Ancient Civilizations

รังสีอินฟราเรดเผย “รอยสัก” บนเรือนร่างมัมมี่ไอยคุปต์

หนึ่งในศิลปะบนเรือนร่างของมนุษย์ทั้งชายหญิงที่พบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันก็คือ “รอยสัก” (Tattoo) ที่มีจุดประสงค์อันหลากหลายแตกต่างกันออกไป บ้างก็สักเพื่อความสวยงามแต่บ้างก็สักด้วยความเชื่อทางไสยศาสตร์ แต่ “การสัก” ก็ไม่ใช่ศิลปะของมนุษย์ยุคใหม่แต่อย่างใด เพราะนักโบราณคดีทราบถึงการมีอยู่ของ “รอยสัก” บนเรือนร่างของ “มัมมี่” ดึกดำบรรพ์มานานแล้ว แน่นอนว่ามัมมี่ของชาวไอยคุปต์แห่งอารยธรรมอียิปต์โบราณ ก็มีการค้นพบหลักฐานของ “รอยสัก” ที่ปรากฏอยู่บนเรือนร่างด้วยเช่นกัน


เมื่อปี ค.ศ. 2018 นักอียิปต์วิทยาเคยค้นพบรอยสักบนมัมมี่อียิปต์โบราณอายุ 5,000 ปีมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง
Credit: https://www.indiatimes.com/news/india/oldest-tattoo-found-on-5000-year-old-egyptian-mummies-340696.html


น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าเราจะมีหลักฐานถึงการสักในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณอยู่บ้าง แต่จนถึงปัจจุบันหลักฐานเกี่ยวกับรอยสักบนเรือนร่างมัมมี่ไอยคุปต์ที่นักอียิปต์วิทยามีอยู่นั้นถือได้ว่าน้อยมากๆเลยทีเดียว หนึ่งในรอยสักที่โดดเด่นที่สุดคือร่องรอยบนเรือนร่างของมัมมี่สตรีนามว่า “อมุเนต” (Amunet) จากสมัยราชอาณาจักรกลาง (Middle Kingdom) เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล อมุเนตเป็นนักบวชหญิงแห่งเทพีฮาเธอร์ (Hathor) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความรัก ความงาม ดนตรีและความสุขของชาวไอยคุปต์ บนเรือนร่างของนางปรากฏร่องรอยของการสักอย่างง่าย เป็นจุดเล็กๆ วางตัวเรียงกันเป็นแนวยาว ก่อให้เกิดลวดลายของเส้นโค้งต่างๆขึ้นเกือบทั่วทั้งตัว

รอยสักบนเรือนร่างของมัมมี่นักบวชหญิงอมุเนต
Credit: https://twitter.com/tattoohistorian/status/537388033319124994?lang=eu

นอกจากมัมมี่ของนักบวชหญิงแห่งเทพีฮาเธอร์แล้วยังมีมัมมี่สตรีอีกสองร่างที่มีรอยสักเช่นกัน นักอียิปต์วิทยาเสนอว่าพวกนางน่าจะเป็น “นางรำ” มาก่อน และนั่นจึงมีความเป็นไปได้ว่ามัมมี่สตรีทั้งสองร่างนี้อาจจะเคยทำหน้าที่คล้าย “โคโยตี้” ในปัจจุบัน ที่จะสวมใส่อาภรณ์น้อยชิ้นเพื่อยั่วยวนผู้ชมหนุ่มๆชาวไอยคุปต์ให้จ้องตาไม่กระพริบแล้วยังเป็นการอวดโฉมรอยสักบนเรือนร่างของพวกนางให้ได้เห็นกันอีกด้วย

ด้วยว่านักอียิปต์วิทยาไม่เคยค้นพบรอยสักบนเรือนร่างมัมมี่ฟาโรห์แห่งอียิปต์โบราณพระองค์ใดมาก่อนเลย จึงมีการเสนอกันว่าการสักอาจจะไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาทั่วไปของราชวงศ์หรือชนชั้นสูงชาวไอยคุปต์ ในขณะเดียวกัน เรากลับพบรอยสักบนเรือนร่างของสตรีเสียเป็นส่วนใหญ่ แถมยังเป็นสตรีที่มีอาชีพเป็นนักเต้นรำยั่วยวน หรือไม่ก็เป็นนักบวชแห่งเทพีฮาเธอร์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับดนตรีและความรัก ดังนั้น นักอียิปต์วิทยาจึงเสนอกันว่าบางทีชาวไอยคุปต์อาจจะต้องการสื่อความหมายของรอยสักไปในทางของ “ความใคร่” เสียมากกว่า


นางรำในอียิปต์โบราณมักจะนุ่งห่มเสื้อผ้าน้อยชิ้นเพื่อเพิ่มความเย้ายวน
Credit: https://egypt.blogcrib.com/2018/02/04/dancing-girls-at-the-funerary-banquet-of-nebam


นอกจากหลักฐานบนเรือนร่างของมัมมี่แล้ว รูปสลักที่ค้นพบในสุสานของชาวไอยคุปต์ยังมีร่องรอยของลวดลายที่น่าจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าเป็นรอยสักปรากฏให้เห็นอยู่เหมือนกัน และรูปสลักที่ปรากฏว่ามีรอยสักก็มักจะเป็นรูปสลักของสตรีที่สวมใส่อาภรณ์น้อยชิ้น ลวดลายของรอยสักดูคล้ายคลึงกับลายที่ปรากฏบนเรือนร่างของมัมมี่สตรีทั้งสามร่างจากสมัยราชอาณาจักรกลาง ด้วยว่ามีรูปร่างคล้ายจุดที่เรียงต่อกันจนเป็นลายเส้น บ้างก็เป็นเส้นโค้ง แต่บ้างก็เรียงกันเป็นรูปข้าวหลามตัด

รอยสักปรากฏบนรูปสลักของสตรีชาวอียิปต์โบราณในตำแหน่งที่ชวนให้จินตนาการถึง “ความใคร่”
Credit: http://www.everythingselectric.com/eie-12


จากหลักฐานทั้งหมดที่นักอียิปต์วิทยาค้นพบ จึงทำให้มีการตั้งสมมติฐานกันว่าสังคมของชาวไอยคุปต์มองรอยสักที่ปรากฏบนเรือนร่างของสตรีและนักเต้นรำในฐานะสัญลักษณ์กระตุ้นอารมณ์และความใคร่ แต่นักวิชาการก็ยังไม่สามารถที่จะสรุปอะไรได้มากไปกว่านี้ เพราะหลักฐานเกี่ยวกับรอยสักในอียิปต์โบราณนั้นถือได้ว่าขาดแคลนเอาเสียมากๆ แต่นั่นก็เป็นสมมติฐานในอดีตของนักอียิปต์วิทยายุคแรกเริ่มก่อนที่เทคโนโลยีของ “รังสีอินฟราเรด” จะถูกนำมาใช้ในการตรวจสอบหา “รอยสัก” บนเรือนร่างของมัมมี่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็ถือว่า ”น่าทึ่ง” ทีเดียว อีกทั้งยังทำให้ “สมมติฐาน” เกี่ยวกับรอยสักของชาวไอยคุปต์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอีกด้วย

มัมมี่อียิปต์โบราณที่ถูกนำมาตรวจสอบใหม่ในช่วงปลายปี ค.ศ. 2019 คือมัมมี่สตรีจำนวน 7 ร่างที่ค้นพบจากหมู่บ้านเดียร์ เอล-เมดินา (Deir el-Medina) อันเป็นที่ตั้งชุมชนของคนงานขุดเจาะสุสานในหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) ที่ใช้ฝังศพฟาโรห์ในสมัยราชอาณาจักรใหม่ ณ เมืองลักซอร์ (Luxor) ฝั่งตะวันตก เมื่อราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อมัมมี่เหล่านี้ถูกนำมาตรวจสอบด้วยรังสีอินฟราเรด ก็ทำให้มันได้เปิดเผยภาพที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าออกมา และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นบนจอภาพก็คือ “รอยสัก” บนเรือนร่างของมัมมี่ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนเลยนั่นเอง!!

ผลจากการใช้รังสีอินฟราเรดแสดงให้เห็นว่ามัมมี่ร่างหนึ่งมีรอยสักอยู่บนเรือนร่างมากถึง 30 รอย รอยสักส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่เจ้าของรอยสักไม่สามารถที่จะทำการสักด้วยตนเองได้ เช่นลำคอ หัวไหล่ รวมถึงแผ่นหลัง นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาจากลวดลายของรอยสักแล้วก็พบว่าภาพที่ปรากฏบนเรือนร่างของสตรีเหล่านี้มีทั้งภาพที่สื่อถึงเครื่องรางชนิดต่างๆของชาวไอยคุปต์ เช่นดวงตาฮอรัส (Eye of Horus) ที่เชื่อกันว่ามีพลังทางด้านการเยียวยารักษา นอกจากนั้นยังมีภาพของสัตว์ที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าอีกหลากหลายชนิดเช่นลิงบาบาบูน, วัว, งูเห่าและด้วงสการับ มัมมี่บางร่างยังมีการสักภาพของดอกบัว รวมทั้งอักษรภาพอียิปต์โบราณลวดลายต่างๆลงไปบนเรือนร่างของเธอด้วย ภาพรอยสักอันหลากหลายที่ปรากฏออกมาให้เห็นจากการใช้รังสีอินฟราเรดแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งและรูปแบบของรอยสักชนิดต่างๆที่ปรากฏบนเรือนร่างของพวกเธอจะต้องมีความหมายบางประการแฝงเอาไว้มากกว่าที่นักอียิปต์วิทยาเคยตั้งสมมติฐานกันไว้ในอดีตเป็นแน่แท้

มัมมี่บางร่างมีร่องรอยของรอยสักปรากฏออกมาอย่างชัดเจน เช่นมัมมี่ร่างนี้มีสัญลักษณ์รูปดวงตาฮอรัสบริเวณลำคอ
Credit: https://www.sciencealert.com/seven-ancient-egyptian-mummies-have-been-found-with-hidden-tattoos


รอยสักที่ปรากฏในตำแหน่งต่างๆบนร่างกายโดยเฉพาะจุดที่ยากต่อการลงมือสักด้วยตัวเองเช่นแผ่นหลัง แสดงให้เห็นว่าการสักไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเฉพาะตัวที่ชาวไอยคุปต์นึกสนุกอยากเสริมสวยบนเรือนร่างด้วยตนเองเพื่อความงดงามส่วนบุคคลเท่านั้น ทว่ารอยสักเหล่านี้ได้สื่อให้เห็นทางอ้อมว่าพวกเธอจะต้องมี “เพื่อน” ที่มีความสามารถทางด้านการสักมาช่วยสักให้โดยเฉพาะ แต่จะเป็นช่างที่รับหน้าที่สักเป็นอาชีพ หรือจะเป็นการผลัดกันสักให้กันและกันก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ในขณะนี้

ถึงอย่างนั้นสิ่งที่นักอียิปต์วิทยามั่นใจก็คือรอยสักที่ค้นพบบนเรือนร่างของมัมมี่สตรีทั้งเจ็ดร่างได้เปลี่ยนสมมติฐานเกี่ยวกับรอยสักที่เคยเสนอไว้ในอดีตไปไม่น้อย เพราะนอกจากรอยสักจะใช้เพื่อจุดประสงค์ทางด้าน “ความใคร่” แล้ว สตรีชาวไอยคุปต์ยังสักสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์และสัตว์ตัวแทนของเทพเจ้าลงไปบนเรือนร่างเพื่อสื่อถึงพิธีกรรมทางความเชื่อและศาสนาบางประการด้วยเช่นกัน นักอียิปต์วิทยาจึงเสนอกันว่าบางทีสตรีจากเดียร์ เอล-เมดินากลุ่มนี้อาจจะทำหน้าที่เป็นนักบวชหญิง หรืออาจจะเป็นแพทย์หญิงที่ช่วยเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆให้กับคนในหมู่บ้าน และรอยสักบนเรือนร่างของพวกนางก็อาจจะมีส่วนช่วยเสริมพลังทางด้านการเยียวยารักษาให้กับเธอด้วยนั่นเอง

ล่าสุดการผสมผสานเทคโนโลยีทางด้านรังสีอินฟราเรดได้ช่วยเปิดเผยให้เห็นรอยสักบนมัมมี่สตรีไอยคุปต์อีกครั้ง
Credit: https://www.sciencenews.org/article/infrared-images-reveal-hidden-tattoos-egyptian-mummies


การค้นพบรอยสักบนเรือนร่างของมัมมี่ไอยคุปต์ด้วยรังสีอินฟราเรด ทำให้นักอียิปต์วิทยาต้องกลับไปทบทวนว่าสาเหตุแท้จริงที่พวกเขาไม่ค่อยค้นพบรอยสักจากมัมมี่อียิปต์โบราณสักเท่าไรนั้นบางทีอาจจะไม่ได้เป็นเพราะว่ามัมมี่ส่วนใหญ่ไม่มีรอยสัก แต่เป็นเพราะนักวิชาการไม่ได้ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการตรวจสอบเพื่อหารอยสักบนร่างของมัมมี่ต่างหากล่ะ!! บางทีชาวไอยคุปต์กับรอยสักอาจจะเป็นของคู่กันมาแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว แต่เมื่อร่างกายของพวกเขาถูกทำเป็นมัมมี่หลังจากเสียชีวิต สารประกอบต่างๆโดยเฉพาะเรซินหรือยางไม้ที่ใช้ระหว่างกระบวนการทำมัมมี่ส่งผลให้รอยสักเหล่านี้จางลงไปจนไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และนั่นย่อมหมายความว่าถ้านักอียิปต์วิทยานำมัมมี่ที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะมีรอยสักไปตรวจสอบด้วยรังสีอินฟราเรดโดยละเอียดอีกครั้ง พวกเขาอาจจะได้พบกับรอยสักใหม่ๆ ที่ไม่เคยมองเห็นด้วยตาเปล่ามาก่อนอีกนับไม่ถ้วนเลยก็เป็นได้

เรื่อง : ณัฐพล เดชขจร
ภาพประกอบ : นันทยศ หันจันทร์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
นิตยสาร: Ancient Egypt Magazine บทความ The Ancient Practice of tattooing โดย Elisabeth Kerner
Website: https://www.smithsonianmag.com/smart-news/infrared-reveals-egyptian-mummies-hidden-tattoos-180973700
Website: https://www.sciencealert.com/seven-ancient-egyptian-mummies-have-been-found-with-hidden-tattoos
Website: https://www.sciencenews.org/article/infrared-images-reveal-hidden-tattoos-egyptian-mummies