Armies Weapons and Warfare

Pathfinder รวมพลคนกล้าฝ่ากำแพงแอตแลนติก

หากท่านเคยชมมินิซีรีย์เรื่อง Band of Brothers ที่บอกเล่าเรื่องราววีรกรรมของทหารพลร่มจากกองพลส่งทางอากาศที่ 101 สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในตอนที่สองของซีรีย์นี้เราจะเห็นฉากการกระโดดร่มในยามค่ำคืนของทหารพลร่มโดยมีปืนต่อสู้อากาศยานนานาชนิดที่ทหารเยอรมันในพื้นที่ยิงสกัดการส่งลงทางอากาศครั้งนี้ มันเป็นคืนก่อนวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 หรือวัน D-Day ปฏิบัติการณ์ยกพลขึ้นบกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
.
และในคืนนั้นความสำเร็จของพลร่มทั้งของอเมริกันและอังกฤษกว่า 20,000 นาย ขึ้นอยู่กับเหล่าผู้กล้าซึ่งเป็นอาสาสมัครทหารพลร่ม ที่อาสามาทำภารกิจเสี่ยงตายหลังแนวรบข้าศึก


ตราสัญลักษณ์ของชุดเปิดทาง Pathfinders ของทหารพลร่มพันธมิตร
ที่มาของภาพ https://www.combatcasuals.com/store/media/ecom/prodxl/p-13500large.jpg


ให้ตายเถอะวะ!!! นี่ฉันเพิ่งฝ่ากำแพงแอตแลนติกเข้ามาแล้วหรือนี่” 
.
เป็นคำพูดของสิบเอกเอลโม่ โจน ทหารพลร่มจากกองพลส่งทางอากาศที่ 101 กล่าวกับตัวเองเมื่อกระโดดร่มออกมาจากเครื่องบินลำเลียงแบบ C-47 ออกไปสู่ความมืดของท้องฟ้ายามราตรีในฝรั่งเศสซึ่งขณะนั้นถูกยึดครองโดยกองทัพเยอรมัน
.
ภารกิจของผู้หมู่เอลโม่และเพื่อนๆ มีเพียงอย่างเดียวก็คือ ติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณนำทางและรักษาพื้นที่ส่งลงหรือ DZ (Drop Zone) ให้แก่กองกำลังหลักที่กำลังจะเดินทางมาถึงในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ผู้หมู่เอลโม่และผองเพื่อนคือ “ชุดเปิดทาง หรือ พาธไฟเดอร์ Pathfinder” พวกเขาเป็นทหารพลร่มที่อาสาสมัครมาทำภารกิจพิเศษและถูกฝึกอย่างหนักให้มีความชำนาญในการกระโดดร่มในเวลากลางคืน


ทหารพลร่มชุดเปิดทางถ่ายรูปร่วมกันก่อนเริ่มปฏิบัติการณ์ในวัน D-Day
ที่มาของภาพ
http://www.americandday.org/D-Day/D-Day_Pictures/Pathfinder_Plane10.jpg

แม้ว่าการกระโดดร่มลงสู่พื้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นสำหรับชายหนุ่มพวกนี้ แต่ภารกิจของพวกเขาก็มีความเสี่ยงสูงมากเพราะลักษณะของการปฏิบัติการณ์ไม่ต่างจากภารกิจของพวกคอมมานโด หรือหน่วยใต้ดิน ซึ่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ออกคำสั่งให้ทหารของเขาทุกหน่วยหากสามารถจับทหารข้าศึกที่เข้ามาทำภารกิจก่อกวนแนวหลังหรือมีส่วนช่วยกองกำลังข้าศึกให้บุกเข้ามา ภายหลังจากการรีดข่าวสารข้อมูลต่างๆแล้ว ทหารเยอรมันต้องประหารชีวิตทหารข้าศึกที่จับได้ทันที
.
และนอกเหนือจากคำสั่งไม่ปราณีจากผู้นำอาณาจักรไรซ์ที่ 3 แล้ว เหล่าบรรดาพลร่มชุดเปิดทางยังมีความเสี่ยงที่จะถูกลอยแพในดินแดนข้าศึก แน่นอนว่าพวกเขาคือกองกำลังชุดแรกที่เข้าไปก่อนการบุก และการเข้าไปก่อนนี้เองหากกองกำลังหลักไม่สามารถบุกเข้ามาสมทบได้หรือถูกข้าศึกทำลายไปหมดเสียก่อน นอกจากพลร่มชุดเปิดทางจะไม่มีทางรู้แล้ว (ไม่มีการใช้วิทยุติดต่อกับกองกำลังหลักเพื่อป้องกันการถูกดักฟัง) พวกเขาก็แทบหมดหวังที่จะได้กลับออกไป


เส้นสีเหลืองในแผนที่คือความยาวของแนวกำแพงแอตแลนติกที่ทอดผ่านชายหาดของประเทศต่างๆ
ที่มาของภาพ https://i2.wp.com/militaryhistorynow.com/wp-content/uploads/2014/06/Atlantikwall.png?resize=560%2C736&ssl=1


เพื่อป้องกันการบุกจากกองกำลังพันธมิตร ฮิตเลอร์บัญชาการให้มีการสร้างแนวป้องกันบริเวณชายหาด เป็นแนวกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นทอดยาวจากตอนเหนือของชายฝั่งนอร์เวย์ไปจรดพรมแดนฝรั่งเศสและสเปนบริเวณเทือกเขาพีรีนีส ป้อมปราการคอนกรีตลวดหนามและทุ่นระเบิดนานาชนิดนับล้านลูก ถูกฝังเอาไว้บริเวณชายหาด แนวกำแพงและสิ่งกีดขวางรวมทั้งปืนใหญ่รักษาฝั่งยังคงดูน่าเกรงขามเสมอ มันคือ “กำแพงแอตแลนติก หรือ Atlantic Wall” ที่ฮิตเลอร์หวังไว้ว่าจะหยุดผู้รุกรานไม่ว่าหน้าไหนก็ตามที่คิดจะบุกเข้ามา
.
ก่อนหน้านั้น 2 ปี ก่อนวัน D-Day 19 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1942 กองกำลังผสมซึ่งมีกองทัพอังกฤษและแคนนาดา พยายามจู่โจมแนวกำแพงแอตแลนติกบริเวณเมือง เดียป (Dieppe) ในฝรั่งเศส และการรบในวันนั้นวันเดียวจบลงด้วยความปราชัยอย่างย่อยยับของทหารอังกฤษและแคนาดา จึงยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของกำแพงแอตแลนติกสำหรับฝ่ายพันธมิตรคือปราการที่ยากเกินกว่าจะบุกเข้าไปได้
.
ทว่าในปี ค.ศ. 1944 ทหารพลร่มที่อาสาสมัครทำภารกิจเปิดทางให้กองกำลังหลัก จำนวนกว่า 300 นาย จะกระโดดร่มลงไปหลังแนวกำแพงแอตแลนติกนี้ พวกเขาคือตะปูดอกแรกที่จะตอกฝาโลงฝังพวกนาซีและกองทัพแห่งอาณาจักรไรซ์ที่ 3 ไปสู่สุสานแห่งความพ่ายแพ้ และพวกเขาพร้อมที่จะท้าทายความภาคภูมิใจของฮิตเลอร์ด้วยการร่วมกันทะลวงมันเข้าไป


ป้อมปืนขนาดใหญ่บริเวณแนวกำแพงแอตแลนติก
ที่มาของภาพ https://www.histclo.com/imagef/date/2013/07/aw-gun01ls.jpg



 แนวกำแพงเครื่องกีดขวางและป้อมปราการตลอดแนวกำแพงแอตแลนติก
ที่มาของภาพ  https://i2.wp.com/militaryhistorynow.com/wp-content/uploads/2014/06/Bundesarchiv_Bild_101I-719-0243-33_Atlantikwall_Inspektion_Erwin_Rommel_mit_Offizieren.jpg


เย็นวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1944 เครื่องบิน C-47 จำนวน 20 ลำ ลำเลียงชุดเปิดทางทั้งหมดทะยานสู่น่านฟ้าของฝรั่งเศส พวกเขาล่วงหน้ากองกำลังหลักที่จะโดดร่มตามหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง และล่วงหน้ากองกำลังที่จะยกพลขึ้นบก 6 ชั่วโมง หนึ่งในสัมภาระที่พวกเขานำติดตัวมาด้วยมีอุปกรณ์พิเศษที่เป็นความลับสุดยอด มันคือเสาส่งสัญญาณวิทยุนำทางอันมีชื่อรหัสว่า “ยูเรก้า Eureka” ผลงานจากมันสมองของนักวิทยาศาสตร์อังกฤษและอุตสาหกรรมอันทรงพลังของอเมริกา ทำให้มันถูกนำมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถพกพาและประกอบในสนามรบได้
.
ทหารพลร่มนำอุปกรณ์ที่เป็นเหมือนดั่งคบเพลิงส่องทางนี้ ส่งสัญญาณให้กับเครื่องบินลำเลียงพลร่มลำอื่นๆซึ่งเป็นกองกำลังหลักที่จะตามมาในอีก 1 ชั่วโมง หนึ่งในเครื่องบินของกองกำลังหลักจะมีเครื่องบินนำฝูงซึ่งมีเครื่องรับสัญญาณวิทยุนำทางจากเครื่องยูเรก้า นั่นก็คือเครื่อง “รีเบคก้า Rebecca” ซึ่งจะรับสัญญาณและนำทางเครื่องบินลำเลียงลำอื่นๆไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง
.
นักบินนำเครื่องบินที่ลำเลียงชุดเปิดทางบินมาถึงจุดโดด พวกเขาต้องโดดร่มออกจากเครื่องให้เร็วและใช้เวลาอยู่ในอากาศให้น้อยที่สุด ความสูงเพียง 300 ฟุต หรือ 91 เมตร คือระดับความสูงที่พวกเขาต้องโดดลงมาจากเครื่องบินซึ่งมันเป็นความสูงที่ค่อนข้างต่ำ แม้ความมืดอาจจะช่วยอำพรางการมาถึงของพวกเขาได้ แต่เสียงกระหึ่มอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่อง C-47 ก็ยากที่จะปิดบังมันจากพวกเยอรมันได้ ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 20 มิลลิเมตร และ ปืนขนาด 88 มิลลิเมตรอันทรงพลัง ระดมยิงใส่เครื่องบินลำเลียงชุดเปิดทาง แสงสว่างจากกระสุนปืนที่ส่องวิถีขึ้นมาจากพื้นและกระสุนปืนแตกอากาศส่องแสงสว่างวาบรอบๆตัวเครื่องบิน นักบินพยายามจะบินรักษาเส้นทางและความเร็วต่อไป ด้วยความลนลานพวกเขา สัญญาณไฟเขียวให้พลร่มชุดเปิดทางกระโดดร่มลงไปได้แล้วสว่างขึ้น พลร่มชุดเปิดทางรีบกระโจนลงออกจากประตูของเครื่อง C-47 กันอย่างรีบเร่ง ขณะที่การต้านทานจากพวกเยอรมัน ส่งผลทำให้พวกเขาลงสู่พื้นกระจัดกระจายและยังพลัดหลงจากจุดส่งลง DZ ที่แท้จริง ซ้ำร้ายบางพื้นที่ที่พวกเขาลงถึงพื้นกลับกลายเป็นหนองน้ำและบึงขนาดใหญ่อีกด้วย
.
แม้ต้องพบกับอุปสรรคแต่พวกเขาต้องรีบดำเนินการตามแผนการให้สำเร็จ ภายใต้ความมืดของชนบทในฝรั่งเศส พวกเขารีบรวมพลกันเป็นการเร่งด่วน จากเครื่อง C-47 ทั้ง 20 ลำ มีบางลำถูกยิงตกและชะตากรรมของเพื่อนๆ ในเครื่องลำอื่นๆ ก็ยากที่จะคาดเดา คนที่ยังรอดชีวิตลงมาถึงพื้นดิน พวกเขาจะต้องดำเนินแผนการต่อไปให้ได้ พลร่มชุดเปิดทางรีบค้นหาและนำเครื่องส่งสัญญาณนำทาง “ยูเรก้า Eureka” ติดตั้งและเริ่มส่งสัญญาณนำทางให้แก่กองกำลังหลัก ในคืนนั้นมีเครื่องส่งสัญญาณเพียงเครื่องเดียวเท่านั้นที่ยังหลงเหลือและยังคงทำงานได้ โมงยามในความมืดและความหวาดระแวงต่อสิ่งรอบๆตัวในพื้นที่หลังแนวรบของข้าศึก เป็นสิ่งที่กดดันพลร่มชุดเปิดทางที่เหลืออยู่ พวกเขาจดจ่อเฝ้ารอการมาถึงของเพื่อนๆที่กำลังเดินทางมา และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามพวกเขาต้องปกป้องเครื่องส่งสัญญาณนำทางนี้ไว้จนถึงที่สุด


เครื่องบินแบบ C-47 เครื่องบินลำเลียงพลหลักของกองทัพพันธมิตร
ที่มาของภาพ http://warbirdsnews.com/wp-content/uploads/Event-Exit-exit..-Paratroopers-exit-a-Douglas-DC-3-C-47-Dakota-Skytrain-for-a-commorative-jump-over-the-D-day-invasion-landing-zones-in-Normandy-France.jpg


กระทั่งเวลา 00.48 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 เครื่องบินกว่า 400 ลำ ก็ครางกระหึ่มไปทั่วท้องฟ้าของฝรั่งเศส 'ปฏิบัติการณ์โอเวอร์ลอร์ด' (Operation Overlord) ภารกิจกวาดล้างการยึดครองยุโรปจากพวกนาซีเปิดฉากขึ้นแล้ว ภายใต้การยิงต้านทานอย่างหนักจากพื้นดิน ทหารพลร่มจากกองพลส่งทางอากาศที่ 101 จำนวน 6,928 นาย กระโดดออกจากประตูเครื่อง C-47 ลอยละล่องลงสู่พื้นดิน ตามมาด้วยระลอกที่สองของการบุก เวลา 01.51 น. ทหารพลร่มจากกองพลส่งทางอากาศที่ 82 กว่า 6,420 นาย ก็มาสมทบในการบุกครั้งนี้ ทหารพลร่มทั้ง 2 กองพล ขจัดอันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นต่อกองกำลังที่จะยกพลขึ้นบกในตอนรุ่งเช้า พวกเขายึดถนน และสะพานต่างๆไม่ให้พวกเยอรมันเคลื่อนกำลังพลไปเสริมที่แนวชายหาดได้
.
พอเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อการยกพลขึ้นบกของทหารพันธมิตรเริ่มดำเนินการ ทหารเยอรมันก็มิอาจจะ
ช่วยเหลือกำลังทหารของตนที่บริเวณแนวชายหาดได้ เพราะทหารพลร่มเหล่านี้ขัดขวางและสกัดกั้นการรุกโต้ตอบใดๆของทหารเยอรมัน เมื่อวันแรกของ D-Day สิ้นสุดลง กองกำลังที่ยกพลขึ้นบกและทหารพลร่มก็สนธิกำลังกัน หัวหาดถูกสถาปนา เรือลำเลียงอาวุธและกระสุน รถถังและยานเกราะต่างๆเคลื่อนพลจากชายหาดสู่แผ่นดิน การกวาดล้างกองกำลังเยอรมันในพื้นที่นอร์มังดีและเขตยึดครองของทหารเยอรมันในพื้นที่อื่นๆของฝรั่งเศส จะเริ่มต้นและสิ้นสุดลงด้วยการปลดปล่อยกรุงปารีสในอีก 2 เดือนต่อมา

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทหารพลร่มชุดเปิดทางเหล่านี้คือผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง ความพยายามและความกล้าหาญของพวกเขาคือกุญแจสู่ความสำเร็จในวัน D-Day และมันยังส่งผลให้การปลดปล่อยกรุงปารีสและยุโรปสำเร็จได้ตามแผนที่วางเอาไว้ สัญญาณจากเครื่องส่งสัญญาณนำทางเปรียบดั่งคบเพลิงที่ส่องทางสู่ชัยชนะ และมันยังเป็นเชื้อไฟที่ช่วยมอดไหม้ให้พวกนาซีและไรซ์ที่ 3 เหลือเพียงเถ้าถ่านของความพ่ายแพ้ในที่สุด.


เรื่องโดย : ปัญญาณัฏฐ์ ณัธญาธรนินน์ 
ภาพประกอบ : นันทยศ หันจันทร์


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Website : http://militaryhistorynow.com/2015/08/21/first-in-the-fight-11-fascinating-facts-about-d-days-airborne-pathfinders/
Website :http://www.nationalww2museum.org/see-hear/collections/focus-on/d-day-sky-soldiers.html?referrer=https://www.google.co.th/
Website :
http://www.pathfinderireland.com/index.php?p=1_15
Website :http://www.military.com/daily-news/2013/12/01/army-dropping-number-of-paratrooper-units.html
Website :http://www.americandday.org/D-Day/Airborne_Division-Pathfinder-Plane_10.html