Oriental World

เมื่อ 'โอปป้า' ไม่น่ารัก เรื่องร้ายๆ ของผู้ชายแดนโสม

In Focus

+ ข่าวการตายของนักร้องเกาหลีสองคนอย่าง ‘คู ฮารา’ และ ‘ซอลลี’ ภายในระยะเวลาเพียงสองเดือน สร้างความโศกเศร้าให้แก่แฟนๆ และผู้คนรอบข้าง แม้สาเหตุอาจดูคล้ายการกลั่นแกล้งทั่วไป หากเมื่อมองลึกลงไป การกลั่นแกล้งนั้นกลับมีที่มาจากแนวคิดชายเป็นใหญ่ในสังคมเกาหลีที่ฝังรากมายาวนานนับพันปี

+ แม้เกาหลีใต้จะเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกมามาก แต่แนวคิดขงจื๊อที่กำหนดบทบาทของแต่ละบุคคลในสังคมยังฝังลึกในแดนโสม ผู้หญิงมีหน้าที่เป็นภรรยาหรือแม่ที่ดี อ่อนน้อม เชื่อฟังสามี ยึดถือศีลธรรมอย่างเคร่งครัด เมื่อใดที่ผู้หญิงไม่อยู่ในกรอบเหล่านี้ก็จะถูกประณามโดยสังคม แม้ว่าพวกเธอจะเป็นฝ่ายถูกกระทำก็ตาม

+ ผู้หญิงเกาหลีจำนวนมากได้เล่าถึงประสบการณ์ความอยุติธรรมที่ต้องพบเจอในสังคม เช่น ถูกบังคับให้สวมชุดยูนิฟอร์มในขณะที่ผู้ชายตำแหน่งเดียวกันไม่ต้องสวม ถูกเปลี่ยนสัญญาจ้างขณะลาไปเลี้ยงดูบุตร ต้องกลับบ้านก่อนเวลาที่ฝ่ายชายกำหนด พร้อมตอบสนองความต้องการทางเพศของผู้ชายตลอดเวลา ผลสำรวจยังพบว่าผู้หญิงชาวโซลราว 9 ใน 10 ถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจจากคู่รักของตน
'โอปป้า' (Oppa) ภาษาเกาหลีแปลว่าพี่ชาย ใช้ผู้หญิงนิยมใช้เรียกผู้ชายที่เป็นพี่ชาย ผู้ชายที่แก่กว่า ด้วยความที่ผู้หญิงเกาหลีส่วนใหญ่จะมีแฟนอายุมากกว่าตน คำว่าโอปป้าจึงมักสื่อถึงการเรียกชายผู้เป็นคนรัก

ภาพจำในหนังเกาหลีหลายต่อหลายเรื่องมักฉายภาพหนุ่มเกาหลีในลุคสุภาพบุรุษ อบอุ่น พูดจานุ่มนวล ให้เกียรติและพร้อมจะปกป้องผู้หญิง จนกลายเป็นกระแสคลั่งไคล้โอปป้ากันทั่วทั้งเมือง

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว โอปป้าของสาวๆ อาจไม่น่ารักเหมือนในภาพยนตร์ ...

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นักร้องสาว ‘คู ฮารา’ (Koo Hara) อดีตสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี ‘KARA’ ถูกพบว่าเสียชีวิตในบ้านพักของตัวเอง ผลการสืบสวนพบจดหมายลาตายที่กล่าวถึงความอัดอั้นตันใจและตัดพ้อชีวิต รวมถึงมรสุมปัญหาที่ถาโถมเข้ามา ก่อนหน้านี้เธอเคยมีเรื่องราวกับแฟนเก่าที่ขู่จะนำคลิปตอนทั้งคู่มีเซ็กซ์กันมาแบล็กเมล์จนเกิดอาการซึมเศร้าและพยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จ คู ฮารายังฟ้องร้องอดีตแฟนในข้อหาทำร้ายร่างกายและคุกคามทางเพศด้วย

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม ‘ซอลลี’ (Sulli) อดีตสมาชิกวง f(x) และเป็นเพื่อนสนิทของคู ฮาราถูกพบเป็นศพในบ้านตนเองเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ซอลลีโดนแฟนคลับโจมตีและกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต หรือ Cyberbully อย่างรุนแรง หลังเธอพยายามเรียกร้องและแสดงจุดยืนเรื่องสิทธิสตรีท่ามกลางสังคมชายเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะโพสต์ภาพถ่ายโนบรา หรือโพสต์รูปคู่กับแฟนหนุ่ม รวมถึงแสดงความเห็นว่าผู้หญิงมีเสรีภาพในการแต่งกายตามต้องการ ซึ่งวงการไอดอลมักคาดหวังให้ผู้หญิงต้องมีลุคใสซื่อ น่ารักอ่อนหวานตามอุดมคติ

เมื่อดูเพียงฉากหน้า โศกนาฎกรรมทั้งสองครั้งดูเหมือนมีสาเหตุจากการกลั่นแกล้งทั้งชีวิตจริงและในโลกออนไลน์ แต่เมื่อมองลึกไปอีก เบื้องหลังการกลั่นแกล้งและทำลายชื่อเสียงเหล่านี้กลับเป็นด้านมืดของสังคมเกาหลีที่ฝังรากลึกมายาวนาน นั่นคือทัศนคติของสังคมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) การกดขี่ทางเพศและการเหยียดผู้หญิง (Misogyny)

แม้ประเทศเกาหลีใต้จะดูทันสมัยและเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกอย่างเต็มที่ แต่สังคมเกาหลีกลับมีด้านที่อนุรักษ์นิยมอย่างสุดขั้วเป็นเงาตามตัว ดินแดนเกาหลีได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมจีนมานับพันปี ลัทธิขงจื๊อได้แบ่งหน้าที่และสถานะของคนกลุ่มต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ผู้ชายมีหน้าที่ทำงาน เป็นหัวหน้าครอบครัว มีอำนาจตัดสินใจ ส่วนผู้หญิงเป็นภรรยาและแม่ที่ดี คอยทำงานบ้าน ต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามสามีหรือผู้ชาย รักนวลสงวนตัว มีศีลธรรมเคร่งครัด เกาหลีรับอิทธิพลขงจื๊อมามากและใช้แนวคิดนี้เป็นบรรทัดฐานสังคมตลอดมา แม้ว่าวัฒนธรรมตะวันตกจะเข้ามาแล้วก็ตาม

ช่วงที่กระแสต่อต้านการคุกคามทางเพศ หรือ #MeToo กำลังเป็นกระแสดังจากฝั่งตะวันตก แรงกระเพื่อมนี้ส่งตัวมาถึงอีกฟากโลกเช่นกัน ในปี 2018 เกิดแฮชแท็ก #mylifeisnotyourporn ในหมู่ผู้หญิงเกาหลี หลังเกิดกรณีปล่อยคลิปประจานฝ่ายหญิงหลายครั้ง รวมทั้งมีการพบกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำหญิงหลายกรณี เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความอยุติธรรมนี้

ผู้หญิงเกาหลียังเสียเปรียบในหน้าที่การงานไม่แพ้กัน ในรายงาน Global Gender Gap Report ของ World Economic Forum ซึ่งจัดอันดับความเท่าเทียมระหว่างเพศจากทั้งหมด 145 ประเทศ พบว่าเกาหลีใต้ติดอันดับ 116 ต่ำกว่าประเทศไลบีเรียและมัลดีฟเสียอีก ช่องว่างระหว่างรายได้ของผู้ชายกับผู้หญิงเกาหลีนั้นมากถึง 36%

ผู้หญิงเกาหลีจำนวนมากยังแชร์ประสบการณ์ถูกกดขี่และเลือกปฏิบัติทางเพศที่ตนต้องประสบพบเจอในสังคมผ่านทางเว็บไซต์ Medium

ตั้งแต่เรื่องพนักงานธนาคารหญิงถูกบังคับให้ใส่ยูนิฟอร์มในขณะที่พนักงานชายในตำแหน่งเดียวกันกลับ ไม่มีการบังคับให้ใส่เครื่องแบบ พนักงานผู้หญิงถูกใช้ให้ทำความสะอาดโต๊ะหลังการประชุมเสมอ ผู้หญิงบางคนถูกสามีบังคับว่าต้องกลับบ้านตรงเวลา บางคนถูกปฏิบัติเหมือนเป็นวัตถุทางเพศ พร้อมตอบสนองความต้องการของคู่รักตลอดเวลา พนักงานหญิงหลายคนที่ใช้สิทธิลาคลอดถูกดูหมิ่นดูแคลนจากผู้ชายในที่ทำงาน หรือแม้แต่เปลี่ยนสัญญาจ้างของพนักงานหญิงที่เพิ่งคลอดลูกเป็นสัญญาแบบชั่วคราวหรือพาร์ทไทม์แทน

อีกคนดังที่ออกมาพูดถึงประเด็นนี้คือ ‘Grace’ หรือ ‘Grazy Grace’ แรปเปอร์สาวชาวอเมริกัน-เกาหลี ได้ออกมาเปิดเผยประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศโดยตรง ผ่านแชนเนลยูทูปชื่อ ‘GRAZY GRACE’

เกรซเล่าว่า เมื่อปี 2017 เธอไปร่วมเที่ยวไนท์คลับแห่งหนึ่งกับเพื่อนฝูง หนึ่งในกลุ่มที่ไปด้วยมีนักร้องชายผู้หนึ่งที่กำลังโด่งดังคนหนึ่งซึ่งเธอไม่ประสงค์จะเอ่ยนาม เธอรู้จักกับเขาผ่านทางกลุ่มเพื่อนฝูง แต่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวอะไร ระหว่างงานปาร์ตี้ ขณะที่ไอดอลชายคนนี้ชวนเธอคุย เขาเริ่มเข้าประชิดตัวแล้วสอดมือเข้าไปใต้เป้ากางเกงและลูบคลำบริเวณอวัยวะเพศของเธอ เมื่อเห็นว่าเกรซตกใจและทำอะไรไม่ถูก ไอดอลคนนั้นจึงดึงมือเธอไปกุมอวัยวะเพศของตนเองแล้วจับมือของเกรซให้บีบนวด ตอนนั้นแม้จะช็อก แต่เกรซเรียกสติและรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว

เกรซไม่กล้าบอกเพื่อนที่ไปด้วยกัน เพราะไอดอลคนนี้กำลังเป็นดาวเด่นของวงการ ส่วนเธอเป็นแค่นักร้องตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เพื่อนคงไม่ยอมเชื่อคำพูดของเธอ ไอดอลคนนี้ต้องมีเพื่อนฝูง เส้นสาย หรือแฟนคลับที่พร้อมจะเข้าข้างและย้อนกลับมาเล่นงานเธอได้ทุกเมื่อ

หลังจากนั้นไอดอลคนเดิมยังส่งข้อความมาหาเธออยู่เรื่อย แต่เกรซเลือกเมินเฉยและไม่ตอบกลับ จนนักร้องคนนั้นเลิกส่งข้อความมาตอแยเธอในที่สุด

“เราถูกล้างสมองมาให้เชื่อว่า ผู้หญิงที่ออกมาพูดเรื่องนี้เป็นคนสำส่อน ” เธอกล่าว “ผู้คนเลือกที่จะเชื่อคำพูดของคนมีเงินกับมีอำนาจมากกว่า”

ปี 2017 มุน แจ-อิน (Mun Jae-in) จากพรรคเดโมแครต (Minjudang) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี เขาให้สัญญากับกลุ่มเคลื่อนไหวสิทธิสตรีว่าจะสนับสนุนและเอาผิดกับผู้ที่มีพฤติกรรมคุกคามสตรีอย่างจริงจัง ตั้งแต่นั้นมามีการดำเนินคดีกับบุคคลระดับสูงไม่ว่าจะนักการเมือง ดารา นักร้องคนธรรมดาต่างขึ้นศาลกัน เสียงของสตรีที่ออกมายิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน แรงต้านจากผู้ชายเกาหลีไม่น้อยมองว่าตนเองเสียสถานะพิเศษไป เกิดกลุ่มเรียกร้องสิทธิของผู้ชายขึ้นมาต่อต้าน หลายรายถึงขั้นกล่าวว่าผู้ชายกำลังถูกลิดรอนสิทธิ์โดยสตรี และผู้หญิงควรไปเกณฑ์ทหารเช่นเดียวกับผู้ชาย โดยบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการแบ่งแย่งเพศ ลัทธิสตรีนิยมกำลังทำลายสังคมเกาหลี แม้แต่กล่าวว่าผู้หญิงกำลังใช้อำนาจกดขี่ผู้ชาย สวนทางกับผลสำรวจของเทศบาลกรุงโซล (Seoul Metropolitan Government) ในปี 2017 ที่เผยว่า ผู้หญิงในกรุงโซลมากถึงเก้าในสิบ เคยถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจจากคู่รักหรือสามี

วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ไม่เพียงแต่เบียดบังผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายเกาหลีไม่น้อยยังต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต แต่ถูกปิดกั้นไม่ให้ออกมาเรียกร้องหรือขอความช่วยเหลือ เนื่องจากแนวคิดที่มองชายเป็นผู้นำ หรือผู้มีอำนาจที่ต้องแบกรับภาระนั้นไว้ให้ได้ ทั้ง ที่แต่ละคนต่างมีขีดจำกัดที่ต่างกันออกไป ส่วนกลุ่มเพศทางเลือกต้องเผชิญกับค่านิยมที่พยายามตีกรอบให้พวกเขาต้องปฏิบัติตัวตามกรอบสังคมแบบโบราณที่มีเพียงชายหรือหญิงเท่านั้น

การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ์สตรีและทลายกำแพงอคติของแนวคิดชายเป็นใหญ่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่มีผลต่อทุกคนในสังคม แม้จะมีเสียงต้านออกมาอยู่เนืองๆ แต่การเข้าถึงสื่อที่เปิดกว้างมากขึ้น การได้เห็นตัวอย่างผู้หญิงที่ยืนกรานเรียกร้องสิทธิ์ ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดสะท้อนว่าการต่อสู้ฟันฝ่ากับมายาคติเพื่อความเปลี่ยนแปลงของผู้หญิงเกาหลีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เรื่อง : อันโตนิโอ โฉมชา
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข


อ้างอิง

http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20180731000789

https://www.theguardian.com/…/k-pop-under-scrutiny-over-tox…

https://www.aljazeera.com/…/south-korea-gender-wars-1704131…

https://www.bbc.com/news/world-asia-43534074

https://edition.cnn.com/…/korea-angry-young-men-…/index.html

https://edition.cnn.com/…/asia/south-korea-metoo…/index.html

https://edition.cnn.com/…/south-korea-spy-cams-t…/index.html

https://www.koreatimes.co.kr/…/nati…/2018/02/281_243352.html
https://www.soompi.com/…/sulli-candidly-responds-to-malicio…

https://www.youtube.com/watch?v=RRMB4kr5wJw