Crazy World

ตำนานมหาอัคคีภัย 'ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ชิคาโก'

คืนวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 1871 ท้องฟ้ายามค่ำคืนของนครชิคาโก สหรัฐอเมริกา สว่างไสวราวกลางวัน ลมพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ตลอดคืน และมีแสงระยิบคล้ายหิ่งห้อยปรากฏทั่วท้องฟ้า 

หากคุณกำลังจินตนาการถึงงานเฉลิมฉลองยามค่ำคืน คุณกำลังคิดผิด เพราะแสงสว่างที่ว่าคือทะเลเพลิง กระแสลมคือมัจจุราชที่มองไม่เห็น และแสงระยิบระยับคือเศษขี้เถ้าที่ลอยล่องในอากาศ 

'ไฟไหม้ชิคาโกครั้งใหญ่' (Great Chicago Fire) ปี 1871 คืออัคคีภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ไฟไหม้ครั้งนี้เป็นทั้งบทเรียนราคาสูงลิ่วและสิ่งเตือนใจสำหรับชาวสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน

1.มหานครแห่งไม้

ชิคาโก (Chicago) เป็นเมืองชุมทางระหว่างภาคตะวันตกและตะวันออก ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นเมืองแห่งโอกาสสำหรับคนทุกชนชั้น ชิคาโกจึงขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ในปี 1840 มีประชากร 4,470 คน ซึ่งเพิ่มเป็น 29,963 คนในปี 1850 กระทั่งเพิ่มเป็นประมาณ 324,000 คนในปี 1871 อัตราการขยายตัวสูงลิ่วเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างสามัญอย่างไม้ ให้เป็นวัสดุคู่ใจชาวเมืองชิคาโก เพราะไม้มีราคาถูก มีปริมาณดาษดื่น ก่อสร้างง่ายและรวดเร็ว คนทุกฐานะใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง แม้แต่อาคารสำคัญต่าง ๆ เช่น ศาลากลางเมือง ธนาคาร โบสถ์ ยังทำจากไม้ และปิดทับด้วยหินหรือปูน อาจทาสีให้สวยงามหรือทาสีเหมือนหินอ่อนเพื่อความหรูหรา

ชิคาโกสมัยนั้นแบ่งเป็นสองส่วน คือย่านคนรวยกับย่านคนจน ย่านที่อยู่อาศัยของคนจนมักเสี่ยงเกิดไฟไหม้มากกว่าย่านคนรวย เพราะพวกเขาปลูกบ้านอย่างแออัดเพื่อให้ได้ค่าเช่าที่ที่ถูกลง ชาวชิคาโกยังใช้ไม้สร้างทางเท้า ถนนหลายสาย และยกพื้นส่วนที่เป็นหลุมหรือบ่อให้เสมอกัน เนื่องจากแต่เดิมพื้นที่บริเวณชิคาโกเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำและโคลนตม ฝนตกทีไรก็เกิดน้ำขัง ชาวเมืองสัญจรยากลำบาก การยกพื้นและทำถนนหนทางด้วยไม้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่เร็วและมีประสิทธิภาพกว่าวิธีอื่น กล่าวได้ว่า ชิคาโกคือมหานครทำจากไม้


2.'อัคคีภัย'... เรื่องปกติที่ไม่ปกติ

ไฟไหม้เป็นเหตุการณ์สามัญในสมัยนั้น การใช้วัสดุไวไฟประเภทไม้สร้างบ้านย่อมเสี่ยงถูกไฟเผาเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ประชากรที่เพิ่มขึ้นยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ถี่ขึ้น ในปี 1863 มีเหตุไฟไหม้เพียง 186 ครั้ง แต่ในปี 1868 กลับมีเหตุไฟไหม้ถึง 515 ครั้ง และเกือบ 600 ครั้งในปี 1870 

เรื่องไม่ปกติสำหรับเหตุเพลิงไหม้วันที่ 8 ตุลาคม ปี 1871 คือภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งผิดปกติ ระหว่างวันที่ 4 กรกฎาคมถึงวันที่ 9 ตุลาคม มีปริมาณฝนเพียง 25 มม. อากาศแห้งมากจนต้นไม้และใบไม้ใบหญ้าเหี่ยวแห้ง ผลคือในเดือนตุลาคม เกิดเหตุเพลิงไหม้เฉลี่ย 6 ครั้งต่อวัน ขณะที่คืนวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม เพลิงได้ผลาญอาคาร 4 ช่วงตึกยาวนานกว่า 16 ชั่วโมง ทำเอาทีมนักดับหมดแรงก่อนจะผจญเพลิงบรรลัยกัลป์ในคืนวันถัดไป


3.ชิคาโกในกองเพลิง ... 48 ชั่วโมงในนรกอเวจี

ไฟเริ่มลุกไหม้โรงนาของแพทริกและแคทรีน โอ’เลียรี (Patrick and Catherine O'Leary) ทางทิศใต้ของเมือง ก่อนจะลุกลามไปทางตะวันออกเฉียงเหนือและทางเหนือของเมือง ตามทางทิศทางลม แม่น้ำชิคาโกทั้งสองสาขาไม่สามารถขวางกั้นเปลวไฟได้ มีแต่ทะเลสาบมิชิแกนซึ่งเป็นพรมแดนทิศตะวันออกของเมืองเท่านั้นที่หยุดเปลวไฟไว้ ไฟลุกไหม้จนถึงเช้าวันอังคารที่ 10 ตุลาคม เมื่อไฟได้เผาทุกอย่างจนเกลี้ยงและฝนจากสวรรค์เทลงมา

ชิคาโกตกอยู่ในกองเพลิงนานสองวันสองคืนเต็มๆ สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ไฟทำลายอาคาร 17,450 หลัง บนพื้นที่กว่า 9 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางธุรกิจและวัฒนธรรมของเมือง และมีประชากรเกือบหนึ่งในสามของเมืองอาศัยอยู่ แม้จะพบศพผู้เสียชีวิต 120 คน แต่ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตจริงประมาณ 300 คน ขณะที่คนประมาณ 100,000 คน หรือ 31% ของประชากรทั้งหมดต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน มูลค่าทรัพย์สินที่เสียหายอยู่ที่ 222 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ค่าเงินในปี 1871) หรือประมาณ 4.59 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ค่าเงินในปี 2018) คิดเป็นเงินไทยปี 2019 ประมาณ 138,522 ล้านบาท


4.'กระแสลม'... มัจจุราชที่มองไม่เห็น

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เพลิงไหม้คืนวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคมรุนแรงกว่าครั้งใด ๆ เพราะกระแสลมต่อเนื่องจากทิศตะวันตกเฉียงใต้คือมัจจุราชที่ช่วยโหมเปลวเพลิงให้รุนแรงขึ้นและลุกลามอย่างรวดเร็ว กระแสลมหอบเศษซากไหม้ไฟปลิวไปตามลมเหมือนหิ่งห้อย ตกลงที่ใดก็ทำที่นั่นลุกไหม้ เช่น หลังคาบ้านทานำมันดิน สนามหญ้าแห้ง ๆ ถนนไม้แห้งกรอบ อากาศร้อนจากเปลวเพลิงยิ่งเพิ่มความเร็วลม สร้างกระแสหมุนขึ้นข้างบนจนเกิดเป็นไฟหมุนวน (fire whirl) หอบของติดไฟชิ้นใหญ่ไปตกที่อื่นอีกแรง


5.ใครคือ 'แพะรับบาป' ?

ไม่มีใครรู้ว่ามือวางเพลิงคือใคร หรือสาเหตุเพลิงไหม้คืออะไร แต่แพะรับบาปรายแรกคือแคทรีน โอ’เลียรี (Catherine O'Leary) ภรรยาของแพทริก พวกเขาเป็นครอบครัวเจ้าของที่ดินและโรงนาที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ 

ข่าวลือที่พูดกันหนาหูคือ ระหว่างที่แคทรีนกำลังรีดนมวัวเวลากลางคืน วัวของเธอเตะตะเกียงส่องสว่างจนล้มและจุดไฟเผาโรงนา เรื่องนี้ไม่มีมูลความจริงแต่กลับถูกสื่อประโคมเป็นเรื่่องใหญ่โตเพราะประชาชนต้องการลงโทษมือคนทำผิด มีทั้งการวาดภาพล้อเลียนแคทรีนและวัวเจ้ากรรม จ้างผู้หญิงนิรนามมาถ่ายภาพร่วมกับวัวและอ้างว่านี่คือภาพแคทรีน โอ’เลียรี กับแม่วัวของเธอ ถึงแม้พวกเธอไม่เคยถูกดำเนินคดี แต่ศาลเมืองชิคาโกได้ประกาศให้เธอและวัวพ้นโทษอย่างเป็นทางการในปี 1997 เพื่อสร้างความชอบธรรมย้อนหลังให้พวกเขา.

อ้างอิง

Jim Murphy.  (1995).  The Great Fire.  United States: Scholastic Inc. 

https://www.chicagotribune.com/news/ct-xpm-1997-10-06-9710070022-story.html

https://www.chipublib.org/chicago-facts/

https://www.smithsonianmag.com/history/what-or-who-caused-the-great-chicago-fire-61481977/