Animal and Monster World

กริฟฟิน : สัตว์ผู้พิทักษ์ในตำนาน

Quick Facts

  •  “กริฟฟิน” สัตว์วิเศษผู้พิทักษ์ขุมทองในดินแดนห่างไกล เป็นพาหนะของสุริยเทพอะพอลโล เป็นสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์ในเครื่องหมายของอัศวิน เชื่อกันว่ากริฟฟินมีพลานุภาพป้องกันภูติผี แม่มด ตลอดจนการใส่ร้ายป้ายสี และยังเกี่ยวเนื่องกับพญาครุฑในตำนานของโลกตะวันออกอีกด้วย
กริฟส์ (Gryps) กริฟฟิน (Griffin) หรือ กริฟฟอน (Griffon หรือ Gryphon) ไม่ว่าจะเขียนอย่างไรก็มีหมายถึงสิ่งเดียวกัน นั่นคือ สัตว์วิเศษที่มีศีรษะกับปีกแบบนกอินทรี และมีลำตัวเป็นสิงโต
 
พรมแขวนผนังสมัยศตวรรษที่ 15 แสดงรายละเอียดส่วนต่างๆ ของกริฟฟิน (ที่มาของภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/Griffin#/media/File:Minneteppich_KGM.jpg)

กริฟฟินปรากฏในงานศิลปะต่างๆ ทั้งในสมัยกรีกโบราณ เรื่อยมาจนถึงศิลปะสมัยกลางและตราประจำตัวของอัศวิน อีกทั้งปรากฏในวรรณกรรมร่วมสมัยอีกหลายเรื่อง อย่างในวรรณกรรม เรื่อง แฮร์รี พอตเตอร์ ของ เจ.เค. โรว์ลิง นามสกุลของ “กอดริก กริฟฟินดอร์” ก็มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า griffon d'or ที่หมายถึง กริฟฟินทองคำ

รูปร่างของกริฟฟิน
รูปร่างของกริฟฟินแต่ละยุคสมัยต่างกันไป ส่วนใหญ่ยังคงลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น คือ มีศีรษะกับปีกแบบนกอินทรี ขณะที่มีลำตัว หางและขาหลังแบบสิงโต ส่วนขาหน้าของกริฟฟิน มีทั้งที่เป็นอุ้งเท้าสิงโต และที่เป็นกรงเล็บนกอินทรี สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ กริฟฟิน แม้จะมีส่วนหัวเป็นนกอินทรี แต่ในอดีตกริฟฟินมี “หู” ที่เห็นได้ชัดเจน บางคนอธิบายว่าเป็นลักษณะของหูสิงโต แต่บ่อยครั้งที่นักวิชาการเห็นว่ามีรูปร่างแบบหูของม้ามากกว่า อย่างไรก็ตาม ในชั้นหลังๆ “หู” ของกริฟฟินหายไปกลายเป็นขนนกที่ปกคลุมอยู่มาแทน
 
นอกจากนี้ยังปรากฏรูปสัตว์ครึ่งสิงโตครึ่งนกอินทรี แต่ไม่มีปีกอยู่เหมือนกันซึ่งในสมัยโบราณก็จัดเป็นกริฟฟินด้วย แต่นับจากศตวรรษที่ 15 เป็นต้น สัตว์ดังกล่าวถูกเรียกว่า อะเลซ (alce) หรือคีย์ธอง (keythong) ที่บางครั้งส่วนที่ควรจะเป็นปีกบนลำตัวกลายเป็นขนแหลมๆ หรือหนามยาวๆ  แทน ลักษณะเช่นนี้พบได้บ่อยครั้งในรูปกริฟฟินในตราประจำตระกูลแบบอังกฤษที่มักแสดงรูปกริฟฟินหรือคีย์ธองตัวผู้ไม่มีปีก ส่วนที่มีปีกกลับเป็นกริฟฟินตัวเมีย
 
ลวดลายรูปกริฟฟินบนตราประจำตัวอัศวิน มีทั้งที่เป็นรูปสัตว์ครึ่งนกอินทรีครึ่งสิงโต กับอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า โอพินิคุส (Opinicus) ที่ทำเป็นรูปสัตว์ที่มีลำตัวเป็นสิงโต มี 2 เท้า หรือ 4 เท้า มีศีรษะเป็นนกอินทรีหรือมังกร มีปีกแบบนกอินทรีและมีหางแบบอูฐ
 
โอพินิคุส หรือ กริฟฟินที่มีศีรษะและปีกแบบมังกร (ที่มาของภาพ https://www.heraldik-wiki.de/images/thumb/Parker_James_Opinicus.png/300px-Parker_James_Opinicus.png)

ตำนานผู้พิทักษ์ขุมทอง
เชื่อกันว่าเฮซิออด (Hesiod) กวีชาวกรีกร่วมสมัายกับโฮเมอร์เป็นบุคคลแรกที่กล่าวถึงกริฟฟิน ขณะเดียวกันก็มีตำนานกล่าวถึงฝูงกริฟฟินที่ทำหน้าเฝ้าขุมทองขนาดใหญ่ในแถบเทือกเขาแถบซีเทีย (Scythia) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป และมีศัตรูคู่อาฆาตเป็นชนเผ่าตาเดียว หรือเผ่าอาริมาสเปียน (Arimaspians) ทำเฝ้าทำสงครามกับกริฟฟินเพื่อแย่งชิงเอาทองคำมาครอบครอง ดังที่ เฮโรโดตุส (Herodotus) นักประวัติศาสตร์คนสำคัญชาวกรีกกล่าวถึงกริฟฟินไว้ในผลงานเรื่อง “ประวัติศาสตร์” (The Histories, 3.116) ของเขาว่า
...ทางเหนือของยุโรปมีทองคำอยู่มากมาย ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าทองคำเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่มีเรื่องเล่าว่ามีชนเผ่ามนุษย์ตาเดียว ที่เรียกว่า เผ่าอาริมาสเปียน คอยหาโอกาสลักเอาทองคำที่กริฟฟินเฝ้าไว้อยู่เสมอๆ...
 
กริฟฟินสู้กับชนเผ่าอาริมาสเปียน จากภาชนะดินเผากรีกสมัยศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช (ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/00/Satyr_griffin_Arimaspus_Louvre_CA491.jpg/1280px-Satyr_griffin_Arimaspus_Louvre_CA491.jpg)

พลีนี ผู้อาวุโส (Pliny the Elder) นักเขียนคนสำคัญของโรมัน ก็กล่าวว่ากริฟฟินวางไข่ในรังบนพื้นดิน รังของมันทำด้วยก้อนทองคำ เช่นเดียวกับ ฟลาวิอุส ฟิโลสตราตุส (Flavius Philostratus) นักปราชญ์ชาวกรีกในจักรวรรดิโรมัน เขียนไว้ในผลงานเรื่อง ชีวประวัติของอะพอลโลนิอุสแห่งทิอาเนีย (The Life of Apollonius of Tyana) ว่า “...เมื่อกริฟฟินขุดหินขึ้นมา หินเหล่านั้นเป็นประกายเนื่องจากมีทองคำรวมอยู่ กริฟฟินสามารถแยกทองคำออกจากหินได้ด้วยจะงอยปากอันแข็งแรงมันมัน...” เขายังกล่าวว่ากริฟฟินเป็นสัตว์ที่มีหน้าที่เฝ้าทองคำในอินเดีย อีกด้วย

สัญลักษณ์ของราชาแห่งพื้นดินและท้องฟ้า
เทพปกรณัมกรีกโบราณกล่าวว่ากริฟฟินเป็นสัตว์พาหนะที่ใช้เทียมรถสุริยเทพอะพอลโลไปในท้องฟ้า แม้บางตำนานกล่าวว่ารถของสุริยเทพเป็นรถเทียมม้า แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่ากริฟฟินแข็งแรงกว่าวัวหรือม้า และยังมีปีกบินได้จึงเหมาะที่จะใช้เป็นสัตว์พาหนะของสุริยเทพ นอกจากนี้อะพอลโลยังเป็นเทพแห่งปัญญาความรู้ จึงทำให้กริฟฟินกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเฉลียวฉลาดในอีกทางหนึ่ง
 
นอกจากกริฟฟินที่ปรากฏในงานศิลปะและเทพปกรณัมกรีกโบราณแล้ว ยังพบว่าในศิลปะเปอร์เซียและศิลปะอียิปต์โบราณก็มีเรื่องราวของกริฟฟินที่ย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช ขณะที่อารยธรรมมิโนอัน (Minoan Civilization) บนเกาะครีต พบภาพวาดปูนเปียก (fresco) รูปกริฟฟินห้องบัลลังก์ของพระราชวังนอสซอส (Knossos) ที่กำหนดอายุย้อนกลับไปถึงสมัยสัมฤทธิ์ในศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสต์ศักราช อีกด้วย
 
กริฟฟินในอารยธรรมิโนอันบนเกาะครีต (ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/0a/Knossos_fresco_in_throne_palace.JPG)
การมีรูปลักษณ์ที่เกิดจากการรวมกันระหว่างสิงโต “ราชาพื้นดิน” กับนกอินทรี “ราชาแห่งท้องฟ้า” ทำให้ถือกันว่ากริฟฟินได้รับพลังมาจากสัตว์ทั้งสองอย่างเต็มที่ ยิ่งในสมัยกลางนั้นถือว่ากริฟฟินเป็นสัตว์ที่มีพลังวิเศษและเป็นสัตว์ชั้นสูง
 
จากลักษณะของสิงโตและนกอินทรีที่กล่าวไปข้างต้น เป็นที่มาของการตีความเรื่องการมีสภาวะเดียวกัน (Hypostasis) ในศาสนาคริสต์ ที่ทำให้กริฟฟินเป็นสัญลักษณ์ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งในแง่นี้ก็คือ การที่พระองค์ทรงเป็นทั้งมนุษย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (เทพ) ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น รูปกริฟฟินที่ปรากฏในสถาปัตยกรรมที่เนื่องด้วยศาสนาดังกล่าวจึงมีความหมายถึงพระเยซูคริสต์ และสภาวะที่ปรากฏเป็นหนึ่งเดียวดังกล่าวด้วย เช่นเดียวกับการใช้กริฟฟินเป็นสัญลักษณ์ของพลังศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาคริสต์ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้พิทักษ์พลังดังกล่าวไปพร้อมกัน นั่นเอง
 
ในตราประจำตัวอัศวินและตราประจำตระกูลของยุโรป กริฟฟินซึ่งรวมเอาลักษณะเด่นของนกอินทรีและสิงโตเข้าด้วยกันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความองอาจกล้าหาญ โดยเฉพาะกริฟฟินที่ทำท่าพร้อมรบ (rampant) ที่ยืนบนขาหลังทั้งคู่แล้วยกขาหน้า 2 ข้างในท่าพร้อมจะจัดการกับศัตรู ซึ่งปรากฏอยู่บนตราประจำตัวของอัศวิน รวมไปถึงเครื่องหมายอีกหลายชนิด และยังใช้เพื่อป้องกันการคุกคามของภูติผีปีศาจ แม่มดหมอผี มนต์ดำและการใส่ร้ายป้ายสีที่จะทำให้เกิดความมัวหมอง นอกจากนี้รูปกริฟฟินยังเป็นเครื่องหมายของความเป็นผู้นำและความเด็ดเดี่ยวในการต่อสู้ เช่นเดียวกับการเป็นสัตว์เฉลียวฉลาดและแข็งแกร่ง
กริฟฟินในตราประจำแคว้นพอมเมอเรเนียของปรัสเซีย เป็นรูปกริฟฟินทำท่าพร้อมรบ (rampant) (ที่มาของภาพ https://en.wikipedia.org/wiki/Pomerania#/media/File:Wappen_Pommern.svg)

สัตว์วิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับกริฟฟิน
ในตำนานต่างๆ บนโลกนี้ มีเรื่องราวและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกริฟฟินมากมาย รวมทั้งสัตว์วิเศษที่จัดได้ว่าเป็นการกลายจากรูปลักษณ์ของกริฟฟินไปอีกหลายแบบ เช่น Lamassu ซึ่งเป็นสัตว์วิเศษในตำนานของชาวอัสซีเรียนที่มีศีรษะเป็นคน ลำตัวเป็นสิงโตหรือวัว มีปีกแบบนกอินทรี
Lamassu สัตว์วิเศษในตำนานของชาวอัสซีเรียน (ที่มาของภาพ https://www.ancient-origins.net/sites/default/files/Lamassu.jpg)

ในแง่นี้ พญานก หรือ “ครุฑ” ที่มีรูปร่างเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งนก เป็นสัตว์พาหนะของพระวิษณุ เทพสำคัญพระองค์หนึ่งของศาสนาฮินดูในฐานะเทพผู้พิทักษ์รักษาหล่อเลี้ยงโลก ก็อาจเป็นการคลี่คลายรูปลักษณ์ของกริฟฟินอีกลักษณะหนึ่งก็เป็นได้ ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า สัตว์ลูกผสมในตำนานเหล่านี้เกิดขึ้นจากการรวมกันของลักษณะเด่นของสัตว์ 2 ชนิดขึ้นไปเพื่อสร้างเป็น “สัตว์วิเศษ” ที่เพื่อให้ความหมายของสัญลักษณ์ผนวกเข้าไว้กับสัตว์นั้นๆ ก็เป็นได้
พญาครุฑ เทพพาหนะของพระวิษณุ หนึ่งในสามเทพสำคัญของศาสนาฮินดู (ที่มาของภาพ https://www.ancient-origins.net/sites/default/files/Vishnu-with-the-Garuda.jpg)

แม้แต่ ฮิปโปกริฟ (hippogriff) ที่ปรากฏในวรรณกรรมหลายชิ้น ก็เป็นสัตว์วิเศษที่กล่าวว่าเป็นลูกผสมระหว่างกริฟฟินตัวผู้กับม้าตัวเมีย รูปร่างของฮิปโปกริฟมีลักษณะคล้ายกริฟฟินมาก แต่มีข้อสังเกตคือ ฮิปโปกริฟ มีศีรษะและปีกแบบนกอินทรี แต่มีลำตัวและขาทั้งสี่แบบม้า อย่าง “บัคบีค” (Buckbeak) ในเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์ กระนั้นมีบ่อยครั้งที่ปรากฏรูปฮิปโปกริฟมีขาหน้าสองข้าเป็นกรงเล็บแบบนก ในกรณีนี้ การแยกระหว่างกริฟฟินกับฮิปโปกริฟจึงพิจารณาที่ขาหลังเป็นสำคัญ คือ กริฟฟินมีขาหลังแบบสิงโต ส่วนฮิปโปกริฟมีขาหลังแบบม้า นั่นเอง
“บัคบีค” ฮิปโปกริฟจากวรรณกรรม เรื่อง แฮร์รี พอตเตอร์ (ที่มาของภาพ https://entertainmentblog.paytm.com/wp-content/uploads/2018/05/hippogriff.jpg)

ความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับกริฟฟิน
ในยุโรปสมัยกลาง เชื่อกันว่ากริฟฟินอยู่กันเป็นคู่ๆ หากฝ่ายหนึ่งตายไป ตัวที่เหลือจะอยู่ลำพัง ไม่ยอมมีคู่ใหม่อีกตลอดชีวิต ดังนั้น นอกจากกริฟฟินจะเป็นสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์ตามตำนานที่กล่าวแล้ว ในศาสนาคริสต์ยังนำกริฟฟินไปใช้ในความหมายของการปฏิเสธการแต่งงานใหม่ หรือการครองตัวเป็นโสดหลังจากคู่สมรสเสียชีวิตไป อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตนี้ไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่ามีมาตั้งแต่สมัยกลางหรือเป็นการตีความที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่กันแน่
 
นอกจากนี้ในสมัยกลางยังเชื่อว่าสิ่งของที่เกี่ยวเนื่องกับกริฟฟินมีพลังวิเศษ อย่างเล็บกริฟฟินที่เชื่อกันว่ามีอานุภาพรักษาอาการเจ็บป่วย ขณะที่ขนของมันช่วยให้คนตาบอดกลับมองเห็นได้อีกครั้ง
 
ความนิยมในของวิเศษที่มาจากสัตว์วิเศษอย่างเขายูนิคอร์นที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นฟันของวาฬนาวาล (narwhal) นั้น ยังพบได้ในกรณีของกริฟฟินด้วย กล่าวคือ ในราชสำนักหลายแห่งในยุโรปสมัยกลาง มักจะมีการนำสิ่งของที่ถือว่าเป็นของวิเศษหายากมา “หลอก” ขายอยู่เสมอๆ เช่น จอกที่ประดับด้วยกรงเล็บกริฟฟินซึ่งที่แท้จริงแล้วทำมาจากเขาของแอนติโลป (antelope) กับ ไข่กริฟฟินที่จริงๆ ก็คือไข่นกกระจอกเทศ เป็นต้น
 
ทุกวันนี้ กริฟฟินยังปรากฏในวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งในตราสัญลักษณ์ของโรงเรียน มหาวิทยาลัย ตราประจำตระกูล เครื่องหมายหน่วยงาน บริษัท องค์กร แม้แต่เป็นสัญลักษณ์นำโชคในโอกาสต่างๆ รวมถึงในวรรณกรรมแนวแฟนตาซีร่วมสมัยอีกไม่น้อย
 
รูปลักษณ์และบทบาทของกริฟฟินอาจเปลี่ยนไปตามเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากความเป็นกริฟฟินก็คือการเป็น “ผู้พิทักษ์” ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือขุมทรัพย์อันมีค่า การพิทักษ์พลังศักดิ์สิทธิ์ในศาสนา การป้องกันภยันตรายจากภูติผีและวิญญาณร้าย แม้แต่การปกป้องโลกของพระวิษณุผู้มีครุฑเป็นเทพพาหนะก็ยังเชื่อมโยงกับบทบาทการเป็นผู้พิทักษ์ของกริฟฟินได้ด้วย  จึงกล่าวได้ว่าแม้เวลาผ่านไป กริฟฟินยังคงเป็นผู้พิทักษ์ในจินตนาการของมนุษย์ที่สืบทอดกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน
 
ตราประทับของมหาวิทยาลัยเพอร์ดู รัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา มีรูปกริฟฟินถือตะเกียง (ซึ่งหมายถึงผู้พิทักษ์รักษาความรู้และปัญญา) กับโล่ที่มีรูปอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เฟืองและมัดฟ่อนข้าวที่สอดคล้องกับข้อความในแถบภาพว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและเกษตรกรรม อันเป็นคำขวัญแสดงจุดยืนของมหาวิทยลัย (ที่มาของภาพ https://news.uns.purdue.edu/images/2016/pt-purdue-seal5.jpg)

เรื่อง : ชัยจักร ทวยุทธานนท์
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข


อ้างอิง
https://www.theoi.com/Thaumasios/Grypes.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Arimaspi
https://en.wikipedia.org/wiki/Griffin#cite_ref-26
https://en.wikipedia.org/wiki/Hybrid_beasts_in_folklore