World's Famous People

จักรพรรดิเฟรเดอริคที่ 2 ‘บุคคลมหัศจรรย์ของโลก’

In Focus

+ เฟรเดอริคที่ 2 คือจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในช่วงศตวรรษที่ 13 ผู้ครองอาณาเขตกว้างขวางตั้งแต่เยอรมนี อิตาลี ไปจนถึงซิซิลีโดยสืบสันตติวงศ์จากทั้งพระมารดาและพระบิดา ในสมัยของพระองค์ ซิซิลีกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ของโลกเมดิเตอร์เรเนียน

+ ความเฉลียวฉลาดและเปิดกว้างทำให้พระองค์มีสหายและข้าราชสำนักจากทุกศาสนา ปราชญ์ชาวมุสลิม คริสต์ และยิวสามารถทำงานร่วมกันในอาณาจักรของเฟรเดอริคได้ แม้แต่ในสงครามครูเสด พระองค์ยังสามารถเจรจาขอเมืองเยรูซาเล็มสำเร็จโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

+ ว่ากันว่าเฟรเดอริคมีงานอดิเรกอันพิลึกพิลั่นมากมาย ทั้งสะสมสัตว์แปลกถิ่นจากแดนไกล เขียนตำราการเลี้ยงเหยี่ยว รวมไปถึงทำการทดลองอันพิสดารเพื่อไขข้อพิสูจน์ที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน จนได้รับฉายาว่า 'บุคคลมหัศจรรย์ของโลก'
ในศตวรรษที่ 13 ราชสำนักแห่งซิซิลีเป็นศูนย์รวมปราชญ์และผู้รู้รอบทิศ ไม่ว่าจะชาวอิตาเลียน กรีก มุสลิม ยิว ฝรั่งเศส และชาวเยอรมัน ทุกคนต่างทำงานของตนโดยจักรพรรดิจะเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยเสมอ ในยุคที่สงครามระหว่างศาสนายังร้อนระอุ ที่แห่งนี้กลับเป็นดินแดนแห่งการแลกเปลี่ยนวิทยาการอย่างไร้รอยต่อ นี่คือรัชสมัยของจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ‘เฟรเดอริคที่ 2’ (Frederick II, Holy Roman Emperor) ซึ่งอ้าแขนรับผู้รู้โดยไม่สนว่าพวกเขาจะมาจากไหนหรือนับถือศาสนาใด

เฟรเดอริคที่ 2 เกิดที่เมืองอิเยสิ (Iesi) แคว้นมาร์เค (Marche) ตอนกลางของอิตาลีเมื่อปี 1194 พระบิดาคือจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ‘เฮนรีที่ 6’ (Henry IV, Holy Roman Emperor) แห่งราชวงศ์ ‘โฮเฮนชเตาเฟิน’ (Hohenstaufen) ผู้ครองเยอรมนี อิตาลีตอนเหนือและเบอร์กันดี ส่วนมารดาคือราชินีคอนสตันซ์แห่งซิซิลี (Constance, Queen of Sicily) ผู้ครองซิซิลีและอิตาลีตอนใต้

ในปี 1197 หลังพระบิดาสิ้นพระชนม์ เฟรเดอริคต้องขึ้นครองราชย์ขณะอายุเพียง 3 ปีโดยมีมารดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ข่าวลือการชิงอำนาจในเยอรมนีเริ่มหนาหูขึ้นทุกวัน คอนสตันซ์จึงนำตัวเฟรเดอริคกลับไปชุบเลี้ยงที่เกาะซิซิลี บ้านเกิดของตน แต่แล้วราชินีแห่งซิซิลีกลับสิ้นพระชนม์ในปีต่อมา ทิ้งให้เฟรเดอริคตัวน้อยอยู่ในอารักขาของพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 (Innocent III) หลังจากนั้นขุนนางเยอรมันก็ฉวยโอกาสยึดอำนาจในซิซิลี

นับว่าโชคดีเฟรเดอริคได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีโดยปราศจากอันตรายในซิซิลี แต่เด็กชายผู้นี้กลับวางแผนอนาคตไว้อย่างแยบยล และพระสันตะปาปาอินโนเซนต์กลับช่วยพลิกสถานการณ์ได้ เฟรเดอริคจึงขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งเยอรมนีในปี 1215 เมื่ออายุได้ 21 ปี และกลายเป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในปี 1220 ครองดินแดนทั้งในซิซิลี อิตาลี และเยอรมนี

ด้วยความที่เติบโตมาในราชสำนักซิซิลีอันเป็นจุดแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศูนย์กลางการค้าสำคัญของโลกเมดิเตอร์เรเนียน ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นของชาวโรมัน-ไบแซนไทน์ จากนั้นถูกปกครองโดยมุสลิม และชาวยุโรปตะวันตกตามลำดับ ทำให้จักรพรรดิหนุ่มคุ้นเคยกับชนต่างภาษาและวัฒนธรรมมาตั้งแต่เยาว์วัย เฟรเดอริคสามารถพูดได้หลายภาษา ทั้งซิซิเลียน กรีก ละติน อาหรับ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ถือเป็นความสามารถที่ไม่ธรรมดา

จักรพรรดิหนุ่มเป็นที่รู้จักกันในเรื่องความสนใจใคร่รู้ต่อสิ่งรอบตัว ความใจกว้างต่อคนต่างศาสนาทำให้ราชสำนักของพระองค์มีนักปราชญ์ทั้งชาวยุโรป กรีก มุสลิม และยิวทำงานด้วยกันเพื่อแปลและรวบรวมตำราความรู้ต่างๆ ทั่วสารทิศ ซิซิลีกลายเป็นศูนย์กลางการแปลตำราจากโลกตะวันออก แม้แต่องครักษ์ประจำตัวของเฟรเดอริคก็เป็นชาวอาหรับมุสลิม เพราะมองว่าไว้ใจได้มากกว่าชาวยุโรปด้วยกัน

ในปี 1229 เมื่อเกิดสงครามครูเสดครั้งที่ 6 เพื่อยึดดินแดนปาเลสไตน์จากชาวมุสลิม จักรพรรดิเฟรเดอริคถูกพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 9 (Gregory IX) ประกาศ ‘ตัดขาดจากศาสนา’ (Excommunication) แต่พระองค์ยังดื้อรั้นทำสงครามครูเสดด้วยการเจรจากับสุลต่านราชวงศ์อัยยูบิยะห์ (Ayyubids) จนได้เมืองเยรูซาเล็ม เบธเลเฮม และนาซาเรธมาโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ เหตุการณ์นี้ทำให้พระสันตะปาปาโกรธมากจนสั่งตัดขาดจากศาสนาซ้ำอีกรอบ

ความสนใจใฝ่รู้ต่อสิ่งรอบตัวของเฟรเดอริคไม่หยุดเพียงแค่ในตำรา พระองค์ชื่นชอบการทดลองอันพิสดารต่างๆ แม้ในปัจจุบันอาจจะฟังดูหลุดโลก แต่ในสมัยนั้นก็ต้องยอมรับว่าเป็นการทดลองที่ท้าทายโลกมาก

อาศัยสายสัมพันธ์อันกว้างขวางกับชาวมุสลิม เฟรเดอริคได้สะสมและสร้างสวนสัตว์ขนาดย่อมไว้ทั่วอาณาจักรของตน มีทั้งสวนพร้อมบ่อน้ำจำลองสำหรับนกน้ำ มีสถานที่สำหรับเลี้ยงสัตว์แดนไกลอย่าง สิงโต ช้าง ยีราฟ เสือดำ เสือดาว และอูฐ จักรพรรดินักสะสมผู้นี้ยังชอบนำสัตว์เหล่านี้ติดตามไปด้วยเวลาเดินทางไกลเพื่ออวดคอลเล็กชันแปลกตา พร้อมทั้งนักแสดงกายกรรม นักมายากล คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าพระองค์มีคณะกายกรรมของตนเอง

เฟรเดอริคยังชื่นชอบการเลี้ยงเหยี่ยวมากเสียจนลงทุนเขียนตำราคู่มือการเลี้ยงเหยี่ยวด้วยตนเองในช่วงปี 1240 ชื่อหนังสื่อว่า ‘De Arte Venandi cum Avibus’ หรือ ‘Art of Falconry’ ที่ไม่เพียงแต่พูดถึงการใช้เหยี่ยวล่าสัตว์ เนื้อหาของมันยังครอบคลุมไปถึงกายวิภาคนก การเลี้ยงดู และเส้นทางอพยพของนกหลายชนิดด้วย ถือเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาครอบคลุมมาก

นอกจากงานอดิเรกไร้พิษภัยอย่างสะสมสัตว์แล้ว ‘ซาลิมเบเน ดิ อดัม’ (Salimbene di Adam) บาทหลวงร่วมสมัยได้เขียนหนังสือ ’12 เภทภัยของเฟรเดอริคที่ 2’ เนื้อหาเกี่ยวกับการทดลองอันพิสดารที่จักรพรรดิขี้สงสัยในหนังสือเล่าว่าจักรพรรดิเฟรเดอริคใช้นักโทษของพระองค์เป็นหนูทดลองได้เกินคุ้ม

ในการทดลองเกี่ยวกับวิญญาณครั้งหนึ่ง พระองค์สั่งให้นำนักโทษไปไว้ในถังไม้แล้วเจาะรูเล็กๆ ไว้ด้านบน จากนั้นปล่อยให้นักโทษอดอาหารและน้ำจนเสียชีวิต เมื่อนักโทษใกล้เสียชีวิตจักรพรรดินักทดลองจะรีบมาดูเพื่อพิสูจน์ว่า มนุษย์จะเห็นวิญญาณที่ออกจากร่างผ่านรูที่เจาะได้จริงหรือไม่

ผลคือไม่มีใครเห็นอะไร การทดลองจบด้วยข้อสรุปว่าเราไม่สามารถมองเห็นวิญญาณที่กำลังออกจากร่างได้

การทดลองสุดโหดอีกอย่างหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้คือให้นักโทษ 2 คนกินอาหารเมนูเดียวกันจนเต็มอิ่ม หลังกินเสร็จ นักโทษคนแรกจะถูกส่งตัวไปล่าสัตว์ข้างนอก ขณะที่อีกคนถูกสั่งให้ไปนอนหลับพักผ่อน จุดประสงค์แท้จริงของเฟรเดอริคคือเพื่อให้รู้ว่าการออกกำลังกายกับการนอนหลับมีผลต่อการย่อยอาหารอย่างไรบ้าง ภายในวันเดียวกัน นักโทษทั้ง 2 ก็ถูกประหารและผ่าท้องออกมาเพื่อดูว่าอาหารในท้องแต่ละคนย่อยแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

อีกการทดลองอันแปลกประหลาดคือการเสาะหาภาษาดั้งเดิมของมนุษย์ เฟรเดอริคตั้งสันนิษฐานว่าแท้จริงแล้วมนุษย์แต่ละคนอาจมีภาษาดั้งเดิมของตนเองที่อดัมและอีฟในไบเบิลสื่อสารกัน เพียงแต่ถูกแทนที่โดยภาษาที่สังคมสอนจนลืมภาษาเดิมไป

การทดลองนี้เริ่มด้วยนำทารกกลุ่มหนึ่งมาเลี้ยงดู โดยกำชับนางพยาบาลว่าจะต้องไม่สื่อสารด้วยเสียงหรือเล่นกับเด็กเป็นอันขาดเพื่อไม่ให้เด็กหัดพูดตาม และต้องทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น เช่น อาบน้ำ และป้อนอาหาร ผลของการทดลองนี้กลับล้มเหลว เพราะเด็กทารกเหล่านี้ขาดความอบอุ่นและการดูแลเอาใจใส่ที่ดี แม้จะมีอาหารก็ตาม เด็กทารกส่วนใหญ่จึงเสียชีวิตตั้งแต่แบเบาะ โดยที่เฟรเดอริคยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

ถึงอย่างนั้นเรื่องราวเหล่านี้อาจเป็นเพียงข่าวลือ เพราะเฟรเดอริคมีศัตรูเป็นพระสันตะปาปาหลายองค์ ไม่ว่าจะเกรกอรีที่ 9 หรืออินโนเซนต์ที่ 4 (Innocent IV) เพราะความขัดแย้งทางการเมืองในอิตาลี และซาลิมเบเนเองก็อยู่ฝ่ายพระสันตะปาปา ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาเคยพบกับเฟรเดอริคเพียงครั้งเดียวแบบผ่านๆ แทบไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวหรือเคยมีปฏิสัมพันธ์ด้วยแต่อย่างใด เป็นไปได้ว่าเรื่องที่ซาลิมเบเนเล่ามาอาจเป็นเพียงข่าวลือซุบซิบเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องการทดลองกับทารกอาจมีมูลความจริงอยู่บ้าง เพราะกษัตริย์หลายองค์ในประวัติศาสตร์ก็เคยทำการทดลองในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะฟาโรห์ซัมติกแห่งอียิปต์โบราณ (Psamtik) หรือกษัตริย์เจมส์ที่ 4 (James IV) แห่งสก็อตแลนด์และรายละเอียดต่างๆ ก็ดูเจาะจงมากจนน่าจะมีเค้าลางความจริงอยู่

แม้เรื่องดังกล่าวอาจเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม เฟรเดอริคยังมีผลงานบันลือโลกหลายอย่างที่น่าจับตามอง พระองค์สนับสนุนศิลปวัฒนธรรม ดนตรี กวี และวิทยาศาสตร์อยู่เสมอ ในยามว่างพระองค์มักเขียนจดหมายไปถามปัญหาทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์จากยอดปรมาจารย์แห่งยุคอยู่เป็นนิจ และยังเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่ไม่ขึ้นกับศาสนจักรแห่งแรกของยุโรป นั่นคือ ‘มหาวิทยาลัยแห่งเนเปิลส์’ (University of Naples) ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ‘มหาวิทยาลัยเฟรเดอริคที่ 2’ (Universita Federico II)

ในสายตาผู้เคร่งศาสนาหรือมุมมองปัจจุบันอาจมองว่า เฟรเดอริคอาจจะมีแนวคิดหัวสมัยใหม่ไม่เคร่งศาสนา แต่เราไม่ควรลืมว่าในโลกคติของ ‘จักรพรรดิ’ แบบคริสต์ เฟรเดอริคมองตนเองเป็นผู้แทนของอาณาจักรสวรรค์อย่างแท้จริงโดยไม่ขึ้นกับใคร เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง พระสันตะปาปามีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเท่านั้น การปฏิบัติดีต่อคนต่างศาสนาอาจมีพื้นฐานจากแนวคิดจักรพรรดิผู้ปกครองเหนือสากลโลก มิใช่เพียงปกครองชาวคริสต์ในยุโรปเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น เฟรเดอริคยังถือว่าตนเป็นผู้สืบบัลลังก์มาจากจักรพรรดิโรมันโบราณโดยตรง ในงานเฉลิมฉลองชัยชนะหรือการแต่งกายในโอกาสสำคัญหลายครั้งยังจัดงานตามแบบชาวโรมันโบราณ

อีกหลักฐานที่เห็นได้ชัดคือเหรียญกษาปณ์ของเฟรเดอริค (Augustalis) แสดงฉายาลักษณ์ของพระองค์เหมือนจักรพรรดิโรมันโบราณ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นรูปนกอินทรีในสไตล์โบราณ อันสัญลักษณ์ของจักรวรรดิโรมันโบราณ และจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ของเฟรเดอริค ถือเป็นหนึ่งในเหรียญที่งดงามที่สุดในยุคกลาง

ในปี 1250 จักรพรรดิเฟรเดอริคสิ้นพระชนม์ลงอย่างสงบ ผู้คนร่วมสมัยต่างยกสมญานามให้จักรพรรดิผู้นี้ว่า ‘บุคคลมหัศจรรย์ของโลก’ (Stupor Mundi) เพราะความสามารถอันหลากหลายและโปรเจคพิสดารไม่ซ้ำใครของพระองค์ ผู้คนต่างรู้สึกหลงใหลในความแปลกประหลาดของจักรพรรดิผู้นี้จนหลายคนไม่ยอมเชื่อว่าเฟรเดอริคสิ้นพระชนม์จริง มีตำนานเล่าขานว่าพระองค์ยังไม่ตาย แต่หลับใหลอยู่ในภูเขาไฟเอตนา (Etna) หรือภูเขาแห่งหนึ่งในเยอรมนี เพื่อรอวันกลับมาสถาปนาจักรวรรดิขึ้นใหม่

ถึงเฟรเดอริคที่ 2 อาจจะไม่ได้กลับมา แต่ความมหัศจรรย์ของชายคนนี้ต่างสร้างความพิศวง ความประหลาดใจ เสียงชื่นชม หรือแม้แต่ความเกลียดชังให้ผู้คนร่วมสมัยได้ ทั้งเรื่องราวการทดลองอันโหดร้ายจะเป็นจริงหรือไม่ เป็นจักรพรรดิผู้ใจกว้างและรอบรู้หรือทรราชย์จอมเจ้าเล่ห์ ไม่ว่าจะมองจากมุมมองร่วมสมัยหรือมุมมองปัจจุบัน บุคคลในตำนานผู้นี้ยังคงมีเสน่ห์ในฐานะ ‘บุคคลมหัศจรรย์ของโลก’ อยู่ดี

อ้างอิง

https://www.historytoday.com/arc…/death-emperor-frederick-ii

https://www.historyanswers.co.uk/…/emperor-frankenstein-th…/

http://scihi.org/frederick-ii-the-wonder-of-the-world/

https://www.cs.mcgill.ca/…/Frederick_II%252C_Holy_Roman_Emp…