Armies Weapons and Warfare

ถอดบทเรียน 5 ข้อ บันทึกจากแนวรบ 'แอร์วิน รอมเมิล'

จอมพลแอร์วิน รอมเมิล (Field Marshal Erwin Rommel) จอมพลคนสำคัญของกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาคือตำนานของนายทหารที่ทรงอิทธิพลและเป็นแบบอย่างให้แก่นายทหารทั่วโลก วีรกรรมและความกล้าหาญของเขารวมทั้งความสำเร็จต่างๆ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้สำเร็จเพราะโชคช่วย แต่มาจากความมีไหวพริบและมันสมองที่ไม่เคยหยุดคิดของเขา

หนังสือบันทึกความทรงจำของเขาทั้ง Infantry Attacks และ Tank Attacks (Tank Attacks เป็นหนังสือที่รอมเมิลยังเขียนไม่จบ แต่เขาเสียชีวิตเสียก่อน) หนังสือทั้งสองเล่มนี้บันทึกการวางแผนเอาชนะข้าศึกในสนามรบด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งหัวใจหลักของการนำไปสู่ชัยชนะที่รอมเมิลต้องมีเสมอในทุกๆครั้งของการรบ นั่นก็คือ 'การริเริ่ม' หรือ 'Initiative' กลยุทธ์การรบของรอมเมิลมักจะครองการริเริ่มให้อยู่กับฝ่ายตนเอง โดยการเข้าควบคุมสถานการณ์ ชิงความได้เปรียบในทุกรูปแบบ รวมทั้งไม่รีรอให้ข้าศึกเข้าโจมตีก่อน
 
ตลอดระยะเวลาชีวิตการเป็นทหารของรอมเมิล เขาได้พัฒนากลยุทธ์ทางการทหารจำนวนมาก ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ยังเป็นแบบอย่างของความเป็น 'ผู้นำ' ที่มองหาโอกาสแห่งชัยชนะและไขว่คว้ามันมาเป็นของตน และมันยังมีผลโดยตรงต่อวิธีคิดของผู้นำในองค์กรที่จะกำหนดและดำเนินกลยุทธ์ เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

และนี่คือแนวคิดและการถอดบทเรียนจากหนังสือ บันทึกจากแนวรบ แอร์วิน รอมเมิล


1.ออกไปตรวจดูด้วยตนเอง
                ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นร้อยตรีหนุ่มจบใหม่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเขาพกพาความห้าวหาญมาเต็มที่ ผู้หมวดรอมเมิลเข้าสู่สนามรบด้วยความกระตือรือร้นอย่างมาก เขามักจะนำชุดลาดตระเวน หรือออกไปสังเกตการณ์แนวรบข้าศึกด้วยตนเองเสมอ

รอมเมิลมักจะปฏิบัติงานอยู่ใกล้แนวหน้า ทำความเข้าใจกับสถานการณ์และสภาพของสนามรบโดยรวม เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และทำการตัดสินใจทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางยุทธวิธี นั่นจึงทำให้ลูกน้องของเขาคุ้นชินที่จะเห็นผู้บังคับหน่วยออกมานำหน้าพวกเขาไปยังที่ต่างๆด้วยตัวเอง และด้วยวิธีนี้ แม้เมื่อตัวเขาจะกลายมาเป็นนายพลตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว แต่เขาก็ยังนำตัวเองไปอยู่ที่แนวหน้าสุดของสนามรบเสมอ เราจะพบว่ามีภาพของรอมเมิลสวมเครื่องแบบเต็มยศ นั่งอยู่ในรถยนต์ประจำตำแหน่งขับขี่ไปยังที่ต่างๆพร้อมกับลูกน้องคู่ใจเพียงไม่กี่นาย
 
ผู้หมวดรอมเมิล ในสนามเพลาะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

2.รวบรวมกำลังพลที่มีเข้าโจมตีจุดสำคัญ

ด้วยการออกไปตรวจดูด้วยตนเองของรอมเมิล ทำให้เขามักจะไปพบกับจุดอ่อนของแนวรบข้าศึกหรืออาจจะเป็นจุดตายของทั้งกองทัพฝ่ายตรงข้ามเลยทีเดียว

ครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 รอมเมิลกับหน่วยเฉพาะกิจของเขาเคลื่อนพลเข้าตีแนวรบข้าศึกจากทางด้านหลัง โดยการที่เขาออกไปลาดตระเวนพบเจอเส้นทางซึ่งสามารถอ้อมผ่านแนวรบของทหารข้าศึกได้ เขาสามารถนำทหารเข้าจู่โจมข้าศึกแบบไม่ทันตั้งตัวและบีบให้ฝ่ายตรงข้ามต้องยอมจำนนโดยไม่เสียกระสุนหรือทหารของตนเองเลยแม้แต่คนเดียว

แม้จะมีกองกำลังที่น้อยกว่า แต่รอมเมิลรู้ว่าหากเขารวมกำลังของตนเข้าโจมตีจุดอ่อนของข้าศึก ชัยชนะย่อมตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน
 

เชลยศึกอิตาเลียนที่ถูกจับโดยฝ่ายเยอรมันในการรบที่ อิซองโซ ปี 1915

3.ความประหลาดใจและความรวดเร็วคือสิ่งสำคัญ
 

ในทุกสมรภูมิ รอมเมิลพยายามที่จะสร้างความประหลาดใจทางยุทธวิธี โดยหวังว่าจะจับข้าศึกที่ไม่ทันระวังหรืออยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมรบมากกว่าจะเข้าปะทะโดยตรง และการสร้างความประหลาดใจนี้ รอมเมิลมักจะใช้ประโยชน์จากความคล่องตัวของกองกำลังที่ถูกจัดขึ้นมาเป็นพิเศษ หรือหน่วยเฉพาะกิจ ในภาษาเยอรมันจะเรียกว่า “คัมป์กรูฟเพ่อ” (Kampfgruppe) นำนายทหารที่มีผลการรบดีเด่นเป็นผู้บังคับหน่วย โดยจะเรียกชื่อหน่วยเฉพาะกิจตามชื่อผู้บังคับบัญชา

ร้อยโทแอร์วิน รอมเมิล (ยศในขณะนั้น) ทำหน้าที่ผู้บังคับ “หน่วยเฉพาะ” ออกปฏิบัติการทั้งในพื้นที่เทือกเขาของฝรั่งเศส โรมาเนีย และ อิตาลี เขาและลูกน้องสร้างผลการรบอย่างยอดเยี่ยม เป็นที่ประจักษ์ในฝีมือการรบแก่ข้าศึก และนำชัยชนะมาสู่ฝ่ายตนเองในแทบทุกภารกิจที่ได้รับ
ทหารภูเขาเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 คือเหล่าที่รอมเมิลเคยทำหน้าที่และสร้างชื่อเสียงแก่เขาเป็นอย่างมาก

4. ป้องกันสายส่งกำลังบำรุงตนเอง
 
รอมเมิลรู้ดีว่า กองกำลังเฉพาะกิจของเขานั้นจะยังคงประสิทธิภาพและความคล่องตัวต่อไปได้ ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการส่งกำลังบำรุงอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที เสบียง กระสุน การส่งกลับสายแพทย์ และอื่นๆ จะต้องตามมาให้ทันเสมอ

ครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อการรบจบลง รอมเมิลต้องควบม้ากลับไปตามหาหมวดสูทกรรม (หมวดทหารที่ทำหน้าที่ประกอบอาหาร) เพียงลำพัง เพราะเขาต้องการให้ลูกน้องได้ทานอาหารหลังจากการรบที่ต่อเนื่องยาวนาน ทหารทุกคนต้องใช้พลังกายไปเกือบหมด และเขาไม่ต้องการจะฝืนให้ลูกน้องออกรบต่อไปโดยที่พวกเขายังไม่มีอาหารตกลงท้อง

คำพูดที่ว่า “กองทัพเดินด้วยท้อง” นั่นคือสิ่งที่ผู้นำอย่างรอมเมิลรู้ซึ้งข้อนี้ดี แต่ช่างโชคร้ายที่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพน้อยแอฟริกา (Afrikakorps) ของเขา ละลายหายไปทั้งกองทัพ เพียงเพราะการส่งกำลังบำรุงที่มาไม่ถึง
 

สีหน้าและแววตาอันมุ่งมั่นของรอมเมิล

5. การคิดนอกกรอบอย่างถูกที่ถูกเวลา
 
แผนการรบที่ถูกสั่งลงมา โดยปกติเมื่อทหารได้รับคำสั่ง ก็มักจะลงมือปฏิบัติทันที ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีคำสั่งให้เข้าตีตรงนี้ ทหารก็จะรวมพลและเตรียมพร้อมก่อนจะนำกำลังบุกเข้าไป ทั้งหมดนี้เป็นการลงมือปฏิบัติของผู้ที่ถูกสั่งต้องทำเมื่อได้รับคำสั่ง

แต่รอมเมิลไม่ได้ตีกรอบความคิดของตนเองเพียงแค่การยกมือทำวันทยาหัตถ์ ตบเท้าและออกไปปฏิบัติการ เขาไม่จำเป็นต้องนำทหารออกรบตามแบบในทุกๆครั้งเมื่อมีคำสั่ง เพราะเขาคิดเสมอว่า ส่วนผสมของชัยชนะในสงคราม มันไม่ได้เป็นสูตรที่ตายตัว วิธีเอาชัยชนะข้าศึกในสมรภูมิไม่ได้มีแค่การนำกำลังเข้าตีตรงหน้า หรือรบตามแบบแผนที่อิงจากตำราการรบเสมอไป การคิดนอกกรอบหรือการลงมือปฏิบัติในสิ่งที่แม้แต่ฝ่ายเดียวกันก็ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าทำคือสิ่งที่เขามักจะลงมือกระทำอยู่บ่อยๆ

ตัวอย่างเช่นการเดินลาดตระเวน รอมเมิลมักจะสั่งให้ลูกน้องไม่เดินลาดตระเวนไปตามเส้นทางหรือเดินไปบนถนน แต่ให้ลงไปเดินข้างถนนหรือลงไปเดินบนพื้นที่ขนานไปกับเส้นทาง เนื่องจากโอกาสที่ข้าศึกจะรอซุ่มโจมตี หรือถูกข้าศึกเห็นและยิงใส่ก่อนมีสูงมาก .
ครั้งหนึ่งรอมเมิลเคยนำลูกน้องจับกุมข้าศึกที่รอซุ่มโจมตีอยู่ข้างทางได้ก่อนที่พวกเขาจะมีโอกาสได้ลงมือ มันช่วยรักษาชีวิตกำลังพลของหน่วยเอาไว้ได้.
จอมพลรอมเมิลช่วยลูกน้องเข็นรถออกจากหลุมทรายในระหว่างออกตรวจแนวรบด้วยตนเอง ที่สมรภูมิแอฟริกาเหนือ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เรื่อง : ปัญญาณัฏฐ์ ณัธญาธรนินน์
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข



อ้างอิง
1. หนังสือ Infantry Attacks
2. https://www.history.com/news/8-things-you-may-not-know-about-erwin-rommel
3. https://en.wikipedia.org/wiki/Infantry_Attacks
4. https://www.history.com/topics/world-war-ii/erwin-rommel-erwin