Crazy World

เส้นทางหนีของ ‘นาซี’ จากยุโรปไปอาร์เจนตินา

นักประวัติศาสตร์เคยค้นคว้าและพบว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง มีพลพรรคนาซีราวสามร้อยคนใช้ ‘เส้นทางหนู’ เป็นเส้นทางหลบหนีไปยังอาร์เจนตินา และประเทศอื่นในอเมริกาใต้

ในจำนวนนั้นมีบุคคลระดับ ‘บิ๊ก’ ของพรรค เช่น อดอล์ฟ ไอช์มันน์ (Adolf Eichmann) เคลาส์ บาร์บี (Klaus Barbie) เอริค พรีบเค (Erich Priebke) หรือโยเซฟ เมงเกเล (Josef Mengele) ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางหลบหนีที่เรียกกันว่า ‘เส้นทางหนู’ ในการหลบหนี ผ่านทิโรลใต้ กรุงโรม และบางครั้งก็ผ่านตรงถึงวาติกัน ก่อนใช้เส้นทางเดินเรือจากเมืองเจนัวต่อไปยังอเมริกาใต้

คริสตจักรคาทอลิกให้ความช่วยเหลือด้านวีซ่า สภากาชาดของอิตาลีปลอมแปลงหนังสือเดินทาง และจัดการเรื่องการเดินทาง แม้จะฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก็มีการค้นพบหลักฐานที่ศูนย์ไซมอน วีเซนทาล ในกรุงบัวโนส ไอเรส ซึ่งนักล่านาซีชาวยิวสืบเจอเอกสารการเข้าเมืองของโยเซฟ เมงเกเลที่นั่น

‘ทูตสวรรค์แห่งเอาชวิตซ์’ เดินทางเข้าอาร์เจนตินาด้วยชื่อ เฮลมูต เกรกอร์ (Helmut Gregor) และไม่นานต่อมาได้ยื่นขอสัญชาติอาร์เจนตินาด้วยชื่อจริงของเขา เจ้าหน้าที่เดินเรื่องให้โดยปราศจากปัญหาใดๆ นับแต่นั้นมา ‘โฮเซ เมงเกเล’ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติสุขในเมืองหลวงของอาร์เจนตินา แถมยังยึดอาชีพเป็นหมอในคลินิกของตนเองอีกด้วย

ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะอาร์เจนตินาในยุคสมัยนั้นอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองโดยเผด็จการเช่นกัน และประธานาธิบดีฮวน เปรอง (Juan Peron) นั้นนิยมชมชอบลัทธินาซีอยู่เป็นทุน เขาโอบอุ้มทรราชย์ด้วยความยินดี อีกทั้งยังยื่นมือปกป้องพวกเขาอย่างออกหน้า อาจเพราะคาดหวังจะได้ศาสตราจารย์ นักวิชาการ นักยุทธศาสตร์ หรือช่างเทคนิคฝีมือดีจากเยอรมนีสำหรับสร้างยุทโธปกรณ์ทางอากาศ แต่เปล่าเลย เท่าที่เปรองได้ตัวไปก็ล้วนเป็น ‘อาชญากรสงคราม’ แทบทั้งสิ้น

ในอาร์เจนตินา พลพรรคนาซีกระจายตัวไปก่อร่างสร้างถิ่นฐานในสามพื้นที่หลักๆ ได้แก่ บริเวณรอบคอร์โดบา ตรงใจกลางของประเทศ บริเวณชายแดนติดกับปารากวัยด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และบริเวณทางใต้ที่มุ่งไปยังปาตาโกเนีย โดยเฉพาะที่ซาน คาร์ลอส เดอ บาริลอช เมืองเล็กๆ แถบตีนเขาแอนดีส

แม้ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ใครๆ ก็พอจะคาดเดาได้ว่า ทำไมพวกนาซีถึงได้รู้สึก ‘อยู่ดีมีสุข’ ที่นั่น เพราะแค่เห็นสภาพภูมิทัศน์ก็น่าจะรู้ บาริลอชมีทำเลอยู่ใกล้ทะเลสาบที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาแอนดีสและป่าสน ละม้ายคล้ายแบร์ชเทสกาเดนในรัฐบาวาเรีย (แหล่งที่พักตากอากาศของผู้นำระดับสูงของนาซี) หรือท้องถิ่นแคว้นทิโรล ในฤดูหนาวเหมาะที่จะเล่นสกี ส่วนในฤดูร้อนนั้นเหมาะสำหรับการเดินป่าปีนเขา และที่สำคัญ บาริลอชเหมาะที่จะเป็นแหล่งกบดาน เหตุเพราะมันซ่อนตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ปลายสุดของโลก

ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในบาริลอชเคยมีโรงเรียนและชุมชนชาวเยอรมันอพยพที่ไปตั้งรกรากอยู่ สภาพเมืองจึงมีร่องรอยของวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมเยอรมันหลงเหลืออยู่ ทุกวันนี้ ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยว แต่ก็มีนักท่องเที่ยวอยู่สองกลุ่มเท่านั้นที่เลือกเดินทางไปบาริลอช กลุ่มหนึ่งคือนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสบรรยากาศอาร์เจนตินาในแบบยุโรป อีกกลุ่มหนึ่งคือ นักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องราวของนาซี


พฤษภาคม 1945 ระหว่างที่ยุโรปเข้าสู่ภาวะสงบศึก บรรดาผู้ชายที่เคยหมายจะครองโลกพากันมุดหัว หลบหนี และอย่างที่กล่าวในข้างต้น ตัวช่วยสำคัญของอาชญากรสงครามเหล่านี้คือ คริสตจักรคาทอลิก
.
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์มีการกล่าวถึงชื่อของ บิชอป อโลอิส ฮูดาล (Alois Hudal) บาทหลวงชาวออสเตรียน ที่เคยประกาศตัวเป็นแนวร่วมของพรรคนาซีอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ปี 1936 หลังสงครามยุติ มุขนายกสายสีน้ำตาลผู้นี้ได้ให้ความช่วยเหลือผู้นำระดับสูงของนาซีในการหลบหนี โดยมีเครือข่ายคาทอลิกประสานงานอยู่ในกรุงโรม

ฮูดาลเป็นคนเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีฮวน เปรอง ร้องขอช่วยให้ออกวีซ่าให้กับทหารเยอรมันจำนวนถึง 5,000 คน เรื่องนี้แม้จะเป็นที่รับรู้ของสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ทว่าพระองค์ไม่ได้ขัดขวางหรือจัดการสิ่งใด แถมยังมีหลักฐานด้วยว่า พระองค์มอบเงินให้กับฮูดาลจำนวน 30,000 ลีร์

ฮูดาลไม่ใช่รายเดียวที่เคลื่อนไหวในกิจกรรมช่วยเหลือนาซี ในเมืองเจนัว ยังมีองค์กรที่ทำธุรกิจกับขบวนการพาหนี ตัวละครสำคัญเป็นพระชาวโครแอตชื่อ ครุนอสลาฟ ดรากาโนวิตช์ (Krunoslav Draganović) ระหว่างสงครามเขารับผิดชอบในการเนรเทศชาวยิวและชาวเซิร์บออกนอกประเทศ ภายใต้การนำของรัฐบาลฟาสซิสต์ อูสตาซี (ขบวนการปฏิวัติโครเอเชีย) ดรากาโนวิตช์เป็นคนกำหนดแผนการและราคา – 1,000 ดอลลาร์คือราคาปกติ เด็กจ่ายครึ่งเดียว และหากเป็นนาซีระดับมีชื่อเสียงต้องจ่ายเพิ่มอีก 400 ดอลลาร์

นั่นเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้เร็ว จากหลักฐานของ Counter Intelligence Corps (CIC) เมื่อปี 1947 ระบุชัดเจนว่า สำนักวาติกันเป็นองค์กรใหญ่ที่สุด ที่มีส่วนพัวพันกับการหลบหนีของอาชญากรสงคราม หรือใครก็ตามที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์และภักดีต่อคริสตจักรคาทอลิก

ถึงกระนั้น แม้แต่อดอล์ฟ ไอช์มันน์เองซึ่งเป็นโปรแตสแตนต์ ก็พลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย และสำนึกในบุญคุณครั้งนั้นด้วยการเปลี่ยนไปเข้านิกายคาทอลิก ปี 1950 ที่เดินทางหลบหนี ไอช์มันน์พรางตัวด้วยหมวก หนวดเครา และเสื้อผ้าชุดพื้นเมืองทิโรล ผ่านด่านเบรนเนอร์ (เส้นทางบนเทือกเขาแอลป์ พรมแดนระหว่างออสเตรียและอิตาลี) แล้วนำไวน์ที่ติดตัวไปแลกเสื้อผ้าธรรมดาที่ไม่เตะตาใคร และหลบหนีไปอาร์เจนตินาด้วยชื่อ ริคาร์โด เครเมนต์ (Ricardo Klement)

‘เส้นทางหนู’ ที่พลพรรคนาซีใช้เป็นเส้นหลบหนีนั้น ไม่อาจรอดพ้นจากการเฝ้าติดตามของหน่วยสืบราชการลับอย่าง CIC ไปได้ อย่างน้อยก็จากเคลาส์ บาร์บี-อดีตหัวหน้าเกสตาโป หรือ ‘นักแล่เนื้อแห่งลียง’ ที่ถูกตัดสินโทษประหารลับหลังครั้งแรกเมื่อปี 1947 ที่ฝรั่งเศส ในปีเดียวกันนั้นเองเขาก็ทำงานเป็นสายลับให้กับฝ่ายอเมริกัน และใช้เส้นทางหลบหนีจากอิตาลีไปยังโบลิเวีย หลังจากนั้นเขาก็ได้รับสัญชาติจากรัฐบาลเผด็จการในโบลิเวีย

เคลาส์ บาร์บีสามารถทำงานประสบความสำเร็จและใช้ชีวิตซ่อนเร้นในประเทศเจ้าภาพที่ห่างไกลได้นานหลายปี ก่อนเหตุการณ์ทางการเมืองจะทำให้ชีวิตเปลี่ยน และต้องกลับไปรับโทษทัณฑ์ในฝรั่งเศสตอนท้ายที่สุด (บาร์บีเสียชีวิตในปี 1991ด้วยโรคมะเร็ง ในเรือนจำเมืองลียง) รวมถึงไรน์ฮาร์ด คอปส์ (Reinhard Kopps) ก็เช่นกัน เคยมีชีวิตมั่งคั่ง สุขสบาย ก่อนถูกศูนย์ไซมอน วีเซนทาลตั้งข้อสงสัยว่าเป็นอาชญากรสงคราม กรณีสังหารพลเรือนชาวอัลบาเนียน

ปี 1994 ทีมงานข่าวทีวีของอเมริกาสืบค้นข้อมูลต่อจากศูนย์ไซมอน วีเซนทาลจนไปเจอคอปส์ ที่พรางตัวด้วยชื่อ ‘ฮวน มาเลอร์’ และเป็นเจ้าของโรงแรมในเมืองซาน คาร์ลอส เดอ บาริลอช นักข่าวขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตของเขา แต่คอปส์ก็ปฏิเสธทุกเรื่องที่ถูกกล่าวหา กระทั่งเมื่อนักข่าวตามติดไม่ยอมปล่อย ชายวัย 79 จึงเปลี่ยนแผน บอกว่าเขาเป็นเพียงปลาตัวน้อย แต่ที่นั่นยังมี “นาซีอีกตั้งเยอะ” พร้อมทั้งชี้เป้า เอ่ยชื่อของชายคนหนึ่ง ที่เป็น “อาชญากรสงครามตัวจริง” และพักอาศัยอยู่ไม่ห่างจากเขา

ชายผู้นั้นคือ เอริค พรีบเค เป็นพ่อค้าขายไส้กรอกเยอรมันอยู่ในบาริลอช และเมื่อปี 1944 เคยมีตำแหน่งระดับหัวหน้าของหน่วยเอสเอส มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ในพื้นที่ใกล้กรุงโรม

ไรน์ฮาร์ด คอปส์หัวหมอ ผู้ที่เคยเขียนหนังสือแนวเหยียดผิวและเชื้อชาติระหว่างลี้ภัย รอดพ้นจากความสนใจของนักข่าวในครั้งนั้นไปได้ ต่างกับเอริค พรีบเค ที่ถูกส่งตัวกลับไปอิตาลีในปี 1998 เพื่อรับโทษจำคุกตลอดชีวิต และเสียชีวิตลงเมื่อปี 2013.


เรื่อง:บุญโชค พานิชศิลป์
ภาพประกอบ:เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

อ้างอิง

Dennis Gastmann, Mit 80.000 Fragen un die Welt, Rowohlt Berlin (2011)

https://www.spiegel.de/…/rattenlinie-nazis-und-kriegsverbre…

https://www.fluter.de/zuflucht-nur-fuer-taeter