Crazy World

จอมพลคนสุดท้ายกับเทวดาผู้รักษาเศวตฉัตร

การเมืองไทยในทศวรรษที่ ๒๔๙๐ เต็มไปความผันผวน ผู้เสียอำนาจกลับมามีอำนาจ ผู้ที่ได้ชื่อว่ากู้ชาติในฐานะเสรีไทยกลับต้องระเห็จไปต่างแดน

เรากำลังพูดถึงจอมพลป. พิบูลสงครามกับนายปรีดี พนมยงค์

นายปรีดี พนมยงค์ถูกรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ โดยฝ่ายทหารที่นำโดพล.ท.ผิน ชุณหะวัณ พร้อมด้วยนายทหารหนุ่มอนาคตไกลที่ชื่อสฤษดิ์ ธนะรัชต์และถนอม กิตติขจร แล้วฝ่ายปฏิวัติตั้งจอมพลแปลก พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

แต่นายปรีดี พนมยงค์ยังไม่ยอมแพ้ หลังจากลี้ภัยในจีนก็แอบหวนกลับมาไทยอีกครั้ง ผนึกกำลังกับทหารเรือกับเสรีกลุ่มหนึ่งหมายจะชิงอำนาจคืนมา  และยึดวังหลวงไว้เป็นฐานที่มั่น เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ ประกาศยึดอำนาจจากจอมพลแปลก

กลุ่มผู้ก่อการเรียกตัวเองว่า 'ขบวนการประชาธิปไตย ๒๖ กุมภาพันธ์' แต่ฝ่ายรัฐบาลเรียกว่า 'กบฏวังหลวง'

เพราะอีกฝ่ายยึดวังหลวงไว้ฝ่ายรัฐบาลเกรงว่าจะเกิดความเสียหายจึงต้องระวังอย่างถึงที่สุด แต่ถ้าไม่บุกเข้าไปสถานการณ์จะยิ่งยืดเยื้อและอาจทำให้พระบรมมหาราชวังเสียหายหนักขึ้นไปอีก

จอมพลถนอม กิตติขจร ในเวลานั้นเป็นนายทหารหนุ่มเข้าร่วมในการปราบกบฎจึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะใช้รถถังบุกพังประตูวิเศษไชยศรีเข้าไปก่อนรุ่งสาง

ปรากฎว่ารถถังคันแรกไม่ทันได้แตะประตูวัง รถก็ตายเสียอย่างนั้น!

พอจะส่งอีกคันเข้ามาในวังรถก็เสียลงที่ด้านหน้าวังหลวงโดยที่ยังไม่ทันเข้ามาอีก

ถ้าเป็นคนเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติสักหน่อยคงอดคิดไม่ได้ว่า เทพเจ้าผู้รักษาพระบรมมหาราชวังคงจะไม่ยินยอมให้ใครเข้ามาก่อเหตุให้เลือดตกยางออกในวังหลวง เพราะนับตั้งแต่สถาปนากรุงเทพฯ มายังไม่เคยเกิดเหตุทำนองนี้เลย  อย่างเลวร้ายที่สุดก็คือกรณีวังหลวงกับวังหน้าบาดหมางกันจนหันปากกระบอกปืนใหญ่เข้ามาเตรียมไว้ ยังไม่ทันได้ขัดแย้งเรื่องก็คลี่คลายลงเสียก่อน

ที่จะส่งทหารเข้ามาตีรันฟันแทงในวังหลวงนั้นไม่เคยมี

ตามธรรมเนียมวังนั้นใครจะมาทำให้เลือดตกในนี้ไม่ได้ หากเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นจะต้องทำพิธีกลบบัตรสุมเพลิง ล้างอุบาทว์เป็นเรื่องวุ่นวายมาก

ใครที่เชื่อเรื่องลี้ลับก็ต้องคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวังคงไม่ยอมให้รบกันที่นี่

จอมพลถนอม กิตติขจรเหลือแค่ทางเลือกเดียวคือ 'ต่อรอง' กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวังหลวงเพื่อที่จะกวาดล้างกบฎในทันกาลก่อนที่สถานการณ์จะตกเป็นรอง

จอมพลถนอม กิตติขจรตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องทลายประตูวังเข้าไป ดังนั้นเพื่อที่จะให้การณ์สำเร็จลุล่วง เขาจึงต้องอธิษฐานขอพระราชทานอภัยต่อสิ่งใดก็ตามที่มีอำนาจในพระบรมมหาราชวัง

ในตอนนั้นรถซ่อมเสร็จแล้ว เหลือเพียงแค่พังประตูเข้าไป จอมพลถนอม กิตติขจรขอพระราชทานอภัยเสร็จแล้วก็สั่งยิงประตูวิเศษไชยศรีที่แข็งแกร่ง เพื่อเปิดทางเข้าไปในวังชั้นกลาง

แต่แล้วก็เกิดเรื่องแปลกขึ้น จอมพลถนอม กิตติขจร เล่าว่า  "เทพยดาที่รักษาเศวตฉัตรบันดาลให้ประตูเปิดออกได้โดยไม่ยากนัก ทั้งรถทั้งคนก็กรูกันเข้าไปในพระบรมมหาราชวังอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ มั่นหมายที่จะจับผู้ที่ทนงองอาจไม่เกรงพระบรมเดชานุภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ายึดพระบรมมหาราชวังไว้ในอำนาจของตน ทหารทั้งนายทั้งพลที่ดาหน้าเข้าไปวันนั้น ต่างคนต่างไม่คิดชีวิต ทุกคนยอมตายเพื่อราชบัลลังก์ เป็นเหตุให้พวกที่คิดประทุษร้ายแตกหนีถอยร่นไปอย่างไม่เป็นกระบวนทางทิศตะวันตก และออกทางประตูด้านนั้นหลบหนีไป"

นี่เป็นความเชื่อส่วนตัวของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ถูกตราหน้าจากมหาชนในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๑๖ ว่าเป็น 'ทรราช' หนึ่งในสามคนของยุคนั้น

ก่อนที่จะมีพระสยามเทวาธิราช คนไทยเชื่อว่าบ้านเมืองถูกปกปักษ์รักษาไว้ด้วยเทวดาผู้รักษาราชบัลลังก์ คำว่าราชบัลลังก์นี้ไม่ได้หมายถึง 'ที่นั่ง' ของพระเจ้าแผ่นดิน แต่เป็นคำไวพจน์หมายถึงสถาบันกษัตริย์ เหมือนในภาษอังกฤษที่ใช้คำว่า Throne และ Crown ต่างคำว่าสถาบันกษัตริย์
 
ภาพเศวตฉัตรเหนือพระแท่น ในพลับพลาจตุรมุข พระราชวังจันทรเกษม
ถ่ายภาพโดยผู้เขียน

แต่ในขนบไทยก็ไม่ได้ใช้คำว่า 'ราชบัลลังก์' เป็นคำไวพจน์ แต่ใช้คำว่า 'เศวตฉัตร' เป็นไวพจน์ของคำว่าสถาบันกษัตริย์ เพราะเศวตฉัตรเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินไทยและในดินแดนที่อยู่ใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียทั้งปวง 

เทวดาผู้รักษาสถาบันกษัตริย์จึงเรียกว่า เทพยดาผู้รักษาเศวตฉัตร

คำว่า ฉัตร ในภาษาสันสกฤตแปลว่า ร่ม คือธรรมดาๆ ที่ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร แต่หากมันกลายเป็น เศวตฉัตร หรือร่มขาว เมื่อใดมันจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งยวด

เศวตฉัตรที่เป็นสัญลักษณ์ขององค์อธิปัตย์มักจะเป็นฉัตรผ้าขาวปักลายเลื่อมเงินเลื่อมทอง ในไทยนั้นร่มขาวของเจ้าแผ่นดินจะขลิบทอง 

ธรรมเนียมพม่านั้นร่มขาวสงวนไว้กับพระมหากษัตริย์และพระราชินี ทรงมีฉัตร ๙ ฉัตรปักไว้มิใช่เป็น ๙ ชั้นซ้อนกันเหมือนบ้านเรา ส่วนอุปราชใช้ร่มทองมี ๘ ฉัตร ส่วนขุนนางชั้นสูงใช้ร่มทอง ขุนนางชั้นล่างใช้ร่มสีแดง พระเศวตกุญชรช้างคู่พระบารมีที่นั่งมียศศักดิ์ได้รับพระราชทานฉัตร ๖ ฉัตรบ้าง ๔ ฉัตรบ้าง ๒ ฉัตรบ้างตามบรรดาศักดิ์
 

ฉัตรในท้องพระโรงของพม่า จะเห็นเศวตฉัตรปักอยู่รอบพระที่นั่ง ๘ ฉัตร เบื้องบนพระที่นั่งมีเศวตฉัตรขาวใหญ่กางกั้นรวมเป็น ๙ ฉัตร
ถ่ายภาพโดยผู้เขียน

หากมองด้วยสายตาคนสามัญร่มทองดูเหมือนจะทรงคุณค่ากว่าร่มขาว แต่ในทางศาสนาแล้วสีขาวเป็นสีที่ทรงคุณค่ากว่าสีอื่นใด เพราะเป็นสีของจิตวิญญาณ เป็นสีประจำของพราหมณ์

ในศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า สีขาวคือการผสานกันของสีทั้งเจ็ด มันจึงเป็ยยอดของสี เป็นสีแห่งการไว้อาลัยคนตาย แต่ก็เป็นสีแห่งการกำเนิดใหม่ พวกโยคีและคุรุกาจารย์ทั้งหลายจะชโลมกายด้วยขี้เถ้าสีขาวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดใหม่ คนอินเดียสามัญทั่วไปจะป้ายเถ้าขาวที่หน้าผาก เรียกว่าวิภูติ เป็นสัญลักษณ์ของการบูชาพระศิวะ ผู้ทรงเป็นมหาโยคีชโลมกายด้วยเถ้าสีขาวจากกองฟอนเผาผี 

ในธรรมเนียมราชาภิเษกของอินเดียแม้นจะมีเครื่องราชูปโภคต่างๆ กันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือจะต้องมีเศวตฉัตร และเมื่อทรงอภิเษกหรือรับน้ำสรงแล้วจะทรงพระภูษาขาวเหมือนกับธรรมเนียมของไทย (ซึ่งไทยก็รับจากอินเดียมานั่นเอง)  และนอกจากจะถวายเศวตฉัตรแก่พระราชาแล้ว อินเดียยังมีธรรมเนียมถวายเศวตฉัตรแก่ 'คุรุ' หรือผู้ชี้แนะทางจิตวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ 

แน่นอนว่าธรรมเนียมยกเศวตฉัตรนี้เป็นของศาสนาพระเวท แต่ต่อมาพวกศาสนาพุทธก็รับไว้ด้วย โดยปรากฎอยู่ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์มหาวงศ์อันเป็นพงศาวดารพุทธศาสนาของลังกา แม้ในพระคัมภีร์ถูปวงศ์ อันเป็นตำนานว่าด้วยการสร้างพระสถูปก็กล่าวถึงความสำคัญของเศวตฉัตร เมื่อพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยแห่งลังกาได้เห็นปาปฏิหาริย์ของเทพเจ้ามาถวายเศวตฉัตรกั้นพระบรมสารีริกธาตุ จึงทรงดำริว่า 

"เทวดาทั้งหลายได้บูชาด้วยทิพยเศวตฉัตร โยมก็จะบูชาด้วยเศวตฉัตรของมนุษย์ พระเถระถวายพระพรว่าสมควรแล้วมหาบพิตร พระองค์จึงทรงบูชาด้วยเศวตฉัตร" จะเห็นได้ว่ากษัตริย์ทรงนับถือพระศาสดายิ่ง ถึงกับถวายของที่เป็นตัวแทนของอำนาจให้เป็นพุทธบูชา นัยว่าเป็นการ 'โอนแผ่นดิน' ให้พระศาสนา

ไม่แต่เฉพาะพระบรมสารีริกธาตุพระเจ้าทุฏฐคามณียังทรงกั้นฉัตร (กางฉัตร) ถวายพระเถระไปถึงวัดดังความว่า "บูชาพระเถระด้วยเศวตฉัตร กั้นเศวตฉัตรถวายพระเถระไปกระทั่งถึงมหาวิหารแล้วถวายเศวตฉัตร แก่พระมหาเจดีย์เป็นเวลา ๗ วัน" นี่เป็นธรรมเนียมคล้ายกับที่พวกพราหมณ์ถวายเศวตฉัตรให้คุรุกาจารย์ของพวกตน คือเท่ากับยกแผ่นดินให้พระศาสนาไป

ฉัตรจึงเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เชื่อถือกันว่ามีเทวดารักษาเศวตฉัตร ความเชื่อนี้อาจจะรับมาจากชาดกในพุทธศาสนา เช่น เรื่องเตมีย์ชาดกที่เจ้าชายโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าการเป็นกษัตริย์จะต้องทำร้ายผู้อื่นเพื่อรักษากฎหมาย เป็นการสร้างกรรมอันหนัก เทวดาผู้รักษาเศวตฉัตรจึงแนะให้เจ้าชายแกล้งทําเป็นคนง่อยเปลี้ย หูหนวก และเป็นใบ้จะได้ไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่กษัตริย์ เรื่องเป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น ในชาดกอีกบางเรื่องยังเล่าถึงยามที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงประสบเรื่องลำบากกายลำบากใจ มักจะมีเทวดาผู้รักษาเศวตฉัตรออกมาช่วยสงเคราะห์

ดังในตำรามหาวงศ์พงศาวดารลังกาเล่าว่า สมัยพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยแห่งลังกา ทรงอยากจะสร้างพระเจดีย์ แต่เพราะบ้านเมืองกำลังทุกข์เข็ญเพราะทมิฬรุกราน ทรงไม่อยากจะรบกวนประชาชน แต่เทพธิดาผู้รักษาเศวตรฉัตรทราบเรื่อง จึงเล่าเรื่องนี้กับเทวดาอื่นๆ ต่อๆ กันไปจนเรื่องรู้ไปถึงท้าวสักกะเทวราช จึงทรงสั่งให้พระวิสสุกรรมเนรมิตเครื่องก่อสร้างไปพระเจ้าทุฏฐคามินี บังเกิดเกิดอิฐ หิน ทองแดงในที่ต่างๆ ของลังการาวปาฏิหาริย์ 

เศวตฉัตรจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าและของศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักษ์รักษาเจ้า

อนึ่ง สมัยนี้เริ่มเรียกเทพยดาผู้รักษาเศวตฉัตรกันว่า 'เทวดาประจำกำพูฉัตร' ผู้เขียนคิดว่านั่นควรเป็นการเรียกเจว็ดรูปเทวดาที่ติดไว้ที่กำพู หรือตุ้มฉัตรมากกว่า (ดังภาพประกอบ) ถ้าจะหมายถึงเทวดาผู้มีเดชก็ควรเรียกว่า 'เทพยดาผู้รักษานพปฎลเศวตฉัตร' ดังธรรมเนียมเก่าของเรา
 
ภาพเจว็ดรูปเทวดาถือพระขรรค์ติดไว้ที่กำพูฉัตร นัยว่าเป็นตัวแทนของเทพยดาผู้รักษาเศวตฉัตร
ถ่ายภาพโดยผู้เขียน

 
ภาพยอดฉัตรกับเจว็ดรูปเทวดา เป็นของวังหน้า ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ถ่ายภาพโดยผู้เขียน

ในตำราธรรมเนียมราชสำนักโบราณของไทยมีธรรมเนียมที่พระเจ้าแผ่นดินการหลั่งน้ำขอพรจากเทพยดาผู้รักษาเศวตฉัตร แต่มิใช่ว่าจะทรงคุณอย่างเดียว จะต้องไหว้ดีพลีถูกด้วย ดังนั้นราชสำนักไทยจะต้องบวงสรวงเศวตฉัตรในพระที่นั่งองค์ต่างๆในวันฉัตรมงคล และมีแบบแผนการลดและตั้งเศวตฉัตรจะละเมิดมิได้ แม้แต่คนไปทำเรื่องอื้อฉาวในวังหลวงก็มิได้ ถือว่าล่วงเกินเทวดารักษาเศวตฉัตร

เช่น ในบันทึกเรื่องขัติยราชปฏิพัทธ เล่าว่า เมื่อเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ ๒) ทรงลอบมีสัมพันธ์กับเจ้าฟ้าบุญรอดในวังหลวง ถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียมร้ายแรงมาก  รัชกาลที่ ๑ ทรงกริ้วมากแม้จะทรงพระทัยอ่อนในที่สุดและยอมให้ แต่เมื่อเจ้าฟ้าบุญรอดมีพระครรภ์แล้วเกิดคลอดยาก ป่วยครรภ์อยู่ ๒ คืน ๒ วันก็ยังไม่คลอด กรมหลวงอิศรสุนทรจึงทรงส่งคนใช้มาที่วังหลวงเพื่อแจ้งคุณเสือ คุณเสือก็กราบทูลรัชกาลที่ ๑ เมื่อทรงทราบแล้วก็ตรัสว่า เพราะดูถูกเทวดารักษาวัง (บางสำนวนว่าดูถูกเทวดารักษาเศวตฉัตร) จึงคลอดยาก จึงทรงทำน้ำมนต์ด้วยการจุ่มพระอังคุฐ (นิ้วหัวแม่โป้งเท้า) ในขันทอง แล้วให้คนใช้นำไปให้เจ้าฟ้าบุญรอดดื่ม เจ้าฟ้าบุญรอดดื่มแล้วก็คลอดในที่สุด แต่พระโอรสองค์นั้นมีพระชนม์ชีพเพียงวันเดียวก็สิ้นไป 

หากเจ้านายชั้นสูงประชวรหรือช้างต้นประชวร ก็จะมีการทำประกาศขออำนาจเทพยดาที่รักษากรุงเทพฯ เทพยเจ้าซึ่งรักษาพระมหาเศวตฉัตรมาช่วยปัดเป่า

ด้วยความที่เทพยดาผู้รักษาเศตวฉัตรเป็นเทวดามีศักดิ์เสมือนผู้รักษาแผ่นดิน คนสมัยก่อนเวลาจะสบถสาบานก็มักจะอ้างท่านเป็นพยาน เช่น คำสาบานของพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ที่จะไม่สนับสนุนฝิ่นเถื่อนในคำสาบานอ้าง "เทพยบุตรเจ้า ซึ่งรักษาเศวตฉัตร ดลพระทัยสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ให้ตัดผ่าอกข้าพระพุทธเจ้าแต่ในปัจจุบันนี้" 

แม้แต่ในสมัยพระราชอำนาจอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว สมัยหนึ่งมีการร่างรัฐธรรมนูญ  กระทำกันต่อหน้าพระเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมอันเป็นรัฐสภาหลังเดิม ก็มีการอ้างว่า "เทพยดาผู้รักษานพปฎลเศวตฉัตรซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เบื้องหน้าของเรานี้ได้โปรดประสาทกำลังปัญญา" แก่สมาชิกสภาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญของประเทศ  

แม้นในยุคที่จอมพลถนอมยังเป็นนายทหารหนุ่มผู้ร่วม 'ปราบ' กบฎวังหลวงก็ยังนึกไปว่าเป็นคุณแห่งเทพยดาผู้รักษาเศวตฉัตรที่ทำให้ฝ่ายปราบกบฎบุกตลุยเข้าไปในวังหลวงได้

ในอีกไม่กี่สิบปีต่อมานายทหารหนุ่มกลายเป็นผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน แต่ก็กลายเป็นเหตุแห่งความไม่พอใจของนักศึกษาประชาชน นำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย

การประท้วงนำไปสู่การใช้กำลังเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เป็นครั้งแรกเช่นในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ของไทยที่ผู้มีอำนาจทำการปราบปรามราษฎรมือเปล่าอย่างเหี้ยมเกรียมเช่นนี้

แต่ขณะที่สถานการณ์กำลังจะบานปลายรุนแรง จู่ๆ ผู้มีอำนาจก็ยอมรามือเสียอย่างนั้น

คุณหญิงมณี สิริวรสาร เขียนไว้ในหนัง 'ชีวิตเหมือนฝัน' เอาไว้ว่า "ด้วยอานุภาพของพระสยามเทวาธิราชประกอบกับอภินิหารและบุญญานุภาพของผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน ... ในค่ำวันเดียวกันนั้นเองได้มีประกาศออกมาเหมือนปาฏิหาริย์ว่ารัฐบาลของจอมพลถนอมได้ลาออก"

จอมพลถนอมที่เคยได้รับความอนุเคราะห์จากเทพยดาผู้รักษาเศวตฉัตรบันดาลในวันนั้น จึงถูกอานุภาพของพระสยามเทวาธิราชเชิญให้พ้นตำแหน่งไปในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

เขาจึงกลายเป็น 'จอมพลคนสุดท้าย' ของแผ่นดินสยามไปด้วย

อนึ่ง เมื่อถึงแก่อสัญกรรม 'จอมพลคนสุดท้าย' ได้รับพระราชทานฉัตรเครื่อง หรือฉัตรห้าชั้นจำนวน ๖ คัน ประกอบเกียรติยศในฐานะนายกรัฐมนตรี และผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า.

เรื่อง : กรกิจ ดิษฐาน
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข