Armies Weapons and Warfare

'Reconquista' ศึกทวงแผ่นดินสเปน

หากจะกล่าวถึง 'สงครามศาสนา' (Religion war) ที่โด่งดังในหน้าประวัติศาสตร์อารยธรรมตะวันตกแล้ว คนส่วนใหญ่มักรู้จักหรือจดจำ 'สงครามครูเสด' (Crusade) อันเป็นสงครามระหว่างคริสต์ศาสนาและศาสนาอิสลามที่มีเป้าหมายในการแย่งชิงแผ่นดินปาเลสไตน์ที่ทั้งสองศาสนาต่างถือว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land) ของตนที่กินเวลายืดเยื้อมานับแต่ศตวรรษที่ 11 - 13

ด้วยผลของการทำสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบสองร้อยปีนี้ จึงทำให้สงครามครูเสดกลายมาเป็นหนึ่งในความทรงจำและประวัติศาสตร์ของสงครามศาสนาที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกตราบจนทุกวันนี้ ทั้งที่ในความเป็นจริง โลกคริสเตียนล้วนต่างเคยเผชิญหน้าโลกอิสลามมาอย่างช้านานแล้ว เริ่มนับแต่การเผชิญหน้าระหว่างรัฐกาหลิบ (Caliphate) ของพวกมุสลิมอาหรับกับจักรวรรดิโรมันตะวันออก (Eastern Roman Empire) หรือที่รู้จักกันในนาม 'จักรวรรดิไบแซนไทน์' (Byzantine Empire) ในช่วงศตวรรษที่ 7 ที่ต้องสูญเสียดินแดนในซีเรีย อียิปต์ และแอฟริกาเหนือไปให้กับรัฐกาหลิบ

ผลของการสูญเสียดินแดนในแอฟริกาเหนือนี้เองที่จะกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการปะทะระหว่างชาติคริสเตียนในภาคพื้นทวีปยุโรปตะวันตกกับโลกอาหรับมุสลิมด้วยเช่นกัน เพราะหลังจากที่กองทัพมุสลิมได้บุกเข้ายึดครองดินแดนในแอฟริกาเหนือทั้งปวงมา ในปี ค.ศ. 711 กองทัพมุสลิมอาหรับจึงได้รุกคืบต่อไปด้วยการยกทัพข้ามช่องแคบยิบรอลตาร์ (Strait of Gibraltar)  เข้าสู่คาบสมุทรไอบีเรีย (Iberia peninsular) อันเป็นที่ตั้งของประเทศสเปนและโปรตุเกสในทุกวันนี้ โดยกองทัพอาหรับสามารถกวาดล้างและเข้าพิชิตดินแดนต่างๆ ในแผ่นดินไอบีเรียได้อย่างง่ายดาย และสามารถสถาปนาอำนาจของตนขึ้นปกครองดินแดนแห่งนี้สืบไปอีกกว่า 700 ปี
 
ภาพเหตุการณ์พระเจ้าเปลาจิอุสหรือ 'เปลาโย' ทรงนำทัพเข้าต่อต้านพวกมุสลิมในศึกที่โคบาดองก้า
ที่มาภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/File:The_Battle_of_Covadonga.jpg

ในขณะที่ดูเหมือนว่ารัฐกาหลิบกำลังประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดในการพิชิตดินแดนนั้น กองทัพอาหรับกลับปราชัยให้กับ 'พระเจ้าเปลาจิอุส' (Pelagius) หรือที่เรียกในภาษาสเปนว่า 'เปลาโย (Pelayo) กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอัสทูเรียส (Kingdom of Asturias) ซึ่งเป็นอาณาจักรของชาววิสิกอธ (Visigoths) ที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ในดินแดนทางเหนือของคาบสมุทรไอบีเรียในตอนนั้นอย่างย่อยยับ ณ การรบที่โคบาดองก้า (Battle of Covadonga) ในปี ค.ศ. 722 และแม้ว่ากองทัพมุสลิมจะยังหันไปโจมตีดินแดนทางตะวันตกด้วยการยกทัพข้ามเทือกเขาพีเรนิส (Pyranees) ที่อยู่ยังพรมแดนดินแดนไอบีเรียนกับแคว้นอากีแตน (Aquitaine) ของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 732 แต่กองทัพมุสลิมอาหรับกลับต้องปราชัยให้กับกองทัพแฟรงก์ (Frankish) อันเกรียงไกรภายใต้การนำของ 'ชาร์ลส มาเตล' (Charles Martel) ในยุทธการที่ทัวร์หรือปัวติเยร์ (Battle of Tours , Battle of Poitiers) ในปี ค.ศ. 732 จนกลายมาเป็นจุดสิ้นสุดของการทำศึกเข้ารุกรานและยึดครองแผ่นดินยุโรปตะวันตกของกองทัพอิสลามอย่างถาวร  และกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบโต้ของฝ่ายคริสเตียน โดยจักรพรรดิชาร์เลอมาญ (Charlemange) ได้เปิดฉากเข้ารุกรานคาบสมุทรไอบีเรียอย่างหนักในช่วงศตวรรษที่ 9  เพื่อที่จะขับไล่ผู้รุกรานนอกศาสนาเหล่านี้ออกไปจากทวีปยุโรป แต่กองทัพมุสลิมจากสเปนก็ยังคงสามารถทำการตั้งรับการโจมตีของชาติคริสเตียนเอาไว้ได้เช่นกัน

ผลของการปกครองแผ่นดินสเปนของพวกมุสลิมมาอย่างยาวนานกว่า 700 ปีก็ยังทำให้ชาวคริสต์พื้นเมืองมีความปรารถนาที่จะกอบกู้ดินแดนของตนกลับคืนมาด้วยเช่นกัน จนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามศาสนาระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิมในสเปนที่เรียกว่า  'รีคองควิสต้า' (Reconquista) อันแปลว่า 'ศึกทวงแผ่นดิน' (reconquest) นั่นเอง
 
ภาพการปะทะของกองทัพคริสเตียนและมุสลิมจากหนังสือ Cantigas de Santa Maria ในศตวรรษที่ 13
ที่มาภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/File:MoorandChristianBattle.png

จุดเริ่มต้นของสงครามรีคองควิสต้านี้เริ่มนับมาตั้งแต่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่โคบาดองก้า เรื่อยมาถึงการขับไล่พวกมุสลิมในยุคของจักรพรรดิชาร์เลอมาญ แต่ผลของสงครามทั้งสองครั้งนั้นก็ยังมิอาจที่จะทำลายอำนาจการปกครองของรัฐอิสลามในคาบสมุทรไอบีเรียนได้โดยเด็ดขาดแต่อย่างใด กระทั่งในปี ค.ศ. 1064 ได้เกิดชนวนเหตุครั้งสำคัญที่จะกลายมาเป็นสงครามศาสนาของชาวสเปนอย่างแท้จริงก็คือ เมื่อ 'รัฐกาหลิบแห่งคอร์โดบา' (Caliphate of Cordoba) อันเป็นรัฐอิสลามซุนหนี่ที่ทรงอำนาจและปกครองดินแดนในสเปนและแอฟริกาเหนือถึงกาลล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1031 นำไปสู่ภาวะสงครามกลางเมืองของเหล่าขุนศึก (Emir) ทั่วทั้งไอบีเรียและแอฟริกาเหนือ จนกลายเป็นโอกาสให้กองกำลังชาติคริสเตียนตอบโต้ โดยพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 2 (Pope Alexander II) ทรงประกาศสงครามศาสนาให้เข้าโจมตีเมืองบาร์บาสโตร (Barbastro) ซึ่งเป็นหัวเมืองหน้าด่านของพวกมุสลิมที่อยู่ยังพรมแดนสเปนและฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1064

ครั้งนั้นกองกำลังพันธมิตรฝรั่งเศสและสเปนก็สามารถนำกำลังบุกเข้ายึดนครแห่งนี้ได้อย่างง่ายดายในที่สุด และด้วยผลแห่งสงครามในคราวนั้นจึงทำให้ราชอาณาจักคริสเตียนที่อยู่ทางเหนือของสเปนอย่างอาณาจักรคาสตีลญ่า (Kingdom of Castile) อาณาจักรเลอง (Kingdom of Leon) และอาณาจักรนาวาร์ (Kingdom of Navarre) มีความมั่นใจที่จะทวงคืนดินแดนมาจากพวกมุสลิม

ปี ค.ศ. 1085 อาณาจักรคาสตีลญ่าได้ยกทัพบุกเข้ายึดนครโทเลโด (Toledo) อันเป็นศูนย์กลางของชาวคริสต์ในสเปนยุคแรกกลับคืนมาได้ จนเป็นเหตุให้เจ้าผู้ครองแคว้นชาวมุสลิมในไอบีเรียบางส่วนจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากอาณาจักรอัล - มุรอบิตุน (Al-Murabitun) หรือที่ชาวยุโรปเรียกว่า 'อัลโมราวิดส์' (Almoravids) ในแอฟริกาเหนือให้นำกองทัพขึ้นมากอบกู้สถานการณ์ แต่กองทัพมุสลิมจากแอฟริกาเหนือและเหล่าพันธมิตรในไอบีเรียกลับต้องมาเผชิญการต่อต้านอย่างหนักจากกองทัพคาสตีลญ่าและเลอง

จนกระทั่งในปี ค.ศ.1094 หรือเพียงหนึ่งปีก่อนการประกาศสงครามครูเสดเพื่อทวงคืนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในปาเลสไตน์ กองทัพพันธมิตรคริสเตียนและมุสลิมที่อยู่ภายใต้การนำของโรดิโก ดีแอช แห่งบีวาร์ (Rodigo Diaz de Vivar) ผู้มีฉายาว่า 'เอล คัมปาดอร์' (El Compador) หรือที่รู้จักกันในภายหลังว่า 'เอล ซิด' (El cid) ได้ยกทัพเข้ายึดแคว้นบาเลนเซีย (Valencia) อันเป็นแคว้นมุสลิมที่ทรงอำนาจที่สุดทางฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรไอบีเรียที่ติดกับแนวชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตกกลับคืนมาได้ ทั้งยังปักหลักต่อต้านการรุกรานของกองทัพอัลโมราวิดส์จากแอฟริกาเหนือเอาไว้สำเร็จ อันเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าชนชาติคริสเตียนในแหลมไอบีเรียได้ฟื้นกำลังและพร้อมจะทวงคืนดินแดนของตนกลับคืนมาแล้ว
 
ภาพการเข้าล้อมโจมตีเมืองลิสบอนของกองทัพโปรตุเกสและกองทัพครูเสดจากอังกฤษผลงานของ Alfredo Roque Gameiro จากปี ค.ศ. 1917

เมื่อสงครามครูเสดเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว บรรดากองกำลังครูเสดบางส่วนได้เลือกที่จะเดินทางมาทำสงครามศาสนาในแหลมไอบีเรียนเพื่อทำศึกขับไล่พวกมุสลิมด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าช่วยเหลืออาณาจักรโปรตุเกส (Kingdom of Portugal) ของกองทัพครูเสดจากอังกฤษในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 2 (Second Crusade) เพื่อบุกยึดลิสบอน (Lisbon) และทอร์โทซ่า (Tortosa) มาจากพวกมุสลิมในปี ค.ศ. 1147 - 1148 

โดยเฉพาะสงครามครูเสดในปี ค.ศ. 1212 ที่กองทัพพันธมิตรสามกษัตริย์แห่งสเปนร่วมกับกองกำลังครูเสดจากฝรั่งเศสและอังกฤษเข้าต่อต้านกองทัพอัลโมราวิดส์ที่หวนกลับมาโจมตีแผ่นดินสเปนได้อีกครั้งในยุทธการลาส นาวาส เดอ โทโลซ่า (Battle of Las Navas de Tolosa) ที่นับเป็นการปิดฉากการรุกรานของกองทัพมุสลิมจากแอฟริกาเหนือโดยสมบูรณ์นับตั้งแต่นั้น

หากแต่การรวบรวมแผ่นดินสเปนให้เป็นหนึ่งเดียวกันที่แท้จริงยังคงต้องใช้เวลาอีก 200 ปีต่อมา เมื่อพระเจ้าเฟอร์นันโด หรือเฟอร์ดินันด์ที่ 2 แห่งอารากอน' (Fernando/Ferdinand II of Aragon) และพระราชินีอิซเบลล่าแห่งคาสตีลญ่าและเลอง (Isbella of Castile and Léon) ทรงอภิเษกสมรสเพื่อรวมสองราชอาณาจักรของชาวสเปนเข้าไปหนึ่งเดียวกันในปี ค.ศ. 1469 จากนั้นจึงประกาศใช้นโยบาย 'หนึ่งชาติ หนึ่งศรัทธา' (One faith,one nation) เพื่อรวมแผ่นดินสเปนให้เป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้หลักศรัทธาของคาทอลิก ด้วยการเปิดฉากขับไล่กองกำลังมุสลิมกลุ่มสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในคาบสมุทรไอบีเรียนที่นครแกรนาด้า (Granada) ในปี ค.ศ. 1492 ได้สำเร็จ นับเป็นการสิ้นสุดของศึกทวงแผ่นดินหรือสงครามรีคองควิสต้าของชาวสเปนที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 700 ปีโดยสมบูรณ์
 
ภาพการรบที่ลาส นาวาส เดอ โทโลซ่า (Battle of Las Navas de Tolosa) ผลงานของ Francisco de Paula Van Halen จากปี ค.ศ. 1864
ที่มาภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/File:Batalla_de_las_Navas_de_Tolosa,_por_Francisco_van_Halen.jpg

เพราะฉะนั้นแล้ว เราจึงอาจจะกล่าวได้ว่าสงครามรีคองควิสต้าหรือสงครามทวงแผ่นดินของสเปน นับเป็นสงครามศาสนาหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์อีกด้านมุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุคกลางร่วมกับสงครามครูเสดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เพราะในขณะที่สงครามครูเสดกลับจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายคริสเตียน แต่สงครามรีคองควิสต้ากลับจบด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชาวคริสต์ที่นำไปสู่การสร้างประเทศสเปน ซึ่งจะกลายมาเป็นมหาอำนาจอันเกรียงไกรของทวีปยุโรปในกาลต่อมา.

สำหรับเรื่องราวรายละเอียดของประวัติศาสตร์สงครามครูเสดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น โปรดติดตามได้ในหนังสือประวัติศาสตร์สงครามครูเสดของผู้เขียนได้ในเร็วๆนี้
 
ภาพเหตุการณ์พระเจ้าเฟอร์นันโดแห่งอารากอนและพระนางอิซเบลล่าแห่งคาสตีลญ่าพิชิตนครกรานาด้าจากพวกมุสลิม ผลงานของ Francisco Pradilla Ortiz จากปี ค.ศ. 1882
ที่มาภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/File:La_Rendición_de_Granada_-_Pradilla.jpg

เรื่อง : ภาสพันธ์ ปานสีดา
ภาพประกอบ : นันทยศ หันจันทร์

อ้างอิง

Phillip K.Hitti. ทรงยศ แววหงษ์ (บรรณาธิการแปล). อาหรับ : History of the Arabs, พิมพ์ครั้งที่ 10. 2555.

Vesey Norman . The Medieval Soldier. London : C.Tinling & Co.Ltd, 1971.

Crusades : the Illustrated History , 4th Published. Imago, 2007.

https://en.wikipedia.org