Oriental World

‘กากี่นั้ง’ คนบ้านเดียวกัน และการเดินทางของชาวจีนโพ้นทะเล 

In Focus

“กากี่นั้งนะ กากากี่นั้งนะ พวกนะเรากากี่นั้งนะ
กากากี่นั้ง กากี่นั้งนะ กากากี่นั้ง นะพวกนะเรา
กากี่นั้งนะ กากากี่นั้ง”
 
หลายคนอาจจะยังจำเนื้อท่อนนี้จากเพลง ‘สมาคมตาชั้นเดียว’ ของโจอี้ บอยได้

คำว่า ‘กากี่นั้ง’ ดูจะเป็นคำจีนที่คนไทยเชื้อสายจีนคุ้นเคยมากที่สุดอีกคำหนึ่ง อย่างที่รู้ๆ กันว่า คนเชื้อสายจีนในไทยส่วนใหญ่จะเป็นจีนแต้จิ๋ว จึงได้ยินคำนี้กันมาแต่อ้อนแต่ออก แต่จะว่าไปคำนี้มีที่มาและความหมายอันลึกซึ้งและผูกพันกับความเป็นชาวจีนโพ้นทะเลมาอย่างนมนาน เพราะไม่เพียงหมายถึงความผูกพันของเครือญาติ แต่ยังหมายถึงคุณธรรมน้ำมิตรของเพื่อนร่วมชีวิตที่มาจากภูมิลำเนาเดียวกัน
 
กากี่นั้ง (家己人)เป็นคำแต้จิ๋ว กา ( ) คือ บ้านหรือครอบครัว กี่ ()​ คือ ตัวเอง นั้ง  ()  คือ คน

กากี่นั้ง แปลรวมๆ กันก็หมายถึง ‘คนบ้านเดียวกัน หรือ ‘พวกเดียวกัน’ นั่นเอง คำว่า กากี่นั้ง ไม่ได้ใช้กันเฉพาะในหมู่คนจีนแต้จิ๋วในไทย เพราะไม่ว่าจะมีคนจีนแต้จิ๋วอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ จะที่ไทย ในสิงคโปร์ เวียดนาม ฮ่องกง หรือสหรัฐอเมริกา ก็มีคำว่า ‘กากี่นั้ง’ ใช้

กากี่นั้ง ในชั้นแรกเริ่มนับมาจาก 1. คนในครอบครัวเดียวกันเรียกได้ว่าเป็นกากี่นั้งที่ผูกพันกันมากที่สุด  2. แซ่เดียวกัน คนละสายแต่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน สุดท้ายจนเมื่อคนจีนแต้จิ๋วออกมาแสวงโชคเป็นชาวจีนโพ้นทะเลแล้ว ขอแค่เป็นชาวจีนแต้จิ๋วเหมือนกัน จะแซ่อะไร จะมาจากหมู่บ้านไหน เมืองอะไร จะแต้จิ๋ว ซัวเถา กิ๊กเอี๊ย โผวเล้ง เตี่ยเอี๊ย เตี่ยอัน หรือเมืองไหนก็ตาม เมื่อมาพบปะเจอะเจอ ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในแผ่นดินอื่น ต่างก็นับเป็น “กากี่นั้ง” ด้วยกันทั้งสิ้น

แต้จิ๋ว ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง ภูมิประเทศของแต้จิ๋วนั้นไม่ได้อุดมสมบูรณ์มากนัก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ที่ราบที่พอจะทำการเพาะปลูกได้มีแค่ 1 ใน 3 ของเนื้อที่ทั้งหมด หนำซ้ำยังมีภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อที่ดินเพาะปลูกมีน้อย ผู้คนมีมาก จึงต้องปากกัดตีนถีบ ช่วยเหลือตัวเองกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดการแบ่งพวกแบ่งเหล่าในหมู่คนแต้จิ๋วกันเอง คนแต่ละครอบครัว แต่ละแซ่ แต่ละหมู่บ้าน ก็มีการจัดลำดับชั้น แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน  คนแต้จิ๋วจึงมีลักษณะนิสัยเอาพวกพ้องเป็นใหญ่ จากหนังสือ Twelve Years in China ของ John Scarth พ่อค้าชาวอังกฤษที่เดินทางเข้าไปในเมืองซัวเถาและแต้จิ๋ว เมื่อ ค.ศ. 1856 เขาบรรยายถึงสภาพหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน มีการสร้างกำแพงสูงราว 16 – 20 ฟุตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และป้องกันโจรผู้ร้ายจากหมู่บ้านข้างเคียง จากคำบอกเล่าของ  John Scarth ทำให้เราพอจะจินตนาการออกว่าคนแต้จิ๋วนั้นถ้าไม่มีกากี่นั้ง หรือไม่เกาะกลุ่มกันไว้ ชีวิตความเป็นอยู่ก็คงไม่น่าอภิรมย์นัก

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แต้จิ๋วพื้นที่ส่วนใหญ่มีภูเขากางกั้น แต่โชคดีอย่างหนึ่ง แม้จะถูกปิดกั้นทางบก แต่แต้จิ๋วก็มีทางเปิดออกสู่ทะเลกว้าง ทำให้คนแต้จิ๋วมีช่องทางออกไปเผชิญโชคยังต่างแดน จนมีคำกล่าวว่า

有潮水的地方,就有潮人
ที่ใดมีกระแสน้ำ ที่นั่นมีคนแต้จิ๋ว

หมายถึงขอแค่มีทางไป ก็จะดั้นด้นไปหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า แล้วจึงค่อยส่งเงินทองกลับมาให้คนอยู่หลังได้กินได้ใช้ พวกเขายอมทิ้งแผ่นดินเกิด จากพ่อแม่ ลูกเมีย ญาติมิตร นั่งเรืออั่งเถ่าจุ๊งหรือเรือหัวแดง ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเสาะแสวงโชคต่างแดน บ้างไปไกลถึงยุโรป อเมริกา บ้างก็มาทางอุษาคเนย์ รวมถึงแผ่นดินสยามแห่งนี้

เมื่อคนแต้จิ๋วข้ามน้ำข้ามทะเลออกไปเผชิญโชคต่างแดน พอถึงแล้วจะไปเป็นกุลีหรือพ่อค้า เมื่อเริ่มตั้งตัวกันได้ ก็จะมีการรวมกลุ่มก่อตั้งเป็นสมาคมตระกูลแซ่ต่างๆ คอยช่วยเหลือเจือจานในหมู่ “กากี่นั้ง” ด้วยกัน และก็คำว่า “กากี่นั้ง” นี่เองที่ช่วยหลอมละลายความบาดหมางห่างเหินของคนบ้านเดียวกันได้เสมอๆ  แค่ได้ยินคำว่า “หยวนหน่า...เรากากี่นั้ง” เรามันคนบ้านเดียวกัน ปัญหาต่างๆ ก็ดูจะคลี่คลายไปได้มาก คำว่า กากี่นั้ง ยังเคยเป็นเหมือน “รหัส” หรือ “ตัวช่วย” ที่ใช้กันในฮ่องกงเวลาไปสะดุดเท้าคนในแก๊งนักเลงแต้จิ๋วเข้า

เคยมีคำกล่าวที่ว่า
 
家己人,拍死无相干!
กากี่นั้ง, พะซี่บ่อเซียงกัง!

แปลตรงตัวหมายถึง “คนบ้านเดียวกัน,ตีให้ตายก็ไม่เป็นไร” แต่จริงๆ แล้วหมายความว่า “เพื่อคนบ้านเดียวกันแล้ว ถึงตายก็ไม่เสียดาย ” พูดง่ายๆ ยอมตายได้เพื่อคนแต้จิ๋วบ้านเดียวกันนั่นเอง สะท้อนให้เห็นว่าคนแต้จิ๋วให้คุณค่ากับคำว่า
“กากี่นั้ง” เป็นอย่างมาก

ที่นี้ก็มาถึงอีกคำหนึ่ง ซึ่งอาจจะคุ้นหูน้อยกว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ถ้าเป็นคนรุ่นอากงอาม่าของเรา มักจะได้ยินท่านพูดอย่างภูมิอกภูมิใจเสมอว่า   “อั๊วเป็นตึ่งนั้ง” หรือในเพลง ดอกฟ้าเมืองไทย ของครูสุรพล สมบัติเจริญ ที่ร้องจีบสาวหมวยว่า

“เธอคนเดียวเท่านั้นที่หัวใจฉัน นั้นยังรักเธอไม่คลาย
ถึงแม้เธอเป็นตึ่งหนั่งเกี้ย
เธอก็เหงียเงี้ยเหมือนคนไทย
รู้ตัวหรือไม่ว่าเธอน่ารัก”

ตึ่งหนั่งเกี้ย (唐人仔) ในที่นี้หมายถึงลูกจีน โดยเฉพาะลูกจีนที่เกิดในไทย ซึ่งมักจะเรียกกันติดปากว่าเป็นพวกตึ่งหนั่งเกี้ย  ความน่าสนใจอยู่ที่คำว่า ตึ่งนั้ง  (唐人) ซึ่งถ้าแปลตรงตัวหมายถึงคนราชวงศ์ถัง แต่ราชวงศ์ถังมาเกี่ยวข้องกับคนแต้จิ๋วได้อย่างไรกัน

ตึ่งนั้งเป็นสำเนียงแต้จิ๋ว คนทางแถบมณฑลกวางตุ้ง ฮกเกี้ยน มักจะใช้คำว่า (唐人) เรียกแทนตัวเองว่าคนจีน แต่จีนในแถบอื่นมักจะเรียกตัวเองเป็นชาวฮั่น (汉人) ซึ่งทั้ง ฮั่น และ ถัง เป็นชื่อของราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ถัง  ชาวจีนถือกันว่าทั้งสองราชวงศ์เป็นยุครุ่งโรจน์ในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะราชวงศ์ถังที่นับเป็นยุคทองของจีน การเรียกตัวเองเป็น ตึ่งนั้ง จึงมีนัยยะสื่อถึงความภูมิใจที่เป็นลูกหลานสืบทอดมาจากยุคสมัยอันรุ่งเรืองนั่นเอง

เมื่อเรียกตัวเองเป็น “ตึ่งนั้ง” ภาษาที่พูดจึงถูกเรียกว่า ตึ่งหนั่งอ่วย (唐人話) ตัวอักษรที่เขียนก็เรียกเป็น ตึ่งหนั่งหยี่ (唐人字)แม้แต่ย่านไชน่าทาวน์ในต่างประเทศ ก็เรียกเป็นภาษาจีนว่า ตึ่งหนั่งโกย (唐人街)อย่างเยาวราชบ้านเรา ก็รู้จักกันในหมู่ชาวจีนว่า หมั่งก๊กตึ่งหนั่งโกย (曼谷唐人街)  ถนนคนจีนแห่งบางกอก

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกากี่นั้ง  หรือเป็นตึ่งนั้งมาจากไหนก็ตามที ขอให้เป็น
“หอนั้ง “ (好人)  หรือคนดีด้วย เท่านั้นก็เป็นพอ

เรื่อง:สมชาย แซ่จิว
ภาพประกอบ:เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข