World's Famous People

มรดกสอดไส้ยาพิษของ'ฮูโก ชาเวซ'

วิกฤตการณ์ในเวเนซูเอลากำลังเป็นใจกลางความขัดแย้งอีกครั้งของมหาอำนาจโลก จักรวรรดิสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงประกาศรับรองผู้นำฝ่ายค้านให้ขึ้นเป็นผู้นำแทนนายนิโคลัส มาดูโร และดำเนินการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันของเวเนซูเอลาในสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจเวเนซูเอลาทีเดียว ในขณะที่อีกด้านหนึ่งจีนและรัสเซียก็ยังยืนยันสนับสนุนรัฐบาลนายมาดูโรพร้อมๆ กับความสงครามการค้าที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้นระหว่างจักรวรรดิสหรัฐฯและจักรวรรดิจีน
 
แต่แทนที่จะทำนายทายทักว่าความพยายามในการรัฐประหารรัฐบาลนิโคลัส มาดูโรโดยสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นอย่างไร ผมขอใช้บทความนี้เล่าสั้นๆถึงผู้นำคนก่อน ที่วางรากฐานให้เวเนซูเอลาก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญที่สุดประเทศหนึ่งในละตินอเมริกานั่นคือ ฮูโก ชาเวซ เพราะการจะเข้าใจเวเนซูเอลาปัจจุบันต้องดูที่บทบาทของชายผู้นี้ในสมัยที่เขาเป็นผู้นำประเทศ
 
 
ก่อนอาการลงแดงเสรีนิยมใหม่
 
ถ้าจะให้เห็นภาพ เราอาจจะเปรียบเวเนซูเอลาปัจจุบันเป็นคนไข้ที่เคยต้องการเลิกยา ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจนเลิกยาได้ช่วงหนึ่ง แต่พออดทนมาได้หลายสิบปี พ่อค้ายาขาใหญ่ก็กลับมาอีก และคราวนี้เกิดอาการลงแดงหนักทีเดียว
 
ยาที่ว่านี้คือ ลัทธิเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งแพร่ระบาดไปทั่วโลก ว่ากันเฉพาะละตินอเมริกาก็ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 แล้ว โดยพ่อค้ายาขาใหญ่ก็คือพี่เบิ้มสหรัฐอเมริกา ส่งเอเยนต์ที่ร่ำเรียนในโรงเรียนเศรษฐศาสตร์จากชิคาโกไปค้ายาเสรีนิยมใหม่นี้ตามรัฐบาลต่างๆทั่วโลก
 
ยานี้จะมอมเมารัฐบาลของประเทศต่างๆ ให้หลงในเงิน สนับสนุนการลดมาตรการควบคุมด้านการเงิน ปล่อยให้เงินทำงานแทน (ใคร?) ลดค่าโสหุ้ย กำจัดกำแแพงภาษีให้มีการลงทุนจากบรรษัทต่างชาติสูงสุด เปลี่ยนสาธารณูปโภคให้กลายเป็นของเอกชนจัดการ ยกเลิกกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตัดความช่วยเหลือสวัสดิการคนงานและสหภาพแรงงาน เพิ่มโทษในการเดินขบวนประท้วงต่อต้าน ตัดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม เช่น สวัสดิการรักษาพยาบาล การศึกษา ฯลฯ
 
ละตินอเมริกาเป็นภูมิภาคที่พิเศษกว่าที่อื่น เพราะเป็นดินแดนที่มีแรงต่อต้านกว้างขวาง มีพลังต่อสู้เสรีนิยมใหม่เต็มไปหมด มีการเดินขบวนประท้วงและประชาชนเลือกรัฐบาลให้มาช่วยเลิกยานี้ทั่วภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นในบราซิล อาร์เจนตินา เอกวาดอร์ โบลิเวีย อุรุกวัย ชิลี เอลซัลวาดอร์ และเวเนซูเอลา
 
 
การขึ้นมาของชาวิซโมและสังคมนิยมโดยน้ำมัน
 
ฮูโก ชาเวซเติบโตทางการเมืองท่ามกลางกระแสแรงต้านเสรีนิยมใหม่ที่ว่านี้ ทหารเก่าผู้นี้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีถล่มทลายในปี 1998 และผลักดันนโยบายสวัสดิการสังคมที่เอื้อต่อคนจน
 
ชัยชนะทางการเมืองของชาเวซไม่ถูกใจสหรัฐฯ จึงมีความพยายามก่อรัฐประหารล้มรัฐบาลของเขาลงในปี 2002 แต่ไม่สำเร็จเพราะมีผู้สนับสนุนเขามากเหลือเกิน
 
ชาเวซดำเนินนโนบาย 'ชาวิซโม' ช่วยเหลือคนจน โดยนำเงินกำไรจากการค้าน้ำมัน ซึ่งเวเนซูเอลามีอยู่มหาศาลมาลงในนโยบายสวัสดิการรักษาพยาบาล การศึกษา และที่อยู่อาศัย เขาดึงเงินเหล่านี้แล้วอัดฉีดเข้าไปตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศด้วยช่องทางใหม่ ไม่อาศัยระบบราชการแบบเดิม เงินมหาศาลเข้าตามช่องทางต่างๆ และเข้าถึงให้คนยากคนจนสัมผัสได้ แตะต้องได้
 
ชาเวซใช้สถานะ 'คนนอก' ทางการเมืองของเขา ที่รังเกียจการเมืองแบบเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คนจนถูกละทิ้ง คนรวยยิ่งรวยล้นฟ้า เพื่อทำให้ประชาชนรู้ว่าเขาเป็นพวกเดียวกับประชาชน ไม่ใช่ชนชั้นนำ นอกจากนี้ชาเวซยังเป็นหัวหอกต่อต้านจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกา เป็นไม้เบื่อไม้เมากับทั้งรัฐบาลสหรัฐฯและชนชั้นนำในเวเนซูเอลาเอง ทำให้เขาชนะใจคนเวเนซูเอลา จนชนะการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
 
ถึงตรงนี้อาจจะทำให้เขาถือว่าเป็นผู้นำประชานิยมคนหนึ่งท่ามกลางการกำเนิดผู้นำประชานิยมจำนวนมากในละตินอเมริกาเช่น ฮวน เปรองในอาร์เจนตินา หรืออัลแบร์โต ฟูจิโมริในเปรู แต่สิ่งที่เขาต่างออกไปจากผู้นำประชานิยมคนอื่นคือ เขาไม่เปลี่ยนเส้นทางออกจากนโยบายที่อิงไปทางสังคมนิยมเลย เขาต่อต้านนายทุนทุกกลุ่ม เพราะตนเองไม่ได้เติบโตมาจากทางสายการทำธุรกิจแต่อย่างใด และในขณะที่ผู้นำประชานิยมหลายแห่งเปลี่ยนขั้วไปเป็นฝ่ายขวา ชาเวซก็ยังยืนยันนโยบายชาวิซโมของเขา
 
ที่น่าสนใจด้วยก็คือ เขาไม่ได้ทำการกวาดล้างศัตรูทางการเมืองให้เหี้ยนแบบผู้นำในหลายประเทศทำ แม้ว่าจะปราบปรามอยู่เรื่อยๆ ฐานทางการเมืองของชาเวซจึงหลากหลาย ต่างออกไปจากพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในอดีตซึ่งฐานการเมืองแบบสหภาพแรงงานสหภาพชาวนาเท่านั้น
 
เขามีฐานทางการเมืองจากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายที่อยู่อาศัยราคาถูกทั้งในเมืองในชนบท จากสื่อท้องถิ่น จากกลุ่มทางวัฒนธรรมต่างๆ กลุ่มชาวนา สหภาพแรงงานต่างๆ อีกทั้งชาวคริสต์ซึ่งสนับสนุนแนวคิดเทววิทยาแห่งการปลดปล่อย (Liberation Theology) ซึ่งมีกิจกรรมช่วยเหลือคนยากคนจนมานานแล้วก่อนหน้าชาเวซจะขึ้นมาปกครอง
 
เทววิทยาแห่งการปลดปล่อยนั้นเกิดมาในละตินอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 1960 ผสมผสานความคิดมาร์กซิสต์เข้ากับเทววิทยาของคริสต์ศาสนาอันวางอยู่บนพระคัมภีร์ไบเบิล โดยมุ่งปลดปล่อยมนุษยชาติอย่างสากลจากการถูกกดขี่ ผู้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในความคิดกระแสนี้จะมุ่งไปดูเหตุของการกดขี่มนุษย์ การแสวงหาการแก้ไขความทุกข์ยากร่วมกัน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง โดยมีหนังสืออพยพ (Book of Exodus) หนังสือเล่มที่สองในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม เป็นกรอบนำทางความคิดต่อสู้
 
เมื่อชาเวซขึ้นมา จึงได้ฐานเสียงจากชาวคริสต์กลุ่มเทววิทยาแห่งการปลดปล่อยนี้ไปด้วย
 
ช่วงสุดยอดทางการเมืองของฮูโก ชาเวซดำรงอยู่เกือบๆสิบปี คือช่วงปี 2005 ถึง 2012 เวเนซูเอลามีความพัฒนามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอัตราจ้างงานสูงขึ้น ผู้คนมีความอยู่ดีกินดีขึ้น อัตรารู้หนังสือและอายุคาดเฉลี่ยสูงขึ้น คนมีที่อยู่อาศัยเพิ่มและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
 
นี่คือสังคมนิยมที่สร้างขึ้นได้ด้วยน้ำมันของเวเนซูเอลา
 
 
เมื่อน้ำมันหมด (ราคา)
 
ชาเวซเองคงจะรู้อยู่เหมือนกันว่า การพึ่งพาน้ำมันขนาดนี้เป็นการเดิมพันที่สูงยิ่ง เพราะเมื่อใดที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกตก ก็คงยุ่งแน่ แต่เป็นเดิมพันที่เขาเดินเข้าหา พร้อมๆกับที่เขารับรู้ว่าตนเองกำลังป่วยจากโรคมะเร็ง
 
ฮูโก ชาเวซเสียชีวิตจากมะเร็งในวันที่ 5 มีนาคม 2013 ในปีเดียวกับที่ราคาน้ำมันโลกตกฮวบ สังคมนิยมที่เขาสร้างขึ้นด้วยเงินจากน้ำมันล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว
 
การที่รัฐบาลภายใต้ชาเวซอุ้มค่าเงินโบลิวาร์ให้เทียบเท่าดอลล่าร์ (อุ้มได้เพราะมีเงินจากน้ำมันมาก) พอราคาน้ำมันตกฮวบ เงินโบลิวาร์ก็เฟ้อ นโยบายชาวิซโมในการควบคุมราคาสินค้า (เพื่อให้คนจนสามารถซื้อของได้) ทำให้ผู้ผลิตในประเทศล้มระเนระนาด ระบบสาธารณสุขและสวัสดิการชะลอตัวลงเพราะไม่มีเงินไหลเวียนในระบบ หรือเงินที่ไหลเวียนไม่มีค่า สังคมเวเนซูเอลาเข้าสู่จุดวิกฤต
 
นิโคลัส มาดูโร ผู้มีพื้นเพจากชนชั้นแรงงานและสมาชิกสหภาพแรงงาน ผู้ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองของชาเวซมานาน ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2013 แต่ด้วยเสียงที่มากกว่าเพียงนิดเดียวเท่านั้น
 
จนถึงวันนี้มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวเวเนซูเอลาออกนอกประเทศ? และถึงเวลานี้วิกฤตยิ่งขยายวง โดยการต้องการแก้ไขให้เวเนซูเอลากลับมาเดินเส้นทางสายเสรีนิยมใหม่แบบที่ควรจะเป็นก่อนหน้าชาเวซจะเข้ามาครองใจคนได้
 
มรดกของฮูโก ชาเวซนั้นคงจะเป็นเรื่องถกเถียงกันไปอีกหลายต่อหลายปีจากนี้
 
 
เรื่อง : ปรีดี หงษ์สต้น
ภาพ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
 
 
อ้างอิง

Greg Grandin, Down From the Mountain, LRB (2017)