Ancient Civilizations

เมื่อ'อนารยชน'อยากเป็น'โรมัน'

Quick Facts

  • หากพูดถึงการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกในปี 476 ภาพของความโกลาหลวุ่นวายเต็มไปด้วยอนารยชนที่ต้องการทำลายอารยธรรมโรมันอันรุ่งโรจน์ย่อมปรากฎในจินตนาการของผู้คนส่วนใหญ่ที่ได้ยิน ภาพวาดจิตรกรรมมากมายล้วนแต่คอยส่งเสริมภาพของอนารยชนเปลือยกายกำลังทำลายนครโรมันอันงดงาม พาให้รู้สึกเสียดาย 
 
  • ทว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีจำนวนมากกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมันอาจเป็นเพียง ‘การเปลี่ยนผ่าน’ จากผู้ปกครองชาวโรมันไปยังผู้ปกครองชาว ‘อนารยชน’ ที่พยายามสานต่อระบบของชาวโรมันมากกว่าการทำลาย ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์จีนที่มีอนารยชนนอกด่านเข้ามาตั้งราชวงศ์อยู่หลายครั้ง

จักรวรรดิโรมันในช่วงศตวรรษที่ 4-5 นั้นเปลี่ยนไปจากยุคต้นจักรวรรดิที่เราคุ้นเคยมาก จักรวรรดิแบ่งออกเป็นซีกตะวันออกและตะวันตก ช่วงนี้ยังเป็นสมัยที่อนารยชน (Barbarians) หลายกลุ่มกำลังอพยพเพื่อตั้งรกรากใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวฮันส์ (Huns) นักรบบนหลังมาจากเอเชียกลางกำลังรุกคืบมาจากทุ่งสเตปป์ยูเรเซีย
 
แผนที่อาณาจักรของชาวเยอรมันที่เข้ามาแทนที่จักรวรรดิโรมันตะวันตก
ที่มาภาพ https://3.bp.blogspot.com/-95rLQ9EWCx0/VmaGQvG4agI/AAAAAAAAsao/oYEiactujOs/s1600/EU526.jpg

หนึ่งในอนารยชนกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมนี้คือ ‘ชาววิสิกอธ’ เป็นชนพูดภาษาเยอรมานิกกลุ่มหนึ่งจากตอนเหนือของทะเลดำ

ปี 376 ชาววิสิกอธมาถึงแม่น้ำดานูบ พวกเขาขอข้ามแม่น้ำไปเพื่อพึ่งพาชาวโรมัน พวกโรมันยอมให้พวกกอธเข้ามา และเมื่อถูกเอารัดเอาเปรียบหลายครั้ง ไม่นานนักชาวกอธผู้อดอยากก็ก่อกบฏขึ้น

ชาวโรมันนำกองทัพเข้ามาปราบในศึกที่อาเดรียโนเปิล (Battle of Adrianople) ในปี 378 แต่กลับถูกล้อมสังหาร ทั้งสองฝ่ายเจรจาสันติภาพกันได้ในปี 382 มีข้อแม้ว่าชาวกอธจะต้องเป็นพันธมิตรทางทหารให้โรมแลกกับที่ดินสำหรับตั้งรกราก และยอมสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิโรมัน พันธมิตรลักษณะนี้เรียกว่า ‘เฟเดราติ’ (foederati) และมีบทบาทสำคัญมากในประวัติศาสตร์ช่วงนี้ เพราะอนารยชนหลายกลุ่มที่เข้ามาแทนที่รัฐบาลโรมันล้วนแต่เคยเป็นเฟเดราติให้โรมทั้งสิ้น แต่ไม่นานความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลโรมและชาววิสิกอธก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง ในปี 410 ชาววิสิกอธนำโดยกษัตริย์ ‘อลาริค’ (Alaric) ได้ยกทำเข้าปล้นกรุงโรมหลังชาวโรมันผิดสัญญาเรื่องที่ดิน

ปี 418 พวกโรมันจึงยอมให้พวกวิสิกอธตั้งถิ่นฐานในแคว้นอากีแตน (Aquitaine) ของฝรั่งเศสปัจจุบัน พวกเขาปกครองดินแดนในฐานะผู้แทนของจักรพรรดิอีกทีและเริ่มขยายอิทธิพลในบริเวณรอบๆ ไปถึงแม่น้ำลัวร์ (Loire) ทางเหนือ ส่วนทางใต้เข้าไปยังคาบสมุทรไอบีเรีย ขุนนางและข้าราชการชาวโรมันต่างหันมาสวามิภักดิ์ต่อผู้ปกครองใหม่ พวกเขาไม่ต้องแบกรับภาษีสูงของโรม แถมยังได้รับการคุ้มครองจากกษัตริย์กอธที่มีอิทธิพลมากกว่า

ช่วงยุค 470 กษัตริย์ยูริค (Euric) แห่งอาณาจักรวิสิกอธได้ประมวลกฎหมาย (Code of Euric) ขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากนักกฎหมายชาวโรมัน ร่างกฎหมายนี้เรียกได้ว่าแทบจะถอดแบบมาจากกฎหมายโรมัน มีเนื้อความเป็นภาษาละตินครอบคลุมทั้งชาวโรมันและชาวกอธ เมื่อเทียบกับกฎหมายเยอรมานิกอย่างกฎหมายแองโกล-แซ็กซันของอังกฤษ จะเห็นได้ชัดว่าชาววิสิกอธคุ้นเคยกับวิถีชีวิตและการเมืองแบบโรมันมากกว่าต้นตอในยุโรปเหนือเสียอีก นอกจากนี้พวกเขายังต่อยอดสถาปัตยกรรมซุ้มโค้งของโรมันให้เป็นซุ้มเกือกม้า (Horseshoe Arch) อันงดงาม ดังปรากฏในโบสถ์เก่าแก่หลายแห่งของสเปน

นอกจากชาววิสิกอธ ยังมีอีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ‘ชาวแวนดัล’ (Vandals) ชื่อของพวกเขาในภาษาอังกฤษถูกนำไปใช้ในความหมายเชิงลบที่แปลว่า ‘พวกชอบทำลายข้าวของ’ จากวีรกรรมที่ไปลอกทองออกจากกระเบื้องในโรม ทั้งๆ ที่ชนกลุ่มนี้ได้สร้างผลงานศิลปะสวยงามไว้หลายอย่าง
.
ช่วงปลายศตวรรษที่ 4 ชาวแวนดัลเป็นชนเยอรมานิกอีกกลุ่มหนึ่งที่อพยพจากตอนใต้ของเยอรมนี ผ่านแคว้นกอลไปยังไอบีเรีย พวกเขาตั้งรกรากอยู่ที่นั่นไม่นานนัก ก็ถูกชาวโรมันและวิสิกอธขับไล่ออกไป พวกแวนดัลจึงบากหน้าข้ามทะเลไปยังแอฟริกาเหนือแทน ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะกลายมาเป็นอาณาจักรอันมั่งคั่งของชาวแวนดัล

ในปี 439 ‘ไกเซอริค’ (Gaiseric) กษัตริย์แวนดัลบุกเข้ายึดนครคาร์เทจจากชาวโรมัน นครแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่มั่งคั่งที่สุดของโรม พวกโรมันไม่อาจผูกขาดการค้าในเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตกได้อีกต่อไป จึงพยายามยึดแอฟริกาเหนือคืนหลายครั้ง แต่ถูกกองเรือของไกเซอริคตีแตกตลอด
.
แม้พวกแวนดัลจะมีปัญหากับพระคาทอลิก เพราะนับถือศาสนาคริสต์คนละนิกาย แต่ในภาพรวม ชีวิตของชาวโรมันใต้การปกครองของแวนดัลก็แทบไม่ต่างจากเดิม ชนชั้นปกครองแวนดัลอาศัยอยู่ในวิลล่าหรูหราเยี่ยงชาวโรมันที่ร่ำรวย และแต่งกายเยี่ยงขุนนางโรมัน หลายคนยังพูดภาษาละตินเพื่อสื่อสารกับชาวโรมันใต้ปกครอง ภายหลังราชวงศ์แวนดัลยังสมรสกับเจ้าหญิงโรมันเป็นการสานสัมพันธ์ด้วยซ้ำ
 
กวีละตินนามว่าเฟลิกซ์ (Felix) ได้บรรยายถึงโครงการสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะขนาดใหญ่เมืองคาร์เทจของกษัตริย์ธาซามุนด์ (Thrasamund) เพื่อทดแทนโรงอาบน้ำเก่า และยังพรรณาถึงสายน้ำและไฟอันอบอุ่นในอ่างอันโออ่าแห่งนี้ผ่านบทกวีไม่น้อยกว่า 5 ชิ้น คาดว่าเจ้าตัวคงชื่นชอบสถานที่แห่งนี้มาก
 
ภาพโมเสกจากคาร์เทจในศตวรรษที่ 5 ของขุนนางนามว่า ‘จูเลียส’ แสดงให้เห็นชีวิตในวิลล่าของชาวโรมันที่ร่ำรวยในแต่ละฤดู ชาวแวนดัลที่ร่ำรวยร่วมสมัยก็คงใช้ชีวิตไม่ต่างกัน
 ที่มาภาพ https://thumbs-prod.si-cdn.com/wuDhx9QTFGXpbBpyuVJ8tLipib8=/fit-in/1072x0/https://public-media.si-cdn.com/filer/29/c2/29c27e8d-04a7-43f5-ac07-c000fa2f48cf/dominus_julius_mosaic_in_the_bardo_national_museum.jpg


แม้แต่นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันจากศตวรรษที่ 6 นาม ‘โปรโคเปียส’ (Procopius) ยังบรรยายวิถีชีวิตของพวกแวนดัลไว้ว่า

“ตั้งแต่พวกแวนดัลเข้าครองลิเบีย พวกเขาชอบลงอ่างอาบน้ำทุกวัน และอิ่มเอมกับอาหารอันอุดมสมบูรณ์จากทะเลและบก พวกเขานิยมสวมทองประดับ ใส่เสื้อผ้าทำจากไหม ชอบใช้เวลาว่างในโรงละคร ลานแข่งรถม้า หรือกิจกรรมรื่นเริงต่างๆ และเหนืออื่นใดคือการล่าสัตว์”

ภาพโมเสกจากช่วงศตวรรษที่ 5-6 ที่ค้นพบในซากนครคาร์เทจเผยให้เห็นภาพขุนนางชาวแวนดัลกำลังขี่ม้าออกจากวิลล่าอย่างเริงร่า เขาไว้ผมยาว และสวมเสื้อผ้าอย่างขุนนางโรมันร่วมสมัย มีสิ่งที่บ่งบอกว่ามาจากสมัยแวนดัลคือกางเขนแตกปลาย เป็นสัญลักษณ์ที่พวกแวนดัลนิยมใช้ นอกจากนี้ยังมีโมเสกจากแอฟริกาเหนืออีกหลายชิ้นที่จนปัจจุบันยังไม่สามารถแยกออกว่าชิ้นไหนมาจากสมัยแวนดัลหรือสมัยโรมันกันแน่

 
ภาพชายชาวแวนดัลบนหลังม้ากำลังออกจากวิลล่า ค้นพบใกล้ซากเมืองคาร์เทจ
ที่มาภาพ https://research.britishmuseum.org/collectionimages/AN00743/AN00743016_001_l.jpg

กลับฝั่งไปที่ยุโรป หลังโรมันตะวันตกแตกสลาย ขุนพลเชื้อสายเยอรมันขึ้นปกครองอิตาลี แต่ไม่นานก็ถูกชาวออสโตรกอธ (Ostrogoths) จากบอลข่าน นำโดยกษัตริย์ธีโอโดริก (Theodoric) เข้ามาปกครองแทน

จักรพรรดิโรมันตะวันออกเป็นผู้หนุนให้ธีโอโดริกปกครองอิตาลีในนามของตน ด้วยหวังว่าเขาจะเป็นกษัตริย์หัวอ่อน แต่ธีโอโดริกเป็นผู้ปกครองที่ชาญฉลาด เขามีอำนาจในซีกตะวันตกไม่ต่างจากจักรพรรดิโรมันอีกคน วุฒิสภา (Senate) อันเก่าแก่แห่งโรมยังคงดำเนินการในสมัยออสโตรกอธ

ก่อนหน้านี้คาบสมุทรอิตาลีอยู่ในภาวะเสถียรภาพต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการอพยพลี้ภัยออกนอกเมืองที่ถูกทำลายโดยพวกฮันส์ ภายใต้การปกครองของชาวออสโตรกอธ อิตาลีกลับฟื้นตัวขึ้น ถึงขั้นที่วุฒิสภาแห่งโรมยังนำรูปปั้นของธีโอโดริกไปตั้งเทียบกับอดีตจักรพรรดิโรมันทีเดียว

ธีโอโดริกออกโครงการบูรณะโบราณสถานที่เสียหายในอิตาลี ไม่ว่าจะกำแพงเมือง ท่อส่งน้ำเก่าแก่ โบสถ์ โรงอาบน้ำ วังหลวง และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง รวมไปถึงโคลอสเซียม (Colosseum) และวังโดมีเชียน (Palace of Domitian) ในกรุงโรม เขายังออกกฎคุมเข้มการขนย้ายอิฐหินจากโบราณสถานสำคัญเพื่อไม่ให้เสื่อมสภาพลง
ผลงานเด่นชัดที่สุดของชาวออสโตรกอธมักอยู่ในเมืองราเวนนาที่ลือชื่อด้านงานโมเสก ‘มหาวิหารซันตาปอลลินาเร นูโอโว’ (Basilica of Sant'Apollinare Nuovo) สร้างในรัชสมัยของธีโอโดริก ประดับประดาไปด้วยโมเสกสวยงาม บรรยายถึงภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในไบเบิลตามสไตล์โรมัน
 
โมเสกรูปนักบุญและพระราชวังหลวงของธีโอโดริก ในวิหาร Basilica of Sant'Apollinare Nuovo ในเมืองราเวนนา สร้างขึ้นสมัยกษัตริย์ธีโอโดริก

แม้ธีโอโดริกและชาวกอธจะนับถือศาสนาคริสต์คนละนิกายกับชาวโรมันส่วนใหญ่ แต่กษัตริย์ชาวกอธผู้นี้ยังเปิดกว้างทางความเชื่อ และสนับสนุนกิจการของชาวโรมันที่นับถือคาทอลิก มีความพยายามรวบรวมประชากรกอธและโรมันให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แน่นอนว่าการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างชนสองกลุ่มต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
แม้แต่ตัวธีโอโดริกเองยังตั้งข้อสังเกตไว้อย่างแยบคายว่า

“ชาวโรมันที่ยากจนพยายามเลียนแบบชาวกอธ ส่วนชาวกอธที่ร่ำรวยต่างพยายามเลียนแบบพวกโรมัน”  (“the poor Roman imitates the Goth, the rich Goth the Roman.”)
 
เหรียญทองประทับฉายาลักษณ์ของกษัตริย์ธีโอโดริก ไว้ทรงผมแบบชาวโรมัน และสวมอาภรณ์ตามจักรพรรดิโรมัน
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/c0/Teodorico_re_dei_Goti_%28493-526%29.png

ในแคว้นกอล ‘ชาวแฟรงก์’ (Franks) จากเยอรมนีฝั่งตะวันตก ผู้เคยเป็นพันธมิตรกับโรมก็เข้าครองแคว้นกอลหรือฝรั่งเศสในปัจจุบัน พวกเขาบีบให้ชาววิสิกอธต้องถอยร่นไปอยู่ในคาบสมุทรไอบีเรีย ชาวแฟรงก์หันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเพื่อเรียกการสนับสนุนจากชาวโรมันท้องถิ่น ในด้านการเมือง พวกเขาปกครองแคว้นกอลในฐานะผู้แทนของจักรพรรดิโรมัน กษัตริย์แฟรงก์ราชวงศ์เมโรวิงเจียน (Merovingians) ยังมีตำแหน่งเป็นกงสุลด้วย มีการแต่งงานหวังผลทางการเมืองระหว่างขุนพลชาวแฟรงก์กับตระกูลขุนนางชาวโรมัน แม้กระทั่งชาวโรมันไม่น้อยยังหันไปใช้ชื่อแบบเยอรมานิก

‘เกรกอรีแห่งตูร์’ (Gregory of Tours) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันในอาณาจักรแฟรงก์ เล่าว่า ชื่อไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าใครมาจากพื้นเพแฟรงก์หรือโรมัน หลังเขาพบว่าข้าหลวงชื่อ ‘กุนดุลฟ์’ (Gundulf) อันเป็นชื่อเยอรมานิก แท้จริงแล้วกลับเป็นลุงของเขาเอง นอกจากนี้ยังปรากฏขุนนางชาวแฟรงก์ในยุคต่อมาที่หันไปใช้ชื่อแบบโรมันอย่าง ‘เฟลิกซ์’ ‘ลูปัส’ หรือ ‘ฟลาเวียส’
 
ห้องเก็บศพใต้ดินของโบสถ์แซงต์โลรองต์ ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีเมืองเกรอโนเบลอะ (
Grenoble Archaeological Museum) ประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 6 ช่วงราชวงศ์เมโรวิงเจียน สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมโรมันร่วมสมัย
ที่มาภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/1e/126_Mus%C3%A9e_arch%C3%A9ologique_de_Grenoble.jpg

เมื่อเราสังเกตยุโรปยุคกลางเทียบกับประวัติศาสตร์โรมันสมัยศตวรรษที่ 4-6 จะเห็นว่าอารยธรรมยุคกลางเองเป็นมรดกที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างอารยธรรมโรมันดั้งเดิมกับอารยธรรมของชาวเยอรมานิก ประวัติศาสตร์ของช่วงศตวรรษที่ 5-11 ที่มักถูกเรียกว่า ‘ยุคมืด’ อาจไม่ได้มืดมนอย่างที่เข้าใจกัน

‘อนารยชน’ เหล่านี้ก็ไม่ได้โหดร้ายป่าเถื่อนแบบในภาพยนตร์ แต่เป็นเพียงผู้คนที่ต้องการแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ พวกเขาไม่ได้ต้องการทำลาย เพียงแต่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในอารยธรรมโรมันที่พวกเขาชื่นชมเท่านั้นเอง.
 
เรื่อง : อันโตนิโอ โฉมชา
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

อ้างอิง
-The Inheritance of Rome : A History of Europe from 400-1000, Chris Wickham

-Barbarians : An Alternative Roman History, Terry Jones

-Strategies of Distinction: The Construction of the Ethnic Communities, 300-800, Walter Pohl, Helmut Reimitz

-The Vandals, Andrew Merrills, Richard Miles

- Roman Barbarians: The Royal Court and Culture in the Early Medieval West, Y. Hen

- The Barbarian Conversion: From Paganism to Christianity, Richard A. Fletcher

- North African Mosaic: A Cultural Reappraisal of Ethnic and Religious Minorities, Nabil Boudraa, Joseph Krause

- History, Frankish Identity and the Framing of Western Ethnicity, 550-850, Helmut Reimitz

https://deepblue.lib.umich.edu/bitstream/handle/2027.42/60883/jjarnold_1.pdf