Ancient Civilizations

'ออตโตมัน' จักรวรรดิ 3 ทวีปอันรุ่งเรืองสู่คนป่วยแห่งยุโรป

1.ผู้อพยพจากเทือกเขาอัลไตสู่คาบสมุทรอนาโตเลีย

ชาวเติร์กมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาอัลไตและไซบีเรียตะวันออก เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาเคลื่อนย้ายไปทางตะวันตกเรื่อย ๆ ผ่านเอเชียกลาง ชาวเติร์กเป็นนักรบบนหลังม้าที่ห้าวหาญแห่งทุ่งหญ้าสเตปป์ สามารถควบม้าพร้อมยิงธนูได้อย่างแม่นยำ หลายอาณาเจักรโบราณต่างเคยรบทัพจับศึกกับนักรบเหล่านี้มาแล้ว และเชื้อเชิญพวกเขามาเป็นทหารรับจ้าง ไม่ว่าจะจีน เปอร์เซีย ชาวโรมัน และชาวอาหรับ

ในศตวรรษที่ 11 ชนเผ่าเติร์กเผ่าหนึ่งชื่อ ‘เซลจุค’ (Seljuk) ได้รุกรานดินแดนเปอร์เซียกับอาระเบียแล้วหันมานับถืออิสลามตามเจ้าถิ่น พวกเซลจุคกลุ่มหนึ่งยังถือโอกาสเข้าไประรานดินแดนของชาวโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์ (Byzantines) ในคาบสมุทรอนาโตเลีย (Anatolia) ชัยชนะของชาวเซลจุคในศึกที่ ’มันซิเคิร์ต’ (Manzikert) ทำให้พวกชาวไบแซนไทน์ต้องถอยร่นไปทางตะวันตก แม้แต่ ‘จักรพรรดิโรมานอสที่ 4’ (Romanos IV) ยังถูกสุลต่านเซลจุคจับตัวเป็นเชลย เหตุการณ์นี้ปูทางให้ชาวเติร์กเข้าครอบครองดินแดนในอนาเลียอันกว้างใหญ่จนเกิด ‘รัฐสุลต่านแห่งรุม’ (Sultanate of Rum) ขึ้นมา คำว่า ‘รุม’ ในที่นี้แปลว่า ‘โรมัน’ มาจากการที่ชาวเติร์กสามารถยึดดินแดนของชาวโรมันตะวันออกมาได้

นับแต่นั้นมา คาบสมุทรอนาโตเลียได้กลายเป็นฐานที่มั่นของชาวเติร์กและเป็นบ่อเกิดของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ในอนาคต ชาวเติร์กในอนาโตเลียกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นขวากหนามที่คอยปั่นป่วนชาวยุโรประหว่างสงครามครูเสดและรุกคืบดินแดนไบแซนไทน์ไปเรื่อย ๆ


2.ราชรัฐเล็ก ๆ ผู้กลืนกินอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่

ในศตวรรษที่ 13 ชาวมองโกลแผ่อำนาจมาถึงแถบอนาโตเลีย ชาวเติร์กพลาดท่าจนทำให้รัฐสุลต่านแห่งรุมต้องระส่ำระส่าย อำนาจที่เคยรวมไว้ใต้กำมือของสุลต่านแตกเป็นเสี่ยง ๆ หัวเมืองต่าง ๆ กลายเป็นราชรัฐเล็กน้อยที่เรียกว่า ‘เบย์ลิค’ (Beylik) หนึ่งในราชรัฐที่แตกออกมาปกครองโดยเจ้าชาย ‘ออสมัน กาซี’ (Osman Ghazi) มีเมืองหลวงคือโซกูต (S???t) ตั้งอยู่ติดกับชายแดนจักรวรรดิไบแซนไทน์ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ไกลจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล

ออสมันเป็นนักรบผู้ปราดเปรื่อง เขานำกำลังเข้าโจมตีชาวไบแซนไทน์และเอาชนะทัพที่ยกมาปราบได้บ่อยครั้ง ในขณะเดียวกันออสมันยังพยายามสร้างพันธมิตรอันเหนียวแน่นกับรัฐออตโตมันอื่น ๆ สร้างสายสัมพันธ์กับหัวเมืองไบแซนไทน์โดยเกลี้ยกล่อมให้เข้าร่วมหรือแต่งงานกับลูกสาวเจ้าเมือง ดินแดนของออสมันถูกเรียก ‘มาเมลิค ออสมันยา’ (Mamelik Osmanya) หรือ ‘รัฐแห่งออสมัน’ ส่วนผู้คนในดินแดนนี้ถูกเรียกว่า ‘ออตโตมัน’ (Ottoman) ตามเจ้าผู้ครอง

แม้ชาวออตโตมันจะเป็นนักรบที่ห้าวหาญ แต่พวกเขาต้องเรียนรู้ศิลปะการปกครองบ้านเมืองจากชาวไบแซนไทน์ ระบบการปกครองและวิธีบริหารบ้านเมืองของชาวออตโตมันตอนต้นจึงถอดแบบมาจากระบบไบแซนไทน์ นอกจากนี้ชาวออตโตมันยังรักษาสัมพันธ์อันดีกับชาวไบแซนไทน์ในปกครอง ในดินแดนออตโตมันจึงมีชาวไบแซนไทน์อาศัยอยู่มาก พวกเขายังนับถือศาสนาคริสต์ตามเดิมได้ หากเปลี่ยนศาสนาจะได้รับผลประโยชน์มากขึ้น แม้แต่ภาษากรีกยังเป็นหนึ่งในภาษาของราชสำนักออตโตมันด้วย .
ในที่สุดจักรวรรดิไบแซนไทน์ก็ค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลง ในขณะที่จักรวรรดิออตโตมันขยายอำนาจเข้าไปแทนที่เรื่อย ๆ

3.ฟ้าสีทองผ่องอำไพของจักรวรรดิออตโตมัน

ปลายศตวรรษที่ 14 ชาวเติร์กเริ่มขยายดินแดนในยุโรป ครั้นพอถึงปี 1453 สุลต่าน ‘เมห์เมดที่ 2’ (Mehmed II) สามารถยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้และสถาปนาเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ อำนาจของออตโตมันส่งแรงสะเทือนไปทั่วยุโรป

สุลต่านเมห์เมดยังขยายอาณาจักรทางตะวันตกไปถึงฮังการีและทะเลดำตอนเหนือ ต่อมาสมัยสุลต่านเซลิมที่ 2 (Selim II) ออตโตมันยังขยายอาณาเขตไปในตะวันออกกลาง อาระเบีย และอียิปต์ ครอบครองเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกไว้ได้ทั้งหมด และได้รับขนานนามว่า 'จักรวรรดิ 3 ทวีป' จากการปกครองดินแดนในเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา

จักรวรรดิออตโตมันกลายเป็นดินแดนแห่งผู้คนหลากเชื้อชาติและศาสนา มีทั้งชาวเติร์ก กรีก สลาฟ ฮังการี อาหรับ ยิว อัลบาเนีย เบอร์เบอร์ ตาตาร์ ฯลฯ ความรุ่งเรืองของจักรวรรดิออตโตมันทำให้ชาวยุโรปต่างหวาดกลัว ออตโตมันได้แสดงแสนยานุภาพทางทหารให้ยุโรปต้องตะลึงเมื่อครั้งกรุงเวียนนาถูกปิดล้อมในปี 1529

ในรัชสมัยของสุลต่าน ‘สุไลมานผู้เกรียงไกร’ (Suleiman the Magnificent) ปกครองระหว่างปี 1520-1566 จักรวรรดิออตโตมันเข้าสู่ยุคทอง ในอินโดนีเซียมีช่างหล่อปืนออตโตมันคอยสอนชนพื้นเมือง เรือออตโตมันสามารถแวะจอดชายฝั่งของฝรั่งเศสผู้เป็นพันธมิตรได้ กองทัพออตโตมันทำการรบตั้งแต่แม่น้ำโวลกาในรัสเซียไปจนถึงทะเลทรายในแอฟริกาเหนือ

ราชสำนักออตโตมันดึงดูดปราชญ์ ผู้รู้ ศิลปิน และนักวิทยาศาสตร์จากทุกหนแห่ง สุลต่านสุไลมานเองยังรอบรู้และสนใจในวิทยาการต่าง ๆ สถาปนิกและศิลปินชาวอิตาเลียนช่วยออกแบบสิ่งก่อสร้างและวาดภาพเหมือนของพระองค์ขึ้น กระแสเรเนสซองส์ยังเฟื่องฟูในจักรวรรดิมุสลิมแห่งนี้เช่นกัน ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิออตโตมันทำให้จักรวรรดิสเปนพยายามแข่งขันเป็นเจ้าโลก.

หลังจากสุลต่านสุไลมานสวรรคตลง จักรวรรดิออตโตมันก็ไม่เคยได้พบกับยุครุ่งเรืองเช่นนี้อีกเลย


4.ยุคเสื่อมถอย ขาลง เมื่อวิ่งตามโลกไม่ทัน

ย่างเข้าศตวรรษที่ 17 จักรวรรดิออตโตมันต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาพักใหญ่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 16 ชาวยุโรปเริ่มให้ความสนใจกับเส้นทางการค้าในมหาสมุทรแอตแลนติกและเอเชียมากกว่าเมดิเตอร์เรเนียน เกิดเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เศรษฐกิจออตโตมันยังหยุดนิ่งและเข้าสู่ยุคถดถอยอย่างช้า ๆ และซึมลึกยาวนาน อำนาจที่เคยมีอยู่เริ่มเสื่อมถอยทีละน้อย โดยมีชาติตะวันตกเป็นผู้กำหนดทิศทางแทน

เหล่าทหารเจนิสซารีย์ที่เคยเป็นขุมกำลังหลักและคอยอารักขาสุลต่านเริ่มผันตัวเป็นอำนาจมืดหลังบัลลังก์ สุลต่านหลายพระองค์ถูกปลดออก ระหว่างการยึดอำนาจมีการกวาดล้างศัตรูทางการเมืองและไพร่พลอยู่บ่อยครั้ง กองทัพออตโตมันจึงอ่อนแอลง สุลต่านหลายพระองค์อ่อนแอหรือสนใจแต่เพียงเสวยสุขในฮาเรม ในขณะที่ไพร่ฟ้าประชาชนประสบความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสมัยใหม่ของออสเตรีย ออตโนมันจึงเสียเปรียบอย่างชัดเจน แม้ชาวเติร์กจะปิดล้อมเวียนนาในปี 1683 แต่ถูกชาติพันธมิตรในยุโรปโต้คืนจนแตกพ่าย รัสเซียที่เคยล้าหลังยังพัฒนาจนแซงหน้าออตโตมันได้ในไม่กี่ทศวรรษ เมื่อนโปเลียนรุกรานอียิปต์และปาเลสไตน์ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ความล้าหลังของกองทัพออตโตมันยิ่งเด่นชัดขึ้นในตอนทหารฝรั่งเศสสามารถทำลายกองทัพออตโตมันได้อย่างง่ายดาย

ขณะเดียวกัน ระบบราชการและหลักนิติธรรมไม่ได้ถูกวางพื้นฐานให้แน่นเหมือนชาติตะวันตกในศตวรรษที่ 17-18 ผู้ปกครองท้องถิ่นยังมีอำนาจตามอำเภอใจ อุปราชแห่งอียิปต์ปกครองดินแดนของตนเหมือนรัฐอิสระ แม้จะยังขึ้นต่อสุลต่านเพียงในนาม ดินแดนต่าง ๆ เริ่มท้าทายอำนาจของราชสำนักมากขึ้น แม้จะมีความพยายามปฏิรูปกองทัพและการปกครองหลายครั้ง แต่ไม่อาจแก้ปัญหาที่สั่งสมมานานและรอวันปะทุขึ้นได้


5.ฉายา'คนป่วยแห่งยุโรป'และการเกิดใหม่ของ'ตุรกี'

ช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่งทดสอบการปรับตัวของจักรวรรดิอันเก่าแก่แห่งนี้ เกิดกระแสชาตินิยมในยุโรป ดินแดนในบอลข่านที่เคยถูกปกครองโดยชาวเติร์กต่างทำสงครามปลดแอกเรียกร้องอิสรภาพ ไม่ว่าจะกรีซ บัลแกเรีย โรมาเนีย เซอร์เบีย เกิดเป็นประเทศใหม่ในดินแดนแห่งนี้

อังกฤษและฝรั่งเศสเริ่มช่วงชิงอิทธิพลเหนือตะวันออกกลางไปจากออตโตมันทีละน้อย ฝรั่งเศสได้แอลจีเรียและตูนิเซียไป ส่วนอังกฤษเข้าครองดินแดนอียิปต์และควบคุมเส้นทางเดินเรือในคลองสุเอซ รัสเซียใช้โอกาสนี้ทำสงครามกับออตโตมันที่กำลังอ่อนแอลงหลายครั้ง สงครามและการแยกตัวของดินแดนทำให้ตุรกีต้องกู้เงินมาฟื้นฟูและกลายเป็นลูกหนี้ของชาติตะวันตกในที่สุด ช่วงนี้เองจักรวรรดิโบราณที่เคยรุ่งเรืองแห่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘คนป่วยแห่งยุโรป’ (Sick Man of Europe)

ปี 1908 สถานการณ์อันย่ำแย่ทำให้กลุ่มทหารและนักศึกษาหัวใหม่ ‘ยังเติร์ก’ (Young Turks) เข้ายึดอำนาจการปกครองและเปลี่ยนเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ อำนาจตัดสินใจถูกโอนให้รัฐสภา แต่ความวุ่นวายและรัฐประหารหลายครั้งยังตามมา ชาติยุโรปฉวยโอกาสนี้เข้าผนวกดินแดนที่เหลือของออตโตมันในบอลข่านและแอฟริกาเหนือจนแทบไม่เหลือดินแดนในยุโรปอีกต่อไป

รัฐบาลยังเติร์กหันไปจับมือกับเยอรมนี ครั้นพอเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นในปี 1914 จักรวรรดิออตโตจึงถูกลากไปเข้ามหาสงครามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชาวอาหรับที่ได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษต่างจับอาวุธขึ้นต้านชาวเติร์ก สถานการณ์ย่ำแย่ลงจนรัฐบาลตุรกีต้องยอมแพ้ในปี 1918 ดินแดนที่เหลืออยู่ของออตโตมันรวมถึงคาบสมุทรอนาโตเลียถูกแบ่งสรรกันระหว่างชาติพันธมิตรอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี รัสเซีย และกรีซ เกิดกลุ่มประเทศอาหรับขึ้นมา รัฐบาลออตโตมันที่อ่อนแอไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับข้อตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข

กลุ่มผู้รักชาติชาวตุรกีนำโดยนายทหารนาม ‘มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก’ (Mustafa Kemal Ataturk) นำกองทหารและพรรคพวกต่อสู้กับผู้รุกรานในสงครามประกาศอิสรภาพตุรกี (Turkish War of Independence) เขาขับไล่ผู้รุกรานได้สำเร็จในปี 1922 และประกาศจัดตั้งรัฐสภาแห่งชาติตุรกีขึ้นใหม่ ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกแห่งตุรกี ระบอบสุลต่านของจักรวรรดิออตโตมันถูกประกาศล้มเลิก สุลต่านเมห์เมดที่ 6 ถูกเนรเทศจากประเทศในวันที่ 17 พฤศจิกายน ปี 1922 ถือเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิอายุยาวนานกว่า 600 ปี และเป็นรุ่งอรุณใหม่ของสาธารณรัฐตุรกี.