำให้ชาวเผ่าอะบอริจินถึงคราวพินาศ

+ ระหว่างปี ค.ศ. 1910-1970 รัฐบาลออสเตรเลียออกนโยบายนำตัวเด็กลูกผสมอะบอริจินมาเติบโตในสังคมคนผิวขาวผ่านสถาบันต่างๆ ศูนย์เลี้ยงดู หรือครอบครัวอุปการะเพื่อกลืนประชากร ในขณะที่ชาวอะบอริจินแท้ๆ ถูกปล่อยให้ 'สูญพันธุ์' ไปเอง

+ เด็กๆ ที่ถูกพรากจากครอบครัวถูกเรียกว่า 'Stolen Generations' ต้องเผชิญกับทารุณกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศ ใช้แรงงานเยี่ยงทาส หลายคนไม่ได้พบหน้าพ่อแม่ที่แท้จริงอีกเลยตลอดกาล
ชาวอะบอริจินหรือชนพื้นเมืองออสเตรเลีย (Aboriginal People) เป็นมนุษย์กลุ่มแรกผู้ลงหลักปักฐานบนผืนทวีปออสเตรเลีย พวกเขาคือหนึ่งในมนุษย์เก่าแก่ที่สุดในโลกผู้เดินทางออกจากทวีปแอฟริกาเมื่อ 70,000 - 50,000 ปีที่แล้ว เดินทางเลียบชายฝั่งเอเชียใต้จนข้ามทะเลมายังออสเตรเลีย เอกลักษณ์ประจำตัวของชาวอะบอริจินคือ ผิวสีเข้ม เส้นผมหนวดเคราหยิกยาว ใบหน้าแต้มสี และมีอาวุธเป็นบูมเมอแรง พวกเขาใช้ชีวิตอาศัยด้วยการล่าสัตว์และเพาะปลูกพืชผล

ครั้นปี 1788 กองเรืออังกฤษพร้อมทหารราว 1,500 คนขึ้นฝั่ง พร้อมก่อตั้งนิคมแห่งแรกที่เมืองซิดนีย์ กองเรือนี้เปรียบเสมือนลางร้ายของจุดจบชนพื้นเมืองจำนวนมาก ชาวอังกฤษไม่ได้ต้องการแค่ดินแดนตามชายฝั่ง พวกเขาต้องการครอบครองทั้งทวีปโดยไม่สนว่าชนพื้นเมืองจะคิดอย่างไร

หลังชาวยุโรปหลั่งไหลเข้ามา ชนพื้นเมืองต้องประสบภัยที่มาพร้อมกับผู้รุกราน ไม่ว่าจะโรคระบาดใหม่ๆ ที่ตนไม่มีภูมิคุ้มกัน การสังหารหมู่ สงครามย่อยๆ ระหว่างชนพื้นเมืองกับชาวยุโรป การเหยียดสีผิวและการถูกกดขี่จากรัฐบาลอาณานิคม ทั้งหมดทำให้ชาวอะบอริจินสูญเสียผู้คนไปจำนวนมาก จากภาษาถิ่นกว่า 300 ภาษา เหลือเพียง 75 ภาษาในปัจจุบัน วัฒนธรรมของพวกเขาค่อยๆ สาบสูญไปอย่างน่าตกใจ

ลัทธิจักรวรรดินิยมและแนวคิด 'ภาระของคนผิวขาว' (White man’s Burden) กลายเป็นเครื่องมือของชาติอาณานิคมให้กระทำสิ่งเลวร้าย ด้วยเหตุผลว่าคนขาวมีอารยธรรมเหนือกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ และเปลี่ยนวัฒนธรรมอื่นๆ ให้เหมือนตนจนทำให้เกิดโศกนาฎกรรมนับไม่ถ้วนในดินแดนอาณานิคม

หนึ่งในโศกนาฎกรรมสุดแสนสะเทือนใจจากออสเตรเลียคือ 'คนรุ่นที่ถูกขโมย' (Stolen Generations) ของชาวอะบอริจิน

เซซิล คุก (Cecil Cook) ชายผิวขาว หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองชาวอะบอริจิน กล่าวไว้ว่า

“เราต้องทำทุกวิถีทางที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนลูกผสมให้กลายเป็นพลเมืองผิวขาว” และยังกล่าวถึงการ “เสริมสร้างคุณธรรม” และ “คัดเลือดผิวสีออกไป”

ในออสเตรเลียมีประชากรลูกผสมผิวขาวกับชนพื้นเมืองอยู่ไม่น้อย รัฐบาลอาณานิคมต้องการแยกเด็กอะบอริจินลูกผสมออกจากชาวอะบอริจินแท้ และเชื่อว่าประชากรชาวอะบอริจินแท้กำลังลดลงเรื่อยๆ ควรปล่อยให้สูญพันธุ์ไป เหลือเพียงชนพื้นเมืองที่มีสายเลือดชาวยุโรปปนอยู่เท่านั้น

คนผิวขาวมองว่า หากจับเด็กเลือดผสมไปอยู่ในสังคมคนขาว เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้นก็จะเลือกแต่งงานกับคนขาว ผลิตทายาทที่เหมือนคนขาวมากยิ่งขึ้น เมื่อผ่านไป 3-4 รุ่นก็จะกลายเป็นคนขาวเต็มตัว ก่อนกลืนหายไปในสังคมคนขาวในที่สุด การทำให้เยาวชนหายไปทำให้ชนพื้นเมืองค่อยๆ สาบสูญ ทั้งภาษา ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญา รัฐบาลออสเตรเลียในขณะนั้นให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องพรากเด็กจากครอบครัว เพราะชาวอะบอริจินไม่มีปัญญาเลี้ยงดูลูก สาธารณชนส่วนใหญ่ก็คล้อยตามวาทกรรมนี้

เด็กหลายคนถูกพรากตั้งแต่ยังมีอายุไม่กี่เดือน บางคนถูกพรากจากแม่ตั้งแต่คลอดเสร็จ นางพยาบาลจะนำเด็กไปส่งให้เจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่าทำไปเพื่อตัวเด็กหรือโกหกแม่ว่าทารกเสียชีวิต หลายคนถูกพรากในช่วงอายุ 1-6 ปี เด็กที่โตหน่อยจะโดนโกหกว่าพ่อแม่เสียชีวิตแล้ว ส่วนเด็กเล็กไม่มีโอกาสได้รู้จักกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเลย

ระหว่างปี 1910-1970 มีเด็กๆ ชาวพื้นเมืองหรืออะบอริจินราว 10-30% ถูกพรากไปจากครอบครัว เด็กที่ผิวสีอ่อนหรือมีหน้าตาเหมือนคนขาวจะถูกส่งไปอยู่กับครอบครัวอุปการะผิวขาว เพื่อให้เติบโตเหมือนเด็กคนขาวอื่นๆ หรือสถานสงเคราะห์ ส่วนเด็กที่มีสีผิวเข้มจะถูกส่งตัวไปศูนย์มิชชันนารีหรือสถานเลี้ยงดูของรัฐเพื่อเปลี่ยนศาสนา เรียนภาษาอังกฤษ เรียนหนังสือ ปลูกฝังวัฒนธรรมแบบแองโกล-ออสเตรเลีย แต่ยามปฏิบัติจริงกลับไม่ได้แบ่งกลุ่มสีผิวเด็กชัดเจนนัก

เมื่ออายุได้ 15 ปีจะถูกส่งตัวไปยังครอบครัวอุปการะเพื่อช่วยงาน เด็กชาวพื้นเมืองไม่ได้รับการศึกษาที่สูงเทียบเท่าเด็กคนขาวอื่นๆ คนขาวมองว่าพวกเขาควรไปใช้แรงงานหรือรับใช้นายจ้างผิวขาวมากกว่าจึงให้การศึกษาเพียงพื้นฐาน เด็กผู้หญิงถูกมองว่าเป็นแม่บ้าน ส่วนเด็กผู้ชายจะถูกใช้แรงงานตามไร่เป็นหลัก

เด็กหลายคนในสถานเลี้ยงดูหรือศูนย์มิชชันนารีถูกปล่อยปละละเลยหรือทารุณกรรมด้วยบทลงโทษต่างๆ หากพวกเด็กพูดภาษาพื้นเมืองหรือใช้ชื่อเดิมจะถูกเฆี่ยนตี ล่ามโซ่ ปล่อยให้อดอาหารหรือน้ำ มีชาวอะบอริจินถึง 10% เปิดเผยว่าพวกเขาเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศระหว่างอยู่ในศูนย์

สภาพภายในศูนย์ไม่ต่างจากคุกบ่มเพาะอาชญากร รอย สจวร์ต (Roy Stewart) ชาวอะบอริจินผู้ถูกพรากไปตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบ เล่าถึงประสบการณ์ใน Kinchela Boys' Home ว่าวันหนึ่งเขาถูกสั่งให้ช่วยฝังศพเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกครูฝึกขี้เมาทุบตีจนตาย พวกเด็กๆ มักชกต่อยกันประจำ และบทลงโทษนั้นทารุณสำหรับเด็กๆ มาก พี่ชายของรอยเป็นหัวโจกในศูนย์นี้ เมื่อโตขึ้นต้องติดคุกเกือบ 30 ปี

บิล ไซมอน (Bill Simon) ชาวอะบอริจินอีกราย เล่าว่า เมื่ออายุได้ 10 ปี เขาถูกนำตัวไปจากบ้าน แม่ของเขาพยายามวิ่งตามรถมาแต่ไม่ทัน เขายังจำภาพแม่ที่ล้มลงแล้วทุบพื้นถนนอย่างเจ็บแค้นได้ติดตา เมื่อเขากลับไปหาแม่ 20 ปี ต่อมา แม่มีครอบครัวใหม่แล้ว และปฏิเสธเขา

เขาเล่าต่อว่า ที่ศูนย์เลี้ยงดู พวกเด็กๆ จะถูกเฆี่ยนด้วยไม้หวายและต้องถลกกางเกงหรือกระโปรงลงเพื่อให้อับอายและเจ็บปวดมากขึ้น เด็กแทบทุกคนจะมีรอยฟกช้ำห้อเลือดตามต้นขาและเจ็บระบมไปหลายวัน บาดแผลเหล่านี้ฝังลึกไปในจิตใจของพวกเขาจนโต เด็กที่ไปอยู่กับครอบครัวอุปการะก็ใช่ว่าจะรอดปลอดภัย มีเด็กถึง 20% ถูกทารุณทั้งร่างกายและจิตใจโดยครอบครัวคนขาวผู้อุปการะ

วาเลรี ลินาว (Valerie Linow) หญิงชาวอะบอริจินก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอเผยว่า เมื่ออายุได้ 17 ปี เธออยู่กับครอบครัวชาวไร่ผิวขาว เมื่อทำถังนมแตก ชาวไร่ใช้เข็มขัดฟาดเธอไม่ยั้งมือจนมีแผลเป็นติดตัวถึงปัจจุบัน ลูกสาวอายุเพียง 10 ขวบของนายผิวขาวยังด่าทอเธอด้วยคำว่า “nigger” และยุให้พ่อทำร้ายเธอบ่อยๆ นายคนเดียวกันยังข่มขืนเธอหลังเรียกให้ไปทำความสะอาดห้องของลูกสาวตนเอง ลินาวรวบรวมความกล้าไปแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจกลับไม่ดำเนินคดีอะไรกับนายผิวขาวแม้แต่น้อย

เด็กบางคนถูกส่งไปละครสัตว์ให้แสดงโชว์ วัลฮา แมคเคนซี ซีเนียร์ (Walha McKenzie Snr.) เล่าว่า ปู่ของเธอถูกส่งไปละครสัตว์ตั้งแต่ยังเด็ก และถูกจับยัดใส่กรงให้ผู้ชมหัวเราะและโยนอาหารใส่ หลังละครสัตว์จบการแสดงลง คณะกลับนำตัวเขาไปปล่อยทิ้งในเมืองวิคตอเรียอย่างไม่ไยดี

ผลกระทบต่อเด็กอะบอริจินที่โตในสังคมคนขาวคือ หลายส่วนถูกจับตามองหรือเพ่งเล็งโดยตำรวจออสเตรเลีย ตำรวจผิวขาวมักมองว่าคนอะบอริจินมีแนวโน้มก่ออาชญากรรมมากกว่า พวกเขามีแนวโน้มถูกจำคุกมากกว่าคนขาวถึง 15 เท่า มีสาเหตุมาจากความยากจน การศึกษาต่ำ และอัตราว่างงานสูง รวมถึงผลกระทบต่อจิตใจจากการถูกทารุณกรรมและเอารัดเอาเปรียบโดยสังคมคนขาว

ชาวอะบอริจินใน'รุ่นที่ถูกขโมย' ถึง 15% ดื่มสุราในปริมาณที่เสี่ยงเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังสูง อีก 30% มีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ประสบปัญหาทางสุขภาพจิตอย่างโรคซึมเศร้า อาการประสาทหลอน โดยเฉพาะผู้หญิง มีผู้หญิงอะบอริจินถึง 1 ใน 6 ที่หลบหนีจากสถานเลี้ยงดูหรือครอบครัวอุปการะ อีก 1 ใน 11 ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร

ชาวอะบอริจินที่ถูกลักพาตัวไป 33% ไร้หนทางติดต่อกับครอบครัวและไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย หลายคนได้พบพ่อแม่หลังหลายสิบปีหลังถูกพรากไป ทั้งพ่อแม่และบุตรไม่อาจสร้างสายใยใดๆ เหมือนคนปกติ พวกเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เกี่ยวโยงกัน พี่น้องที่พรากจากกันต่างไม่รู้จักตัวตนของอีกฝ่าย เพราะถูกจับเปลี่ยนชื่อตามคนขาวหมด

มาเรีย สตาร์เซวิค (Maria Starsevik) หญิงชาวอะบอริจินที่ถูกพรากไปจากอกแม่ตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ เล่าว่า เธอได้พบหน้าแม่เป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้ 30 และเศร้าใจกับวันเวลาที่ผ่านไปนาน จนเธอและแม่ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กันได้

ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแก่คนเพียงรุ่นเดียว เมื่อผู้ถูกพรากจากบ้านโตขึ้นและมีครอบครัวของตนเอง พวกเขากลับพบว่าตนเองกำลังทำหน้าที่พ่อแม่ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน มีปัญหาด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือครอบครัว พวกเขาไม่เคยได้รับความรักจากพ่อแม่และไม่มีครอบครัว ไม่รู้วิธีสื่อสารหรือแสดงความรัก ผลลัพธ์จึงลงเอยด้วยความรุนแรงในบ้านและการใช้อารมณ์จนทำให้เด็กๆ รุ่นต่อมาถูกส่งตัวเข้าสถานสงเคราะห์เด็ก ปัจจุบันมีเด็กเชื้อสายอะบอริจินส์ถูกส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์มากกว่าเด็กกลุ่มอื่นถึง 10 เท่าตัว

ในที่สุดการพรากเด็กพื้นเมืองสิ้นสุดลงในปี 1970 จอห์น โฮเวิร์ด (John Howard) นายกรัฐมนตรีพรรคเสรีนิยม (Liberal Party of Australia) กล่าวแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อชาวอะบอริจิน แต่ปฏิเสธจะขอโทษเพราะเกรงว่า รัฐบาลจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้เหยื่อ หากยอมรับผิด

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 2008 รัฐบาลออสเตรเลียก็ยอมขอโทษต่อชนพื้นเมืองและเหตุสลดที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นที่ถูกขโมย โดยนายเควิน รัดด์ (Kevin Rudd) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียจากพรรคแรงงาน (Australian Labour Party) เป็นผู้กล่าวคำขอโทษในรัฐสภา แต่การชดใช้ค่าเสียหายยังดำเนินการไปอย่างล่าช้า จนบัดนี้ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ
.
.
อ้างอิง

https://australianstogether.org.au/…/aus…/stolen-generations

https://www.reuters.com/…/factbox-key-facts-about-australia…

https://www.creativespirits.info/…/stolen-generations-effec…

https://www.creativespirits.info/…/a-guide-to-australias-st…

https://www.creativespirits.info/…/stolen-generations/abuse…

https://www.creativespirits.info/…/stolen-generations-stori…