Ancient Civilizations

เมื่อทหารหายตัวไปพร้อมกัน 5 หมื่นนาย ไขปริศนากองทัพที่สาบสูญของ'พระเจ้าแคมไบซิส'

In Focus

  • ราว 525 ปีก่อนคริสตกาล เกิดความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรเปอร์เซียกับอาณาจักรอียิปต์ พระเจ้าแคมไบซิสที่ 2 แห่งเปอร์เซียจึงส่งกองทัพใหญ่เข้ารุกรานอียิปต์และปกครองดินแดนแห่งพีระมิดไว้ได้ แต่วิหารเทพพยากรณ์ในโอเอซิสแห่งหนึ่งกลับไม่ยอมแต่งตั้งให้แคมไบซิสเป็นฟาโรห์แทน พระเจ้าแคมไบซิสจึงส่งทหาร 5 หมื่นนายข้ามทะเลทรายอันเวิ้งว้าง เพื่อสั่งสอนวิหารจอมกระด้างกระเดื่อง
 
  • แต่แล้วกองทหารเปอร์เซียกลับอันตรธานหายไปในทะเลทราย ไม่มีใครได้พบเห็นอีก มีเรื่องเล่าว่าพวกเขาถูกพายุทรายพัดถล่มจนหายสาบสูญไปในผืนทราย แต่ปริศนานี้ยังคาใจนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์มากว่า 2500 ปี
 
  • นักโบราณคดีบางส่วนอ้างว่าพวกเขาพบร่องรอยกองทัพที่สาบสูญของเปอร์เซียในทะเลทราย แต่มีผู้โต้แย้งมากมาย ส่วนนักประวัติศาสตร์อีกคนวิเคราะห์ว่าทหารเปอร์เซียอาจไม่ได้ ‘สาบสูญ’ แต่ถูกซุ่มโจมตีโดยกองทัพในโอเอซิสของอียิปต์ และเรื่องพายุทรายอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าเพื่อ ‘รักษาเกียรติภูมิ’ ของเปอร์เซียเท่านั้น
เชื่อหรือไม่ว่า ในหน้าประวัติศาสตร์โลกเบี้ยวๆของเราใบนี้เคยเกิดกรณี 'คนหาย' ถึงห้าหมื่นคนมาแล้ว !!
 
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในช่วงประมาณ 525 ปีก่อนคริสตกาลในช่วงที่อาณาจักรเปอร์เซีย (Persia) เริ่มเรืองอำนาจ 'พระเจ้าแคมไบซิสที่ 2’ (Cambyses II) ได้ขยายอาณาเขตลงมาจนสามารถเข้าปกครองอาณาจักรอียิปต์ซึ่งในขณะนั้นปกครองโดย ‘ฟาโรห์พซัมเทคที่ 3’ (Psamtek III) เอาไว้ได้ ประวัติศาสตร์หลังจากนี้ต้องอ้างอิงจากบันทึกบรรพที่ 3 (Book 3) ของเฮโรโดตัส (Herodotus) ซึ่งกล่าวถึงการบุกเข้ามายังอียิปต์ของพระเจ้าแคมไบซิสที่ 2 ก่อนที่จะพบว่านักบวชชาวอียิปต์ที่วิหารแห่งเทพเจ้าอมุนที่ ‘โอเอซิสซิวา’ (Siwa Oasis) ไม่ยอมแต่งตั้งให้แคมไบซิสที่ 2 ขึ้นเป็นฟาโรห์อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเลยทำให้พระเจ้าแคมไบซิสเดือดดาล ส่งทหาร 50,000 นายบุกไปยังโอเอซิสซิวาเพื่อหวังจะทำลายวิหารเทพพยากรณ์ (Oracle) แห่งอมุนที่ซิวาให้สิ้นซาก และทหาร 50,000 นายนี้เองที่ได้ “หายไป” อย่างไร้ร่องรอยมาจนถึงทุกวันนี้
ภาพแสดงฉากที่พระเจ้าแคมไบซิสสามารถเอาชนะฟาโรห์พซัมเทคที่ 3 ได้ 
Credit: https://www.ancient.eu/image/2135/cambyses-ii-of-persia


กลับมาที่เรื่องเล่าของเฮโรโดตัสกันต่อ ข้อความที่กล่าวถึงการ “หายไป” ของกองทหารนี้ ถ้าอ้างตามบรรพที่ 3 บทที่ 26 จากบันทึกของเฮโรโดตัสแล้ว เขากล่าวเอาไว้ว่า “นี่คือสิ่งที่ชาวอัมมอนเนียนส์ (Ammonians) กล่าวเอาไว้ ในขณะที่พวกเปอร์เซียกำลังข้ามทะเลทรายมาจากโอเอซิสเพื่อเข้าโจมตี ตรงนั้นเป็นตำแหน่งที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างโอเอซิสและดินแดนของพวกเขา ก็ได้มีลมพายุรุนแรงจากทางใต้พัดโหมกระหน่ำเข้ามา แล้วพวกเปอร์เซียก็อันตรธานไปสิ้น...”
 
นอกจากนั้นแล้วเฮโรโดตัสยังได้บันทึกเอาไว้อีกด้วยว่า กองทหารของแคมไบซิสที่ 2 นั้นเพิ่งเดินทางออกมาจากนครธีบส์ (Thebes) หรือลักซอร์ (Luxor) ได้เพียงแค่ 7 วันเท่านั้น ซึ่งจุดเกิดเหตุก็คือโอเอซิสที่ไม่ได้บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นโอเอซิสแห่งใด แต่เมื่อนักอียิปต์วิทยาลองวิเคราะห์เส้นทางจากนครธีบส์ มุ่งไปยังตะวันตกเพื่อเข้าสู่โอเอซิสซิวาที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศแล้วนั้น ก็ได้เสนอว่าโอเอซิสที่เฮโรโดตัสกล่าวเอาไว้นั้นน่าจะเป็นโอเอซิสคาร์กา (Kharga Oasis) ซึ่งอยู่ห่างออกมาทางตะวันตกจากหุบเขาไนล์เพียงแค่ราว 200 กิโลเมตรเท่านั้นเอง
 
วิหารแห่งเทพเจ้าอมุนในโอเอซิสซิวา
Credit: https://www.megalithic.co.uk/article.php?sid=13976

สิ่งที่น่าสนใจก็คือหลักฐานที่พูดถึงการหายไปของกองทหารห้าหมื่นนายของแคมไบซิสที่ 2 มีเพียงบันทึกของเฮโรโดตัสเท่านั้น คำถามก็คือแล้วบันทึกนี้เป็น ‘เรื่องจริง’ หรือไม่ นักอียิปต์วิทยาพยายามเฝ้าตามหากองทหารที่สาบสูญเหล่านี้มานานหลายต่อหลายปี แล้วสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลวกลับไปแทบจะทุกครั้ง ทำให้มีการคิดกันว่า บางทีเฮโรโดตัสอาจจะเติมเสริมแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาเองก็เป็นได้ เพราะจากการขุดค้นตามเส้นทางทะเลทรายตะวันตกและโอเอซิสต่างๆ รวมทั้งโอเอซิสคาร์กาก็ไม่พบหลักฐานของกองทหารอาวุธครบมือห้าหมื่นนายที่ว่านี้เลย ซึ่งก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ จึงเป็นไปได้ยากที่จะหายไปโดยไม่หลงเหลือหลักฐาน ดังนั้นความเป็นไปได้มากที่สุดก็อาจจะต้องสรุปว่าบางทีเฮโรโดตัสอาจจะปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาก็เป็นได้
 
ภาพวาดจำลองฉากที่กองทหารของพระเจ้าแคมไบซิสกำลังหนีจากพายุทรายที่กำลังโหมกระหน่ำ
Credit: https://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-1226500/Is-lost-Persian-army-Compelling-remains-uncovered-Sahara-Desert.html

แต่ก่อนที่เราจะตัดสินเฮโรโดตัสผิดไปมากกว่านี้ การที่เรายังไม่ค้นพบหลักฐานก็สามารถตีความได้สองความหมาย ความหมายแรกก็คือไม่เคยมีกองทหารใดหายไปตั้งแต่แรกและเฮโรโดตัสแต่งเรื่องขึ้นมาเอง ส่วนอีกความหมายหนึ่งก็คือมันคือเรื่องจริงเพียงแค่เรายัง “หาไม่เจอ” เท่านั้นเอง และดูเหมือนว่าความหมายที่สองอาจจะถูกต้องมากกว่า ด้วยว่าช่วงปี ค.ศ. 2009 ที่ผ่านมาได้มีการค้นพบอาวุธที่ทำจากสำริด กำไลข้อมือทำจากโลหะเงินและโครงกระดูกมนุษย์นับร้อยร่างในทะเลทรายซาฮาร่าอันเวิ้งว้างห่างไกลใกล้กับโอเอซิสซิวา ซึ่งนักโบราณคดีชาวอิตาเลียนที่ขุดค้นเจอเชื่อว่า นี่แหละคือกองทหารที่สาบสูญของพระเจ้าแคมไบซิส!!
 
นักโบราณคดีที่ค้นพบหลักฐานอันน่าทึ่งนี้คือสองพี่น้องฝาแฝดแองเจโลและอัลเฟรโด คาสติกลิโอนี (Angelo & Alfredo Castiglione) ซึ่งได้นำเสนอผลการค้นพบในครั้งนี้ผ่านงานเทศกาลสารคดีทางโบราณคดีให้เห็นถึงผลการขุดค้นอันยาวนาน 13 ปีจนได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง
 
การขุดค้นในบริเวณนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ซึ่งก็ได้ขุดเจอเครื่องปั้นดินเผาและชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์มากมาย และที่โดดเด่นมากไปกว่านั้นก็คือพวกเขาค้นพบ ’หลุมหลบภัย’ (Shelter) ขนาดใหญ่ตรงนี้ด้วย หลุมที่ว่านี้เป็นโครงสร้างหินจากธรรมชาติที่มีความยาว 35 เมตรและลึกลงไป 3 เมตร ซึ่งถือได้ว่ามีขนาดที่ใหญ่มากทีเดียว
 
สองพี่น้องคาสติกลิโอนีเสนอทันทีว่า นี่แหละคือสถานที่หลบภัยของกองทหารพระเจ้าแคมไบซิส เนื่องด้วยมีการค้นพบกริชสำริดและหัวธนูอีกจำนวนมากที่เมื่อวิเคราะห์ความเก่าแก่ตามหลักการทางโบราณคดีแล้วปรากฏว่ามีอายุอยู่ในช่วงประมาณราชวงศ์อาเคเมนิด (Achaemenid) ของเปอร์เซียพอดิบพอดี
 
นอกจากนั้นสองพี่น้องนักโบราณคดียังได้เสนอเพิ่มเติมด้วยว่า จากการศึกษาแผนที่โบราณแล้วพบว่ามีความเป็นไปได้ที่พระเจ้าแคมไบซิสจะไม่ได้ใช้เส้นทางทะเลทรายตะวันตกไปยังโอเอซิสคาร์กาและโอเอซิสฟาราฟรา (Farafra Oasis) อย่างที่นักโบราณคดีในยุคแรกเข้าใจกันแต่ น่าจะใช้เส้นทางหลีกเลี่ยงบรรดาโอเอซิสตะวันตก ที่อาจจะมีกองทหารของอียิปต์ซุ่มโจมตีอยู่ รวมทั้งอาจจะมีข้อจำกัดด้านเสบียงกรังและน้ำดื่มด้วย จนในที่สุดก็สามารถขึ้นเหนือมาจนถึงจุดนี้และเผชิญเข้ากับพายุทรายครั้งใหญ่ ทหารบางนายโชคดีได้เจอเข้ากับหลุมหลบภัยหิน แต่บ้างก็กระจัดกระจายกันออกไปคนละทิศละทาง ทหารส่วนใหญ่ต้องจบชีวิตลงแต่ก็มีบ้างที่ยังเดินทางต่อไปจนถึงทะเลสาบซิทรา (Sitra) และสุดท้ายก็รอดชีวิต และบางทีใต้ผืนทรายในบริเวณนี้อาจจะมีหลักฐานของกองทหารที่สาบสูญซุกซ่อนอยู่ก็เป็นได้
 
ซากกระดูกที่สองพี่น้องนักโบราณคดีชาวอิตาเลียนค้นพบและอ้างว่าเป็นของกองทหารที่สาบสูญของพระเจ้าแคมไบซิส
Credit: https://www.ancient-origins.net/sites/default/files/the-remains-of-Cambyses-legendary-army.jpg

ถึงแม้ว่าการค้นพบของสองนักโบราณคดีชาวอิตาเลียนดูน่าสนใจก็จริง แต่ก็มีประเด็นให้โต้แย้งได้อีกมากมาย สิ่งแรกที่นักโบราณคดีจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสงสัยกันก็คือเหตุใดทั้งคู่จึงเลือกที่จะนำเสนอผลงานการขุดค้นของพวกเขาผ่าน ’สารคดี’ แทนที่จะเป็นเอกสารวิชาการ (Scientific Journal) ให้เป็นเรื่องเป็นราวไป ดังนั้นถ้าว่ากันตามวงการโบราณคดีอียิปต์แล้ว ความน่าเชื่อถือของการขุดค้นที่ได้เล่าไปด้านบนทั้งหมดนั้นถือว่า “ต่ำมาก”
 
นั่นจึงทำให้ในช่วงกลางปี ค.ศ. 2014 มีการออกมาเสนอแนวคิดใหม่ในการออกตามล่าหากองทหารที่สาบสูญกันอีกครั้ง เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่โครงกระดูกที่ค้นพบในทะเลทรายอันห่างไกลใกล้กับโอเอซิสซิวานั้นอาจจะไม่ใช่กองทหารของแคมไบซิสเสียแล้วน่ะสิ!!
 
คราวนี้ผู้ที่ออกโรงเองคือนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยไลเดน (Leiden University) จากเนเธอร์แลนด์นามว่าศาสตราจารย์โอลาฟ คาเปอร์ (Prof. Olaf Kaper) คาเปอร์ตั้งข้อสังเกตว่าเขาพอจะทราบว่าแท้ที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับกองทหารของแคมไบซิสกันแน่ คาเปอร์เชื่อว่าเฮโรโดตัสไม่ได้ปั้นแต่งตำนานเรื่องนี้ขึ้นมาเอง และในขณะเดียวกันกองทหารก็ไม่ได้สาบสูญเพราะเจอพายุทรายอย่างที่เฮโรโดตัสกล่าวไว้เช่นกัน แต่ที่กองทหารเหล่านั้นหายไปเป็นเพราะ “โดนซุ่มโจมตี” จนปราชัยให้กับกองทหารของอียิปต์ที่ตั้งป้อมอยู่ที่โอเอซิสดาคลา (Dakhla Oasis) ต่างหากเล่า!!
 
คาเปอร์เสนอว่านักโบราณคดีในอดีตลืมที่จะพิจารณาถึงบุคคลปริศนาที่ชื่อว่า “เพทูบาสติสที่ 3” (Petubastis III) ซึ่งเคยขึ้นครองราชย์โดยประกอบพิธีราชาภิเษกเป็นฟาโรห์ที่นครเมมฟิส (Menphis) พระองค์ปกครองอยู่เพียง 2 ปีในช่วง 522 ถึง 520 ปีก่อนคริสตกาล คั่นกลางระหว่างการปกครองของพระเจ้าแคมไบซิสกับดาริอุสที่ 1 และศาสตราจารย์คาเปอร์ก็ได้ค้นพบแผ่นหินจากวิหารโบราณในโอเอซิสดาคลาที่บอกเป็นนัยว่าพื้นที่ตรงนี้น่าจะเคยทำหน้าที่เป็นป้อมปราการโบราณในสมัยของเพทูบาสติสที่ 3 มาก่อน และเมื่อกองทหารห้าหมื่นนายของแคมไบซิสเดินทัพเข้ามาก็ติดกับของกองทหารอียิปต์เข้าเต็มเปาจนปราชัยและไปไม่ถึงโอเอซิสซิวาตามที่ตั้งใจไว้
 
แล้ว “พายุทรายอยู่ไหนล่ะ?” คาเปอร์เสนอว่าพายุทรายนั้น “ไม่เคยมีมาตั้งแต่แรกแล้ว” เพราะมีความเป็นไปได้ว่าหลังจากที่กองทหารอันเกรียงไกรของแคมไบซิส พ่ายแพ้ยับเยินให้กับชาวอียิปต์จนเพทูบาสติสที่ 3 ได้ขึ้นครองราชย์ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นก่อนที่พระเจ้าดาริอุสที่ 1 จะเข้ามาปราบปรามจนสำเร็จ พระองค์ล่วงรู้ว่ากองทหารของบรรพบุรุษพ่ายแพ้แก่กองทัพอียิปต์ แต่ไม่ต้องการให้อาณาจักรเปอร์เซียต้องเสียหน้าจึงได้โยนความผิดพลาดนี้ให้เป็นผลงานของ ‘ธรรมชาติ’ ไปเสียเลย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เฮโรโดตัสซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นราว 75 ปีทำการบันทึกถึงความสูญเสียของกองทหารห้าหมื่นนายโดยยกให้เป็นผลงานของพายุทรายและไม่ได้กล่าวถึงเพทูบาสติสที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของการสาบสูญเลยแม้แต่น้อย
 พระนามในคาร์ทูชของกษัตริย์ปริศนานามว่าเพทูบาสติสที่ 3 ที่อาจจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการหายไปของกองทหารแห่งพระเจ้าแคมไบซิส
Credit: http://isaw.nyu.edu/news/amheida-excavations-find-new-evidence-on-cambyses-army

กระนั้นก็ต้องบอกว่าแนวคิดของศาสตราจารย์คาเปอร์ ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมีสมมติฐานเจือปนอยู่อีกไม่น้อยเลยทีเดียว นั่นหมายความว่าถึงแม้แนวคิดเรื่องการซุ่มโจมตีของเพทูบาสติสที่ 3 จะเป็นแนวคิดที่น่าเชื่อถือที่สุดในปัจจุบัน แต่มันก็ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของกองทหารที่สาบสูญอยู่ดี และบางทีกองทหารเหล่านั้นอาจจะยังคงนอนหลับใหลอยู่ใต้ผืนทรายที่ใดที่หนึ่งของประเทศอียิปต์รอวันขุดค้นพบโดยนักอียิปต์วิทยาในอนาคตอยู่ก็เป็นได้
 
 
เรื่อง: ณัฐพล เดชขจร
ภาพประกอบ: เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
 

 
อ้างอิง

http://www.ancient-origins.net/news-history-archaeology/has-mystery-lost-persian-army-finally-been-solved-001778
 
http://news.discovery.com/history/archaeology/cambyses-army-remains-sahara.htm
 
http://www.news.leiden.edu/news-2014/leiden-egyptologist-unravels-ancient-mystery.html