Fashion World

ฉลองปีใหม่สไตล์สมัยกลาง

Quick Facts

+ แม้ผู้คนในสมัยกลางจะไม่ได้ถือวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่เหมือนกันทั้งหมด แต่พวกเขาก็มีการเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้อย่างน่าสนใจ

+ ธรรมเนียมที่สืบทอดมาจากสมัยโรมันอย่าง “เทศกาลคนโง่” ยังคงมีให้เห็นได้ในสมัยกลางก่อนจะค่อยๆ หมดไปจากแรงกดดันทางศาสนา

+ ขณะเดียวกันในพื้นที่ต่างๆ ก็มีธรรมเนียมการฉลองปีใหม่ที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น “คืนสิ้นปี” ของชาวไอร์แลนด์ ขนมปังเสี่ยงทางวันปีใหม่ของชาวโปแลนด์ การฉลองต้นไม้ปีใหม่ของชาวรัสเซีย ฯลฯ
1 มกราคม ไม่ใช่วันขึ้นปีใหม่ (เสมอไป)

ธรรมเนียมการเริ่มต้นปีในวันที่ 1 มกราคม มีมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว และเมื่อโรมันขยายอำนาจกว้างขวางออกไปก็มีการนำกฎหมายโรมันไปยังบังคับใช้ด้วย

แต่หลังจากอิทธิพลของจักรวรรดิโรมันเสื่อมลงในศตวรรษที่ 5 พร้อมๆ กับการก้าวขึ้นมาของช่วงเวลาที่เราเรียกว่า สมัยกลาง (the Middle Ages) ธรรมเนียมการเริ่มต้นปีก็เปลี่ยนไปด้วย วันที่ 1 มกราคม ไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวของการเปลี่ยนปีอีกต่อไปแล้ว หลายพื้นที่เลือกเฉลิมฉลองการเปลี่ยนไปสู่ปีใหม่ไปเป็นวันที่ 25 มีนาคม อันเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองในวาระแม่พระรับสาร (Annunciation) คือ เหตุการณ์ที่พระแม่มารีย์ (Mary) รับสารจากเทวทูตกาเบรียล (Angel Gabriel) ว่านางจะตั้งครรภ์พระบุตรของพระเป็นเจ้า

วันแม่พระรับสาร สัมพันธ์กับวันประสูติของพระเยซูคริสต์อย่างแยกกันไม่ได้ เพราะตามธรรมเนียมเชื่อกันว่าพระเยซูคริสต์ประสูติเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ดังนั้น เมื่อนับย้อนขึ้นไป 9 เดือนจากวันคริสต์มาส จึงถือว่าวันที่ 25 มีนาคม เป็นวันที่พระแม่มารีย์รับสารจากเทวทูตนั่นเอง

ขณะเดียวกันบางพื้นที่อย่างเมืองเวนิสก็เลือกวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มีนาคม นอกจากนี้ยังมีอีกหลายที่ที่เปลี่ยนไปขึ้นปีใหม่ในวันคริสต์มาสหรือวันอีสเตอร์ (Easter) อันเป็นที่ชาวคริสต์สมโภชวาระที่พระเยซูคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์หลังจากทรงถูกตรึงกางเขนและสิ้นพระชนม์ไปแล้ว 3 วัน เช่นเดียวกับชาวแองโกล-แซกซอนที่ถือวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวันที่ 25 มีนาคม ในช่วงปลายสมัยกลาง และเปลี่ยนเป็นวันที่ 1 มกราคม อีกครั้งในศตวรรษที่ 18

บันทึกชิ้นหนึ่งของนักเดินทางในสมัยกลางให้ภาพความหลากหลายของการเริ่มต้นปีใหม่ได้เป็นอย่างดี (บางคนเรียกเอกสารนี้ว่า บันทึกของนักเดินทางข้ามเวลา) โดยระบุว่า เขาออกเดินทางจากเมืองเวนิสในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1245 เป็นวันแรกของปี แต่พอไปถึงเมืองฟลอเรนซ์ ที่นั่นกลับยังเป็นปี 1244 อยู่ หลังจากนั้นไม่กี่วันเมื่อเขาเดินทางต่อไปก็ได้พบว่าเมืองปิซาเข้าสู่ปี 1246 แล้ว ทว่าเมื่อเดินทางต่อไปทางตะวันตกเข้าสู่เขตเมืองโพรวองซ์ ก็กลับเป็นปี 1245 อีกครั้ง และเมื่อไปถึงฝรั่งเศสก่อนวันอีสเตอร์ (ซึ่งปีนั้นตรงกับวันที่ 16 เมษายน) ที่นั่นยังเป็นปี 1244 อยู่

“งานเลี้ยงคนโง่” (Feast of Fools)

จุดเด่นของการเฉลิมฉลองนี้อยู่ที่ชนชั้นล่างจะแต่งตัวล้อเลียนไปจนถึงกลั่นแกล้งชนชั้นสูง และยังพบว่า เทศกาลนี้มีความสืบเนื่องกับเทศกาลซาตูร์นาเลีย (Saturnalia) ของชาวโรมันก่อนการรับศาสนาคริสต์ ในเทศกาลดังกล่าวทาสจะได้อิสระในการพูด สามารถวิพากษ์วิจารณ์นายทาสได้อย่างเปิดเผยโดยไม่ถูกลงโทษ และยังได้โอกาสเฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่อีกด้วย

ใน “งานเลี้ยงคนโง่” มีการแต่งตัวกลับเพศ (cross dressing) คือ ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง ส่วนผู้หญิงก็จะแต่งเป็นผู้ชาย มีการเล่นพนัน การดื่มกินอย่างสนุกสนาน และยอมให้มีการสัมผัสเนื้อตัวกันได้โดยไม่ถือเป็นโทษ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายศาสนามองว่าเทศกาลเช่นนี้เป็นของ “นอกรีต” แต่ตั้งท่ารังเกียจเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อได้รับแรงกดดันจากองค์กรศาสนามากขึ้นๆ ด้วยการออกระเบียบมาควบคุม ในที่สุด ธรรมเนียมการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ที่สืบเนื่องมาจากสมัยโรมันก็ค่อยๆ ยกเลิกไปในศตวรรษที่ 16

ธรรมเนียมปีใหม่สมัยกลางในที่อื่น ๆ

ในอังกฤษมีธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนของขวัญในวันขึ้นปีใหม่ที่เชื่อว่าจะนำโชคดีมาให้ผู้ได้รับในปีใหม่ ส่วนในสก็อตแลนด์และไอร์แลนด์ ให้ความสำคัญกับคนที่เป็น “First Foot” ของปีใหม่ คือคนที่เข้ามาในบ้านเป็นคนแรกหลังเที่ยงคืนวันส่งท้ายปี ถึงขนาดที่ว่าคนคนนั้นอาจนำโชคดีหรือโชคร้ายมาให้ครอบครัวในตลอดทั้งปีกันเลยทีเดียว บางคนเชื่อว่าคนผมสีบลอนด์จะนำโชคดีมาให้ ขณะที่ผู้ชายหรือเด็กชายผมดำ รวมไปถึงคนเท้าแบน (flat footed) ก็เป็นสัญลักษณ์ของโชคดีด้วยเช่นกัน แต่คนผมแดงจะเป็นที่รังเกียจมากเพราะถือว่าจะนำโชคร้าย ความโศกเศร้าและการพลัดพรากของคนที่รักมาให้ผู้พบเห็น

ในไอร์แลนด์มีธรรมเนียมที่เรียกว่า “คืนสิ้นปี” (Oíche Chinn Bliana) ก่อนเวลาเที่ยงคืนในคืนนั้น ผู้คนจะพากันเคาะหรือทุบตีประตูและผนังบ้านเรือนเพื่อขับไล่ภูติผีปีศาจ โดยก่อนหน้านั้นมีการทำความสะอาดบ้านเรือนครั้งใหญ่มาแล้ว เพื่อให้ปีใหม่เป็นการเริ่มต้นของความสดใส สะอาดหมดจด ขณะเดียวกันวันขึ้นปีใหม่ก็เป็นโอกาสที่จะรำลึกถึงผู้จากโลกนี้ไปด้วยการจุดเทียนไขไว้ในห้องว่างๆ ตั้งโต๊ะ เก้าอี้ ไว้ในพร้อม ไม่ล็อกกลอนประตูและหน้าต่าง เพื่อให้วิญญาณกลับมาหาครอบครัวได้

ในโปแลนด์และพื้นที่อื่นๆ ในยุโรปตะวันออกช่วงสมัยกลาง เรียกค่ำคืนวันส่งท้ายปีว่าเทศกาลนักบุญซิลเวสเตอร์ (St.Sylvester) ซึ่งมีวันเฉลิมฉลองในวันที่ 31 ธันวาคม (อันเป็นวันที่ท่านเสียชีวิตเมื่อ ค.ศ.335) ตำนานเล่าว่า นักบุญท่านนี้จับและสังหารมังกรชื่อว่า เลวิเอธาน (Leviathan) ดังนั้น จึงมีการจัดงานเฉลิมฉลองวาระที่นักบุญดังกล่าวมีชัยเหนือมังกรร้ายเรียกว่า ค่ำคืนของนักบุญซิลเวสเตอร์ (St.Sylvester Eve) โดยเฉพาะในโปแลนด์ เด็กๆ จะแต่งตัวเป็นปีศาจออกกลั่นแกล้งผู้คน ครั้นพอถึงเช้าวันขึ้นปีใหม่ จะมีการอบขนมปังเสี่ยงทายที่มีแหวนหรือไม้กางเขนเล็กๆ ซ่อนอยู่ภายใน ถ้าใครได้รับขนมปังที่มีแหวนก็เชื่อว่าจะได้แต่งงานในปีนั้น แต่หากใครได้รับไม้กางเขนก็มีคำแนะนำว่าควรบวชจะดีกว่าใช้ชีวิตเป็นฆราวาส

ส่วนในรัสเซียมีการขึ้นปีใหม่ต่างกันหลายแบบ คือ ตั้งแต่ปี 1348 เป็นต้นมา วันปีใหม่ตรงกับวันที่ 1 กันยายน ขณะที่ก่อนหน้านั้น ชาวรัสเซียฉลองปีใหม่กันในวันที่ 1 มีนาคม และ 22 มีนาคมในบางพื้นที่ ทั้งนี้ รัสเซียยังไม่มีวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการแบบสากลคือในวันที่ 1 มกราคม จนกระทั่งปี 1699 ในรัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิปีเตอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย (หรือพระจักรพรรดิปีเตอร์มหาราช) นอกจากนี้ชาวรัสเซียยังมีการฉลองปีใหม่ครั้งที่ 2 ซึ่งเรียกว่า การฉลองต้นไม้ปีใหม่ 'Novogodnyaya Yolka' (คล้ายๆ ต้นคริสต์มาส) ซึ่งที่ต่อเนื่องยาวไปจนถึงวันที่ 14 มกราคม อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจูเลียนที่ชาวรัสเซียเคยใช้มาก่อน และยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องซานตาครอสฉบับรัสเซีย ที่ชื่อว่า เดดโมรอซ (Ded Moroz) หรือคุณปู่น้ำแข็งที่จะออกเดินทางไปแจกของขวัญให้เด็กๆ โดยมีหลานสาว คือ สเนกกูรอชกา (Snegurochka) หรือหญิงสาวหิมะคอยช่วยเหลือซึ่งเรื่องราวของเธอสืบย้อนกลับไปได้ถึงตำนานพื้นบ้านสมัยกลางเรื่อง “เด็กหิมะ” (snow-child) อีกด้วย

ไม่ว่าผู้คนสมัยกลางจะนับวันเริ่มต้นปีใหม่อย่างไร แต่หัวใจของเทศกาลและการเฉลิมฉลองยังคงไม่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนผ่านจากปีเก่าไปสู่ปีใหม่ ไม่ได้มีเพียงความสำคัญทางศาสนา แต่ยังเป็นช่วงเวลาของความอบอุ่นของครอบครัว ความเชื่อถือในเรื่องราว “ดีๆ” ที่จะเกิดขึ้นตลอดรอบปีที่จะมาถึง

ทั้งหมดคือการสร้างความมั่นใจว่าปีใหม่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ที่ให้ความสำคัญและความหวังต่อชีวิต

สวัสดีปีใหม่ทุกๆ ท่านครับ.


เรื่อง:ชัยจักร ทวยุทธานนท์
ภาพประกอบ:เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

อ้างอิง

Gies, J. and Gies, F (1981). Life in a Medieval City. HarperCollins.

https://www.medievalists.net/2015/12/celebrating-the-new-year-medieval-style/

https://en.wikipedia.org/wiki/Feast_of_Fools

https://about-history.com/how-was-new-year-celebrated-in-medieval-times/

https://www.ancient-origins.net/myths-legends-important-events/ancient-origins-new-year-s-celebrations-001181