Sex and Love Story in the History

ความรักและการแต่งงาน : มุมมองแห่งยุคสมัย

Quick Facts

  • คนจะอยู่กินกันโดยไม่มีความรักได้หรือเปล่า สมัยก่อนเขาเกี้ยวพาราสีหรือจีบกันอย่างไร การแต่งงานของยุคต่างๆ เหมือนหรือแตกต่างจากปัจจุบัน
ความรักที่มากกว่าความใคร่ของชาวกรีก

ชาวกรีกคิดว่าความรักมีมากกว่า 1 แบบ จึงต้องสร้างคำว่า 'เอรอส' (eros) กับ 'อะกาเพ' (agape ซึ่งในภาษาอังกฤษปัจจุบันอ่านว่า อะเกพ) ขึ้นมาอธิบายเรื่อง 'ความรัก' กล่าวคือ เอรอส ในความหมายของกรีกโบราณหมายถึงความรักในเนื้อหนังมังสา รักในรูปร่างตัวตน ซึ่งเห็นได้ชัดในคำว่า 'erotic' หรือ 'erotic love' ที่มักจะเกี่ยวข้องกับความใคร่หรือกามารมณ์เป็นหลัก
 
ส่วนคำว่า 'อะกาเพ' หมายถึง ความรักบริสุทธิ์ รักกันฉันพี่น้อง ในเวลาต่อมาชาวคริสต์นำคำนี้ไปใช้เพื่อแสดงถึงความรักที่พระเป็นเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์
 
ลักตัวสาวเจ้ามาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์
 
ต้องยอมรับการอยู่กินกันในอดีตนั้นเริ่มต้นจากการจับตัวคนที่รู้สึกรักใคร่ชอบพอมาอยู่ด้วยกัน ในวัฒนธรรมแบบชนเผ่า เมื่อมีผู้หญิงน้อยเกินไปก็จะไปปล้นเอาจากหมู่บ้านอื่น บ่อยครั้งที่เผ่าที่จะมาลักพาตัวสาวเจ้าไป โดยจะใช้วิธีส่งคนมาด้อมๆ มองๆ เมื่อได้ตัวสาวเจ้าไปแล้ว ก็จะนำทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปซ่อนตัวไว้ระยะหนึ่งเพื่อไม่ให้คนของฝ่ายหญิงติดตามมาพบ
  
ธรรมเนียมฝรั่งเศสโบราณ การซ่อนตัวที่ว่านั้นจะนาน 1 ชั่วดวงจันทร์  คือ ยึดดิถีหรือข้างขึ้นข้างแรมโดยอ้างอิงจากลักษณะแหว่งเว้าของดวงจันทร์ จากคืนแรกที่ซ่อนตัวถึงคืนสุดท้ายที่พระจันทร์กลับมามีลักษณะเหมือนคืนแรกก็จะได้ประมาณ 28-30 วัน เรียกได้ว่าถ้าคนของฝ่ายเจ้าสาวออกตามหาตัวแล้วไม่พบภายใน 1 เดือนก็จะเลิกติดตาม ด้านฝ่ายเจ้าบ่าวก็วางใจแล้วนำทั้งคู่ออกจากที่ซ่อนได้
 
ระหว่างที่ซ่อนตัวอยู่นั้น ชายกับหญิงก็จะดื่มเครื่องดื่มที่ทำจากน้ำผึ้งหมักที่มีแอลกอฮอล์นิดๆ เรียกว่า เมเทกลิน (metheglin) ซึ่งคล้ายกับเหล้าน้ำผึ้งหรือมี้ด (mead) แต่จุดเด่นของเมทกลินอยู่ที่สูตรการเติมแต่งรสชาติที่หลากหลาย เรียกว่าเป็นสูตรการปรุงประจำตระกูลเลยก็ว่าได้ และเพราะการซ่อนตัวใช้เวลา 1 ชั่วพระจันทร์หรือประมาณ 1 เดือนอย่างที่ว่ามาแล้ว ธรรมเนียมปฏิบัตินี้จึงเป็นที่มาของคำว่า 'น้ำผึ้งพระจันทร์' (honeymoon) นั่นเอง
 
เมเทกลินเครื่องดื่มอันเป็นที่มาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ (ที่มาของภาพ http://www.recipewisdom.com/wp-content/uploads/2018/04/Metheglin-Recipe.jpg)
 
 
รักแบบอัศวินสุภาพบุรุษสมัยกลาง
 
การที่ฝ่ายชายต้องจ่ายค่าอาหารค่ำ รวมถึงการเปิดประตูให้กับผู้หญิงทำนอง 'lady first' นั้น มีรากฐานมาจากธรรมเนียมปฏิบัติของอัศวินผู้ถือว่านอกจากจะเป็นชนชั้นนักรบแล้ว ยังต้องมีการปฏิบัติตนให้มีมารยาท สุภาพเรียบร้อยและให้เกียรติผู้หญิงอีกด้วย
ภาพจากเอกสารปลายสมัยกลาง (ศตวรรษที่ 15) แสดงการแต่งงานระหว่างโจอาคิมกับแอนน์ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของแมรีผู้เป็นพระมารดาของพระเยซูคริสต์ในเวลาต่อมา (ที่มาของภาพ https://images.immediate.co.uk/production/volatile/sites/7/2018/01/Joachim20and20Anne27s20Wedding-87c248c.jpg?quality=90&lb=940,626&background=white)
 
ในสมัยกลาง ความรักในแง่ความสัมพันธ์กันของชายหญิงอาจนำไปสู่การแต่งงานก็ได้ แต่ไม่เสมอไป ในเวลานั้นไม่ได้ถือว่าการแต่งงานต้องเกิดขึ้นจากความรัก พูดง่ายๆ ก็คือ คนรักกันอาจไม่ได้แต่งงานกันก็มาก กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้การเพียรพยายามขอความรักของฝ่ายชายจากฝ่ายหญิงคลายความซาบซึ้งลง ฝ่ายชายจะสรรหาบทกวีที่เชื่อว่ามีความไพเราะกินใจมาใช้ หรือบางทีก็เป็นบทประพันธ์ประเภทรักข้างเดียวที่ทำให้ต้องทุกข์ระทมมาพร่ำพรรณนาให้ฝ่ายหญิงเห็นใจและรับรักตน แต่ก็ใช่จะทำให้ฝ่ายหญิงใจอ่อนได้เสมอไป เพราะในสมัยกลางนั้น อิทธิพลทางศาสนามีส่วนอย่างมากต่อการหล่อหลอมให้ผู้หญิงเห็นว่าการครองตัวเป็นโสดและการเป็นคนใจแข็งไว้ตัวเป็นเครื่องหมายของความดีงามอย่างหนึ่ง
 
อย่างไรก็ตาม การประกาศข่าวการแต่งงานนั้น แต่เดิมถือกันว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายชายเท่านั้น จนกระทั่ง ในปี 1228 สก็อตแลนด์เป็นแห่งแรกที่อนุญาตให้ผู้หญิงได้รับสิทธิ์ให้ประกาศข่าวการแต่งงานของตนเองได้ สิทธิทางกฎหมายข้อนี้ค่อยๆ แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งยุโรปในเวลาต่อมา
 
ธรรมเนียมการแต่งงานยุควิกตอเรีย

ในอังกฤษยุควิกตอเรีย (Victoria Era) ซึ่งใช้เรียกช่วงการครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ระหว่างปี 1837-1901 นั้น เริ่มมีทัศนะว่าความรักเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีก่อนจะแต่งงาน ขณะเดียวกันการเกี้ยวพาราสีก็เริ่มเป็นทางการมากขึ้น มีแบบแผนและความประณีตพิถีพิถันชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง เช่น เมื่อสุภาพบุรุษเกิดความพึงใจในสุภาพสตรีคนใดก็ตาม เขาไม่อาจเดินเข้าไปแล้วเริ่มการสนทนาได้ทันที ต้องมีคนแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน แต่หลังการแนะนำตัวแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าทั้งคู่จะได้พบและพูดคุยกัน เป็นต้น
  
ยิ่งกว่านั้น หากฝ่ายชายต้องการเชิญฝ่ายหญิงไปที่บ้านของตน เขาต้องส่งบัตรเชิญไปให้เธออย่างเป็นทางการ และหลังจากการรับประทานอาหารค่ำเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายหญิงจะเป็นคนเลือกว่าสานต่อความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างไร ถ้าชายคนนั้นโชคดีพอ เขาก็อาจได้รับบัตรเชิญจากฝ่ายหญิงให้ไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านของเธอ ซึ่งแน่นอนว่านั่นคือการตอบรับไมตรีที่สาวมีให้ชายหนุ่มคนนั้น
 
ภาพที่ระลึกการแต่งงานสมัยวิกตอเรีย เจ้าบ่าวและเจ้าสาว (นั่ง) ถ่ายภาพร่วมกันเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวพร้อมด้วยเด็กที่ถือช่อดอกไม้ในพิธี (ที่มาของภาพ https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/736x/6f/37/f9/6f37f92b280cfa3018ee98ccd520b1a1.jpg)
 
ระหว่างรับประทานอาหารค่ำ พ่อแม่ของฝ่ายที่เป็นเจ้าบ้านจะคอยจับตาการพูดจาและความเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่วางตา ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย หลังอาหารค่ำทั้งคู่จะสานสัมพันธ์กันต่อ แต่ก่อนจะถึงการแต่งงาน คู่รักแทบจะไม่มีโอกาสพบกันตามลำพัง แต่ละฝ่ายจะต้องมีเพื่อนสนิทซึ่งจะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวไปด้วยเสมอ ระหว่างนั้นก็จะต้องเตรียมการเขียนคำขอแต่งงาน (marriage proposal) ไว้ด้วย
 
เกร็ดวัฒนธรรมการแต่งงาน

            ประเทศในทางตอนเหนือของยุโรปอย่างฟินแลนด์ เมื่อผู้เป็นพ่อเห็นว่าลูกสาวของตนถึงวัยที่จะแต่งงานได้แล้ว ฝ่ายหญิงจะแขวนฝักมีดเปล่าๆ ไว้ที่สายคาดเอว หากชายใดพึงพอใจและประสงค์จะแต่งงานกับเธอก็จะนำมีดพกเล่มเล็กๆ ใส่เข้าไปในฝักมีดนั้น ซึ่งหากฝ่ายหญิงสนใจก็จะเก็บมีดนั้นไว้เป็นสัญญาณการเริ่มต้นของการสานสัมพันธ์กันต่อไป
 
            ธรรมเนียมการ 'มัด' ชายหญิงไว้ด้วยกันบนเตียง พบมากช่วงศตวรรษที่ 16-17 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสนิทสนมแต่ไม่ถึงกับมีความสัมพันธ์ทางเพศ และจะมีแผ่นไม้กั้นระหว่างทั้งคู่ไว้ หรือบางทีก็ใช้หมอนข้างมัดกับขาฝ่ายหญิงไว้ก็มี กล่าวกันว่าธรรมเนียมนี้มีกำเนิดในเนเธอร์แลนด์หรืออังกฤษแล้วส่งต่อไปยังอเมริกาในสมัยที่เป็นอาณานิคมโดยเฉพาะในเพนซิลเวเนียเมื่อยังเป็นอาณานิคมของดัตช์ ขณะที่ชุมนุมชาวอามิช (Amish) บางแห่งในรัฐเนบราสกาของสหรัฐก็ยังปฏิบัติตามธรรมเนียมนี้อยู่
 
แผ่นไม้กั้นเตียงคู่รักที่ยังไม่แต่งงานกันตามธรรมเนียมของชาวอามิชในสหรัฐ (ที่มาของภาพ https://i.pinimg.com/originals/7f/47/e9/7f47e95db1228a4a7fdc56c561f81bbf.jpg)
 
            ในเวลส์ ศตวรรษที่ 17 มีช้อนที่ได้รับการแกะสลักตกแต่งสวยงามเรียกว่า 'ช้อนรัก' (lovespoon) โดยทำขึ้นจากไม้ชิ้นเดียวเพื่อให้ฝ่ายชายมอบให้กับฝ่ายหญิงเป็นการแสดงความรักที่เขามีต่อเธอ ลวดลายและการประดับบนช้อนเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น รูปสมอเรือที่หมายถึง “ผมต้องการหยุดอยู่ตรงนี้” หรือ รูปลายเครือเถาที่ซับซ้อนที่หมายถึง “ความรักที่เติบโต” เป็นต้น
 
ช้อนรัก (lovespoon) มีลวดลายรูปสมอเรือ (ที่มาของภาพ https://www.welshgifts.co.uk/img/product/-pc40-welsh-wooden-lovespoon-with-anchor-heart-6027106-600.jpg)
 
            สุภาพบุุรุษชั้นสูงของอังกฤษมักจะส่งถุงมือคู่หนึ่งไปให้ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นการแสดงความรักอย่างสุดซึ้ง หากผู้หญิงสวมถุงมือคู่นั้นไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ก็เป็นสัญญาณของการรับรัก
 
            ในยุโรปศตวรรษที่ 18 มีธรรมเนียมหักขนมปังก้อนเล็กๆ เหนือศีรษะเจ้าสาวในโบสถ์ ขณะที่แขกที่มาร่วมงานแต่ยังโสดจะเก็บเอาเศษขนมปังเหล่านั้นไปใส่ไว้ใต้หมอนของตน เพราะเชื่อว่าจะทำให้เห็นคนที่จะได้แต่งงานด้วยในความฝัน กล่าวกันว่าธรรมเนียมนี้เป็นต้นกำเนิดของเค้กแต่งงานนั่นเอง
 
            บางวัฒนธรรมในแอฟริกา ใช้หญ้าต้นยาวๆ มาถักเข้าด้วยกันแล้วมัดมือเจ้าบ่าวเจ้าสาวไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการรวมกัน ธรรมเนียมการแต่งงานในสมัยพระเวทก็มีการใช้เชือกที่ทำขึ้นอย่างสวยงามผูกข้อมือคู่สมรสไว้ด้วยกัน เช่นเดียวกับธรรมเนียมของชาวเม็กซิกันซึ่งใช้เชือกหรือพวงมาลับผูกคอคู่บ่าวสาวไว้หลวมๆ ซึ่งทั้งหมดสะท้อนความคิดที่มีมาแต่โบราณว่า

การแต่งงานคือความผูกพันที่หลอมรวมคนสองคนเข้าเป็นหนึ่งเดียว.
 
พวงมาลัยที่ใช้คล้องคอเจ้าบ่าวเจ้าสาวไว้ด้วยกันตามธรรมเนียมการแต่งงานของชาวเม็กซิกัน (ที่มาของภาพ https://www.catholicfaithstore.com/daily-bread/wp-content/uploads/2014/06/wedding-lasso.jpg)
 
 
เรียบเรียงโดย : ชัยจักร ทวยุทธานนท์
ภาพประกอบ : นันทยศ หันจันทร์

เรียบเรียงจาก
Amt, Emilie. (1993) Women's Lives in Medieval Europe.New York, Routledge.
https://www.thoughtco.com/romance-through-the-ages-1420812
https://www.medievaltimes.com/teachers-students/materials/medieval-era/marriage.html
https://theweek.com/articles/475141/how-marriage-changed-over-centuries
https://www.huffpost.com/entry/love-marriage-history_n_4774740
https://www.historyextra.com/period/medieval/love-and-marriage-in-medieval-england/