World's Famous People

3 เทวดาแห่งนานกิง ชาวต่างชาติผู้ช่วยชีวิตชาวจีนให้รอดพ้นจากขุมนรก

Quick Facts

+ การสังหารหมู่นานกิง (Nanking Massacre) เป็นเหตุการณ์สำคัญในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 (1937–1945) กองทัพญี่ปุ่นได้เดินทัพเข้ายึดกรุงนานกิง หรือหนางจิง (Nanjing) เมืองหลวงของสาธารณรัฐจีนขณะนั้น ในวันที่ 13 ธันวาคม 1937 โดยมีการต่อต้านเพียงเล็กน้อยจากทหารอาสาไม่มีประสบการณ์

+ ทหารญี่ปุ่นถูกปลูกฝังเรื่องชาตินิยมอย่างสุดโต่ง เรื่องการดูถูกชาวจีนว่าไม่ใช่มนุษย์ บวกกับความเหนื่อยล้าจากศึกกสงคราม ขาดขวัญกำลังใจ และสูญเสียสหายร่วมรบ ทหารญี่ปุ่นจึงระบายอารมณ์ผ่านการข่มขืนหญิงสาวและสังหารชาวนานกิง ชั่วระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์ มีชาวเมืองเสียชีวิตถึง 50,000-300,000 คน จากทั้งหมดกว่า 4 แสนคน ด้วยวิธีฆ่าสารพัดวิธีสุดโหดเหี้ยมวิปริต

+ ท่ามกลางความสยดสยองนองเลือด มีชาวตะวันตกกลุ่มหนึ่งที่พยายามช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากเคราะห์ร้ายนี้ พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจท่ามกลางความเสี่ยงมากมาย โดยเชื่อเสมอว่าพวกเขากำลังทำสิ่งที่สมควรทำ
1.'จอห์น ราเบ' สมาชิกพรรคนาซีผู้ช่วยชีวิตชาวจีนกว่า 2.5 แสนคน

จอห์น ไฮน์ริช เดทเลฟ ราเบ (John Heinrich Detlef Rabe) เกิดวันที่ 23 พฤศจิกายน 1882 ที่เมืองฮัมบูร์ก ทางตอนเหนือของเยอรมนี เขาเดินทางไปประเทศจีนในปี 1908 และได้ร่วมงานกับบริษัทซีเมนส์ประจำปักกิ่ง ตั้งแต่ปี 1910 ก่อนจะย้ายประจำที่นานกิง ในเดือนพฤศจิยายน ปี 1931 จอห์นยังเป็นสมาชิกพรรคนาซีและรองหัวหน้าพรรคนาซีในประเทศจีนอีกด้วย

เดือนพฤศจิยายนปี 1937 ชาวต่างชาติต่างหนีออกจากนานกิง เมื่อทราบข่าวว่ากองทัพญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนทัพมาใกล้ แต่จอห์นและชาวต่างชาติ 22 ชีวิตเลือกจะยืนหยัดเพื่อทำอะไรบางอย่าง ด้วยการร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการนานาชาติเพื่อเขตปลอดภัยนานกิง (International Committee for the Nanking Safety Zone) และเลือกจอห์นเป็นประธาน พวกเขาจัดตั้งเขตปลอดภัยนานกิง (Nanking Safety Zone) เพื่อปกป้องชาวนานกิงจากการสังหารหมู่และทารุณกรรมโดยทหารญี่ปุ่น

เขตปลอดภัยตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมือง มีขนาด 3.8 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่สถานทูต อาคารราชการและมหาวิทยาลัยนานกิง มีแนวธงกาชาดเป็นเส้นบอกเขตแดน เขตปลอดภัยนานกิงเปรียบเสมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ลี้ภัย ก่อนพวกเขาจะหาทางหนีออกจากเมืองต่อไป ถึงแม้สภาพเขตปลอดภัยจะแออัดและไม่สะดวกสบายเพราะคนจำนวนมหาศาล แต่ชาวจีนอย่างน้อย 250,000 คนก็สามารถรอดพ้นงื้อมือของทหารญี่ปุ่นเพราะเขตปลอดภัยนี้ จอห์นยังเปิดบ้านและสวนของตนเป็นที่ลี้ภัยสำหรับชาวจีนกว่า 600 คน มีครอบครัวชาวจีน 5 ครอบครัวอาศัยในบ้านของจอห์น ขณะที่เหลืออาศัยในสวน จอห์นวาดเครื่องหมายสวัสดิกะบนหลังคาหลุมหลบภัยในสวน เพื่อป้องกันเครื่องบินญี่ปุ่นที่อาจพลั้งเผลอทิ้งระเบิดใส่

ชาวจีนที่รอดชีวิตต่างซาบซึ้งในความเมตตาของจอห์นอย่างมาก พวกเขายกย่องให้จอห์นเป็น 'พระโพธิสัตว์' หรือพระผู้ช่วยชีวิตชาวนานกิง เมื่อจอห์นถูกบังคับให้ออกจากเมืองนานกิงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 1938 มีชาวจีนและนักศึกษาหญิงจากวิทยาลัยจินหลิง (Ginling College) ประมาณ 3,000 คน มาคุกเข่าแสดงความขอบคุณตลอดทางที่จอห์นเดินทางผ่าน ต่อมาเมื่อจอห์นเดินทางถึงเบอร์ลิน เขาบรรยายเรื่องการสังหารหมู่ในสถานที่ต่าง ๆ และพยายามร้องขอให้ฮิตเลอร์ยื่นมือช่วยเหลือ แต่กลับถูกตำรวจลับเกสตาโปจับกุมและข่มขู่ให้หยุดเรียกร้อง

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด จอห์นและครอบครัวใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เพราะเขาเคยเป็นสมาชิกพรรคนาซี มีเพียงชาวนานกิงจากอีกฟากของโลกที่คอยช่วยเหลือด้านการเงินและการดำรงชีวิตอย่างสม่ำเสมอ จอห์นเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองวันที่ 5 มกราคม ปี 1950


2.'มินนี วอเทร็ง' นางฟ้าผู้เปี่ยมเมตตา

วิเฮลมินา 'มินนี' วอเทร็ง (Wilhelmina 'Minnie' Vautrin) เกิดวันที่ 27 กันยายน 1886 ณ รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เธอเป็นนักเรียนดีเด่นและคริสต์ศาสนิกชนผู้เคร่งครัด ทั้งยังฝันอยากเป็นครู ในปี 1912 ขณะอายุได้ 26 ปี สมาคมมิชชันนารีคริสเตียนต่างชาติได้แต่งตั้งให้มินนีไปเป็นครูและมิชชันนารีในประเทศจีน เธอดำรงตำแหน่งอธิการวิทยาลัยหญิงจินหลิงนานหลายปี ก่อนถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1928 ตามนโยบายของรัฐบาลที่ว่ามหาวิทยาลัยจีนทุกแห่งต้องมีอธิการเป็นชาวจีนเท่านั้น

เหตุการณ์ความรุนแรงในระหว่างกองทัพจีนและญี่ปุ่นในปี 1937 ทำให้มินนีตัดสินใจเปลี่ยนวิทยาลัยเป็นศูนย์ลี้ภัย มินนี คณะครูและนักเรียนร่วมกันจัดเตรียมสถานที่ให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การโจมตีนานกิงในเดือนธันวาคม 1937 ทำให้คนมากมายหลั่งไหลมายังเขตปลอดภัยนานกิง ซึ่งจอห์น ราเบและคณะร่วมกันจัดตั้ง และวิทยาลัยหญิงจินหลิง ซึ่งเป็นที่ลี้ภัยของสตรีกว่า 10,000 คน ทั้งที่สถานที่แห่งนี้สามารถจุคนได้เพียง 200–300 คน ไม่ว่าทหารญี่ปุ่นจะใช้วิธีบุกรุกวิทยาลัยแบบใดก็ตาม เธอพยายามปกป้องสตรีเหล่านี้สุดความสามารถ เธอเป็นสตรีต่างชาติเพียงหนึ่งในสองคนที่ยืนหยัดอยู่ในนานกิง

ล่วงเข้าเดือนพฤษภาคมปี 1940 มินนีจำเป็นต้องเดินทางกลับสหรัฐ เพราะร่างกายและจิตใจอ่อนแอจากการการหักโหมทำงานและความเครียดสะสมตลอดหลายปี อาการเครียดเปลี่ยนเป็นอาการป่วยทางจิต เธอโศกเศร้าที่ไม่ได้อยู่ช่วยเหลือชาวจีนต่อ สุดท้ายตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการรมแก๊สจากการเปิดเตาทิ้งไว้ ก่อนเสียชีวิตวันที่ 14 พฤษภาคม 1941 ขณะอายุ 54 ปี

หลังจากมินนีเสียชีวิต รัฐบาลจีนมอบเครื่องหมายหยกสีน้ำเงิน (Emblem of the Blue Jade) เพื่อให้เกียรติแก่วีรกรรมมาหมายที่เธอได้ทำ ขณะที่ชาวจีนให้ฉายาแก่มินนีว่า 'นางฟ้าผู้เปี่ยมเมตตา' (Goddess of Mercy)

3.'แบร์นฮาร์ด ซินแบร์ก' สามัญชนผู้เปลี่ยนโรงคอนกรีตเป็นที่หลบภัย

แบร์นฮาร์ด อาร์พ ซินแบร์ก (Bernhard Arp Sindberg) เกิดวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ปี 1911 ณ เมืองออฮุส ประเทศเดนมาร์ก เขาเป็นเด็กธรรมดา ไม่มีความสามารถโดดเด่น ชอบท่องเที่ยวมากกว่าการเรียน แบร์นฮาร์ดเดินทางไปยังเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา และร่วมกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศสในปี 1931 แต่เขาหนีทัพเพราะไม่ชอบเพื่อนทหารและสภาพอากาศทะเลทรายโมร็อกโก แบร์นฮาร์ดตัดสินใจเดินทางไปประเทศจีนในปี 1934 ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 1937 บริษัท F.L. Smidth ได้จ้างแบร์นฮาร์ดเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโรงคอนกรีตในเมืองนานกิง เพราะเขาใช้ปืนไรเฟิลเดนมาร์กเป็น ที่นั่นเขาได้รู้จักคาร์ล กุนเธอร์ (Karl Gunther) เพื่อนร่วมงานชาวเยอรมัน

ช่วงที่เกิดการสังหารหมู่นานกิง แบร์นฮาร์ด อายุ 26 ปี ตัดสินใจปกป้องชาวจีนด้วยการเปิดโรงงานเป็นที่ลี้ภัยและโรงพยาบาลชั่วคราว เขาและคาร์ลวาดธงชาติเดนมาร์กขนาดใหญ่บนหลังของโรงงานเพื่อป้องกันเครื่องบินญี่ปุ่นทิ้งระเบิดใส่ และปักธงชาติเดนมาร์ก รวมถึงธงสวัสดิกะของเยอรมนีรอบโรงงานเพื่อป้องกันทหารญี่ปุ่นบุกรุก เนื่องจากขณะนั้นกองทัพญี่ปุ่นไม่ได้เป็นศัตรูกับเยอรมนีและเดนมาร์ก พวกเขายังเสี่ยงขับรถออกไปรับเสบียงและยาจากหน่วยกาชาดเพื่อนำมาแจกจ่ายภายในค่าย โรงคอนกรีตแห่งนี้ช่วยชีวิตชาวจีนไปถึง 6,000–20,000 คน

แม้แบร์นฮาร์ดจะเสียชีวิตในปี 1983 แต่วีรกรรมของเขายังเป็นที่จดจำ ผู้แทนจีน ณ ที่ประชุมสันนิบาตชาติได้ยกย่องให้เขาเป็น 'สหายประเทศจีน' ขณะที่โรซา เอสเคลุนด์ (Rosa Eskelund) ผู้เชี่ยวชาญเพาะพันธุ์กุหลาบ ได้เพาะพันธุ์กุหลาบสีเหลืองและตั้งชื่อว่า 'นานกิงนิรันดร์ – กุหลาบซินแบรก (Nanjing Forever - the Sindberg Rose)' โดยปลูกบริเวณอนุสรณ์สถานเหยื่อการสังหารหมู่ที่นานกิง เพื่อระลึกถึงแบร์นฮาร์ดและชาวจีนที่รอดชีวิตเพราะการช่วยเหลือของแบร์นฮาร์ด

นอกจากนี้ในวันที่ 29 กันยายน 2019 ชาวเมืองนานกิงได้มอบรูปหล่อสัมฤทธิ์สูง 3 เมตร หล่อโดยช่างสัมฤทธิ์ชื่อดัง 3 คน ได้แก่ Shang Rong, Fu Licheng (ชาวจีน) และ Lene Desmentik (ชาวเดนมาร์ก) ให้แก่รัฐบาลเดนมาร์ก โดยจัดแสดงที่สวนมาเซลิสปอ (Marselisborg Memorial Park) ในเมืองออฮุส สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงเป็นผู้เปิดผ้าคลุมรูปหล่อด้วยพระองค์เอง

ชาวจีนตั้งชื่อและฉายาให้แก่แบร์นฮาร์ดหลายชื่อ เช่น มร.ซิน (Mr. Xin) ซินโป (Xinbo) ชาวเดนมาร์กผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด (The Greatest Dane) และพุทธองค์ทรงโปรด (Shining Buddha) ขณะที่ชาวเดนมาร์กรู้จักแบร์นฮาร์ดในฐานะ 'ชินด์เลอร์ชาวเดนมาร์ก' ตามนักธุรกิจเยอรมัน ออสการ์ ชินด์เลอร์ ผู้ช่วยชีวิตชาวยิว 1,200 คน ให้รอดจากการสังหารหมู่โดยนาซี ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตรเรื่อง Schindler's List ในเวลาต่อมา.

อ้างอิง

https://prachatai.com/journal/2015/08/61115

https://www.bbc.com/news/world-europe-49524779

https://www.independent.co.uk/…/war-and-an-unlikely-hero-sc…

https://www.irishtimes.com/…/nazi-who-became-the-angel-of-n…

https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_4776

https://www.womenshistory.org/education-re…/…/minnie-vautrin

https://web.archive.org/…/ChineseScholarsDiscussSindbergAtN…