Crazy World

ชะตากรรมของชาว'อุยกูร์'ภายใต้กำปั้นเหล็กจีน

In Focus

+ มณฑลซินเจียงอุยกูร์ เป็นหนึ่งในดินแดนเก่าแก่ของชนกลุ่มมุสลิมเติร์ก แม้จีนพยายามขยายอำนาจเข้าไปหลายยุคสมัย แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งยุคราชวงศ์ชิงสามารถรวมแคว้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้ ทว่าเกิดความขัดแย้งประปรายระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนกับรัฐบาลในปักกิ่งตลอดมา
.
+ รัฐบาลของสี จิ้นผิง เริ่มใช้มาตรการรุนแรงขึ้น มีการสร้างค่ายกักกันเพื่อปรับทัศนคติและทำลายอัตลักษณ์ของชาวอุยกูร์ เทคโนโลยีสอดแนมถูกใช้อย่างเต็มขั้นในมณฑลซินเจียง มีกล้องวงจรปิดทุกมุมเมือง พร้อมระบบจดจำใบหน้าและข้อมูลส่วนตัว
.
+ อดีตนักโทษผู้ลี้ภัยไปต่างแดนเล่าว่า ชาวมุสลิมภายในค่ายปรับทัศนคติถูกบังคับให้กินเนื้อหมูทุกวันศุกร์ ร้องเพลงชาติจีนทุกเช้า ห้ามสวดมนต์ และต้องพูดภาษาจีนกลางเท่านั้น เขายังเคยถูกขังเดี่ยวและอดอาหารถึง 24 ชั่วโมง หลังขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่
นักศึกษาชาวอุยกูร์กลุ่มหนึ่งในฮ่องกงไม่ได้กลับบ้านมานานหลายปี พวกเขาจองตั๋วเครื่องบินกลับไปบ้านเกิดในมณฑลซินเจียง (Xinjiang) เพื่อเยี่ยมเยียนและใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัว หลังลงจากเครื่องบิน ในเมืองมีตำรวจตรวจตรามากกว่าปกติ แทบทุกมุมเมืองมีกล้องวงจรปิดสอดส่องอยู่ ครั้นกลับมาถึงบ้าน พวกเขาไม่ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของครอบครัวหรือเพื่อนบ้านที่มักพูดคุยกัน ข้าวของในบ้านอยู่ไม่เป็นที่ทาง ไม่นานนักพวกเขาก็ตระหนักได้ว่าทั้งครอบครัวและเพื่อนบ้านได้หายตัวไปอย่างไม่ชอบมาพากล
.
เมื่อกลุ่มนักศึกษาไปติดต่อเจ้าหน้าที่ราชการในพื้นที่ กลับได้คำตอบว่า “พวกเขาอยู่ในโรงเรียนฝึกสอนของรัฐบาล” เจ้าหน้าที่ยังอธิบายต่อว่าไม่มีอะไรต้องห่วง บุคคลที่หายไปไม่ใช่อาชญากรหรือโจรผู้ร้าย แต่รัฐบาลยังไม่สามารถปล่อยพวกเขาออกจาก ‘โรงเรียน’ เหล่านี้ได้ ความประพฤติของนักศึกษาอุยกูร์เป็นตัวกำหนดว่าจะได้พบหน้าครอบครัวไม่ช้าก็เร็ว
.
“เราหวังว่าคุณคงเข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งเพื่อประโยชน์ของพวกเขาและเพื่อตัวคุณเอง” เจ้าหน้าที่นายหนึ่งพูดทิ้งท้าย
.
นี่เป็นคำตอบที่ชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยมุสลิมในรัฐซินเจียงนับไม่ถ้วนต้องเผชิญ เด็กชาวอุยกูร์ที่กลับไปบ้านและไม่พบครอบครัวต่างได้รับคำตอบอันคลุมเครือเช่นเดียวกัน รัฐบาลจีนรู้ดีว่าจะเกิดคำถามถึงบุคคลที่สาบสูญเหล่านั้น และได้จัดเตรียมเอกสารให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตอบข้อสงสัยของชาวบ้านผู้ร้อนรนใจ
.
ชนกลุ่มน้อยมุสลิมในแคว้นซินเจียงอุยกูร์ประมาณ 8 แสน ถึง 2 ล้านคนถูกควบคุมตัวโดยรัฐบาลจีนตั้งแต่ปี 2017 ส่วนใหญ่เป็นชาวอุยกูร์ คาซัค และอุซเบก ยังมีชาวอุยกูร์อีก 11 ล้านคนนอกค่ายกักกันที่ถูกเฝ้ามองและปราบปรามโดยตำรวจอยู่บ่อยครั้ง
.
รัฐบาลในปักกิ่งปฏิเสธคำกล่าวหาเรื่องค่ายกักกันและการปฏิบัติโดยไร้มนุษยธรรมต่อชาวมุสลิมในซินเจียง โดยให้เหตุผลว่า ‘โรงเรียน’ ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเป็นไปเพื่อขจัดแนวคิดกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงและกลุ่มแบ่งแยกดินแดน รวมถึงฝึกสอน ‘อบรมวิชาชีพ’ ให้ชาวมุสลิมเท่านั้น ไม่ได้มีการทารุณกรรมแต่อย่างใด
.
แคว้นซินเจียงมีอีกชื่อเต็มว่า ‘เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์’ (Xinjiang Uyghur Autonomous Region) ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของประเทศจีน เป็นที่อยู่ของชนเผ่าเติร์กหลายกลุ่มมายาวนาน เมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้ามาในศตวรรษที่ 7-8 ชาวเติร์กจึงหันไปนับถือศาสนาใหม่นี้แทน ‘ศาสนาเทงกรี’ (Tengrism) หลายราชวงศ์ของจีนพยายามขยายอำนาจเข้ามาดินแดนนี้แต่ไม่เคยควบคุมได้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งมาถึงยุคราชวงศ์ชิง (Qing) จึงผนวกซินเจียงได้
.
นับแต่นั้นมา ซินเจียงถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของจีนมาเรื่อย แม้จะมีกลุ่มชาวอุยกูร์ที่เรียกร้องอิสรภาพจากจีนมาโดยตลอด ความขัดแย้งยังดำเนินมาเรื่อยทั้งในยุคสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายก๊กมินตั๋งกับฝ่ายคอมมิวนิสต์จนถึงปัจจุบัน กลุ่มแบ่งแยกดินแดนมองว่าซินเจียงคือประเทศ ‘เตอร์กีสถานตะวันออก’ (Eastern Turkestan)
.
ปี 2014 กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวอุยกูร์ก่อเหตุใช้มีดแทงผู้คนเสียชีวิต 31 ราย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศว่าจะใช้มาตรการต่อต้านการก่อการร้ายทุกวิถีทาง โดยใช้ ‘มือไม้ของเผด็จการ’ และ ‘ปราศจากความเมตตา’ หลังจากนั้นผู้ว่ามณฑลซินเจียงจึงเริ่มก่อสร้างค่ายกักกันขึ้นและขยายตัวจำนวนมากกว่าร้อยแห่งไปทั่วมณฑล
.
มณฑลซินเจียงได้แปรสภาพเป็นห้องทดลองเทคโนโลยีสอดแนมประชาชนขนาดใหญ่ กล้องวงจรปิดทั่วทุกมุมเมืองสามารถจดจำใบหน้าและระบุตัวตนของผู้คนสัญจรไปมาได้ ไม่ว่าจะเดินไปไหน พูดคุยกับใคร เข้าไปศาสนสถานที่ใด ทุกย่างก้าวล้วนถูกจับตามองโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ข้อมูลออนไลน์ของพวกเขาถูกสอดส่องโดยรัฐบาลเช่นกัน ผู้คนส่วนใหญ่ที่ถูกกักขังในค่ายนั้นไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมหรือทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่รัฐบาลคอยสอดส่องวิถีชีวิตผู้คนอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง และมักเพ่งเล็งบุคคลที่เดินทางไปประเทศมุสลิมหรือติดต่อกับชาวมุสลิมต่างชาติ แม้แต่การไปมัสยิดหรือส่งข้อความในคัมภีร์กุรอานถึงกันอาจเสี่ยงถูกจับกุมตัวได้ ขณะที่เด็กชาวอุยกูร์ถูกส่งไปโรงเรียนประจำของรัฐบาลจีนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง
.
โอมีร์ เบกาลี (Omir Bekali) อดีตนักโทษในค่ายกักกันได้บอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวกับ Hong Kong Free Press เขาเล่าว่า ตนมีเชื้อสายคาซัคและเกิดในมณฑลซินเจียง แต่ออกไปหางานทำในประเทศคาซัคสถานเมื่อปี 2006 และได้รับสัญชาติคาซัคสถานในเดือนมีนาคม ปี 2017 เมื่อเขาเดินทางกลับมาจีนหลังไปติดต่องานกลับถูกจับตัวเข้าคุกด้วยข้อหา ‘พัวพันการก่อการร้าย’
.
หลังถูกจำคุกเป็นเวลา 7 เดือน เบกาลีถูกย้ายตัวไปค่ายกักกันแห่งหนึ่งในเมืองคาราไม (Karamay) ภายในค่ายชาวมุสลิมทุกคนถูกบังคับให้กินเนื้อหมูทุกวันศุกร์ ซึ่งผิดหลักศาสนา ส่วนวันศุกร์ยังถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม
.
ทุกๆ เช้าตั้งแต่ 7.00 – 7.30 น. นักโทษต้องหันหน้าเข้าหากำแพงและร้องเพลงชาติจีนพร้อมกันราว 40-50 คน
.
“แม้เวลาผ่านไปหนึ่งปี แต่บทเพลงนั้นยังดังก้องในหัวผม” เบกาลีเล่า
.
นักโทษในค่ายถูกเรียกว่า ‘นักเรียน’ พวกเขาถูกห้ามไม่ให้พูดภาษาอื่นใดนอกจากภาษาจีนกลาง กฎในค่ายยังห้ามไม่ให้ไว้เคราหรือสวดมนต์ เพราะถือเป็นการบ่มเพาะลัทธิหัวรุนแรง เมื่อเบกาลีขัดคำสั่งผู้คุม เขาถูกสั่งให้ยืนหันหน้าเข้าหากำแพงนิ่งๆ เป็นเวลา 5 ชั่วโมงเต็ม หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เขาถูกแยกตัวไปห้องขังเดี่ยวโดยไม่ได้รับอาหารถึง 1 วันเต็ม
.
‘นักเรียน’ ยังถูกบังคับให้ด่าและประกาศละทิ้งศาสนาของตนเอง รวมถึงต่อว่าเชื้อชาติของตนเอง ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อล้างสมองนักโทษและปรับทัศนคติใหม่
.
นับว่าโชคดีที่รัฐบาลคาซัคสถานใช้สัญชาติของเบกาลีเข้าแทรกแซง เขาถูกปล่อยตัวออกมาหลังจากเข้าไปในค่ายสองเดือน และลี้ภัยไปตั้งรกรากที่ตุรกี หลังจากนั้นจึงออกเดินสายไปทั่วโลกเพื่อเล่าประสบการณ์ในค่ายกักกันที่ซินเจียง แต่เขาไม่เคยได้ทราบข่าวเกี่ยวกับครอบครัวของตนอีกเลย ทั้งพ่อแม่และพี่น้องอีกสามคนของเขายังคงอยู่ในประเทศจีน
.
เดือนกันยายนที่ผ่านมา มีผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอจากโดรนของจุดโอนถ่ายนักโทษแห่งหนึ่งในแคว้นซินเจียง ในคลิปมีภาพเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบกำลังควบคุมตัวนักโทษหลายร้อยคน นักโทษทุกคนถูกจับโกนหัว พันผ้าปิดตา ใส่กุญแจมือและสวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงิน พวกเขาถูกลำเลียงลงจากรถไฟไปจุดเปลี่ยนถ่ายก่อนจะถูกส่งตัวไปค่ายกักกัน
.
โอมีร์เป็นเพียงผู้โชคดีไม่กี่คนที่มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวของตนให้เป็นที่รับรู้ ผู้คนส่วนใหญ่ที่ออกมาจากค่ายแทบไม่มีโอกาสปริปากพูดถึงประสบการณ์ที่ได้พบเจอ เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองและคนในครอบครัวจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ยังสอดส่องพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
.
เดือนตุลาคม ปี 2019 องค์กร ‘Human Rights Watch’ และอีก 23 ประเทศจากโลกตะวันตก รวมถึงญี่ปุ่นได้ประนามรัฐบาลจีนในที่ประชุมสหประชาชาติถึงกรณีการปฏิบัติต่อชาวมุสลิมในมณฑลซินเจียงอุยกูร์ แต่จีนกลับโต้แย้งและระดมผู้สนับสนุนถึง 54 ประเทศ อย่างรัสเซีย เกาหลีเหนือ เบลารุส ซาอุดิอาระเบีย ปากีสถาน คองโก โบลิเวีย และอียิปต์ ฯลฯ มาช่วยแก้ต่างให้และชื่นชมผลงานด้านสิทธิมนุษยชนของจีนแทน เสียงของที่ประชุมจึงแตกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนได้กล่าวว่า
.
“อย่านำสิทธิมนุษยชนมาเป็นข้ออ้างในการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศอื่น”
.
ปัจจุบันยังมีชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยมุสลิมอื่นอีกนับล้านครอบครัวที่ต้องพลัดพรากจากกันในนามของความมั่นคง ไม่แน่ว่าต่อไปชีวิตประชาชนจีนในที่อื่นๆ อาจถูกเฝ้ามองด้วยเทคโนโลยีสอดแนมแบบเดียวกับที่ชาวอุยกูร์กำลังเผชิญในทุกวันนี้
.
ล่าสุดเอกสารเกี่ยวกับการจัดการต่อชนกลุ่มน้อยในซินเจียงของรัฐบาลจีนกว่า 400 หน้าถูกเปิดเผยโดย New York Times ช่วยยืนยันว่า ข่าวที่ไหลรั่วมาตลอดนั้นเป็นจริง ข้อมูลดังกล่าวยังถูกเผยแพร่ในเว็บโซเชียลมีเดีย Weibo ของจีน สาธารณชนชาวจีนไม่น้อยต่างตกตะลึงและไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับการกวาดล้างวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยนี้ ถึงขนาดที่ชาวจีนคนหนึ่งเขียนแสดงความคิดเห็นไว้ว่า
.
“กาลเวลาจะบันทึกทุกเรื่องราว ผู้ที่ควรได้รับความสนใจมากสุดคือผู้ไม่อาจส่งเรียกร้องออกมาได้ ประวัติศาสตร์กำลังจะพลิกผัน ความจริงจะต้องปรากฎสักวันหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อมั่น”
.
.
อ้างอิง

https://foreignpolicy.com/2019/10/21/china-xinjiang-surveillance-state-police-targets/

https://www.nytimes.com/2019/05/22/world/asia/china-surveillance-xinjiang.html

https://www.news.com.au/world/asia/leaked-letter-shows-how-china-explains-detaining-muslims-to-family-members/news-story/9e7f3900c3116f3d0e094127b66bba7c

https://www.cfr.org/backgrounder/chinas-repression-uighurs-xinjiang

https://www.hongkongfp.com/2019/03/22/eat-pork-speak-chinese-no-beards-muslim-former-detainee-tells-china-camp-trauma/

https://www.independent.co.uk/news/world/asia/china-uighur-muslim-education-camps-forbidden-beards-pray-pork-xinjiang-a8835861.html

https://www.aljazeera.com/news/2019/11/leaked-chinese-documents-show-details-xinjiang-crackdown-nyt-191118012123369.html

https://www.theguardian.com/world/commentisfree/2019/sep/25/china-has-destroyed-uighur-families-including-mine-guterres-must-act

https://www.theguardian.com/world/2019/feb/11/china-releases-video-of-uighur-poet-said-to-have-died-in-custody

https://www.theguardian.com/world/2019/aug/20/families-of-missing-uighurs-use-tiktok-video-app-to-publicise-china-detentions