World's Famous People

เมื่อ CIA ทำลายประชาธิปไตยเพื่ออุ้มชูเผด็จการในชิลี

In Focus

+ ซัลวาดอร์ อเยนเด คืออดีตประธานาธิบดีจากพรรคสังคมนิยมแห่งชิลีตั้งแต่ปี 1970-1973 เขาได้รับความนิยมจากชนชั้นแรงงานจากนโยบายสวัสดิการสังคมและการลดบทบาทกลุ่มทุนใหญ่

+ ในยุคสงครามเย็นระอุ สหรัฐอเมริกามองฝ่ายซ้ายเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยเฉพาะในละตินอเมริกาอันเปรียบเสมือนหลังบ้านของตน แผนการโค่นล้มอเยนเดจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยวิธีการสารพัด

+ มีการขจัดคนรอบตัวอเยนเดหลายคนเพื่อให้รัฐประหารสำเร็จ เงินทุนจาก CIA หลั่งไหลไปยังกลุ่มชาตินิยมหัวรุนแรงและพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม สุดท้ายจอมพล'เอากุสโต ปิโนเชต์'ก่อรัฐประหารสำเร็จและปกครองชิลีด้วยความกลัวนานถึง 17 ปี
 
ซัลวาดอร์ อเยนเด (Salvador Allende) เป็นประธานาธิบดีจาก ‘พรรคสังคมนิยมแห่งชิลี’ (Socialist Party of Chile / Partido Socialista de Chile / PS) ระหว่างปี 1970-1973 เขาเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนจากนโยบายปฏิรูปการถือที่ดินให้ชาวนามีที่ดินของตนเอง สนับสนุนสวัสดิการสังคม ประกันสุขภาพ และพยายามปรับปรุงระบบการศึกษา

อเยนเดไม่ใช่คนหน้าใหม่ในการเมือง ก่อนหน้านี้เขาเคยลงเล่นการเมืองมาแล้ว โดยสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้วถึง 3 ครั้งในปี 1952, 1958, และครั้งล่าสุดคือปี 1964 ก่อนจะกำชัยชนะในสนามเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 1970

แนวคิดการเมืองฝ่ายซ้ายของอเยนเดเป็นแนวทาง ‘สังคมนิยมประชาธิปไตย’ (Democratic Socialism) โดยหลักคือการนำหลักปฏิบัติของแนวคิดสังคมนิยมมาปฏิรูปประเทศผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ว่าจะรัฐสวัสดิการ สวัสดิการสังคม การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เข้าถึงทั่วประเทศ สนับสนุนการจัดตั้งสหภาพแรงงาน สนับสนุนกลุ่มชนชั้นแรงงานเพื่อความเท่าเทียม ลดทอนอำนาจกลุ่มทุนใหญ่ทั้งในประเทศและกลุ่มทุนต่างชาติ

ชาวชิลีจำนวนมากตั้งตารอเขามานาน อเยนเดเคยลงเลือกตั้งมาหลายครั้งและได้คะแนนสูสีมาโดยตลอด ในการเลือกตั้งปี 1958 อเยนเดแพ้การเลือกตั้งไปด้วยคะแนนที่ห่างกับคู่แข่งเพียง 3%

นับว่าโชคร้ายที่สมัยนั้นเป็นยุคที่สงครามเย็นยังระอุ ละตินอเมริกาเปรียบเสมือนหลังบ้านของสหรัฐอเมริกา เมื่อกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายได้รับความนิยมหรือกำชัยชนะในละตินอเมริกาได้ จึงถูกมองเป็นภัยความมั่นคงต่อสหรัฐฯทันที ดังเช่นกรณีคิวบาที่ปฏิวัติกลายเป็นประเทศสังคมนิยมสำเร็จและจับมือเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต รัฐบาลสหรัฐฯจึงไม่ยอมให้ฝ่ายซ้ายได้มีบทบาทในละตินอเมริกาขึ้นอีก และนี่คือที่มาของรัฐประหารและเผด็จการทหารจำนวนมากในทวีปนี้ แม้ว่ารัฐบาลนั้นจะมาจากการเลือกตั้งตามประชาธิปไตยก็ตาม

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 1964 ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจับมือกับพรรค Christian Democratic นำโดย ‘เอดูอาร์โด เฟร’ (Eduardo Frei) เพื่อรวมเสียงกันต้านอเยเด และได้เงินสนับสนุนจาก CIA ถึง 2.6 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งมากกว่าเงินทุนกว่าครึ่งที่พรรค Christian Democratic ใช้ไปในการเลือกตั้งเสียอีก และแล้วขั้วพันธมิตรฝ่ายขวาก็ชนะการเลือกตั้งปี 1964 ตามที่ CIA วางแผนไว้

พอถึงการเลือกตั้งปี 1970 แผนการดิสเครดิตอเยนเดถูกยกระดับขึ้นไปอีก CIA เริ่มให้ทุนสนับสนุนหนังสือพิมพ์รายใหญ่ El Mercurio เพื่อประโคมข่าวว่าอเยนเดจะเป็นเผด็จการคอมมิวนิสต์ทำนองเดียวกับโจเซฟ สตาลิน หรือเหมา เจ๋อตุง และยังกล่าวว่าเขาจะสร้างค่ายแบบเดียวกับกูลักในชิลี ส่วนกลุ่มพรรคฝ่ายซ้ายก็รวมตัวกันเป็น Popular Unity เพื่อสร้างอำนาจต่อรองโดยมีอเยนเดเป็นตัวชูโรง

ในเดือนกันยายนปี 1970 เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าอเยนเดชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ด้วยคะแนนเสียงราว 36% ต่อมาในเดือนตุลาคม เขาได้รับเลือกในสภาด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายถึง 78.46%

กลุ่มนายทุนจำนวนมากพร้อมกับนักการเมืองแกนนำฝ่ายขวาต่างเข้าไปหารือกับ ‘การ์ลอส แพรตส์’ (Carlos Prats) รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของชิลีเพื่อหารือเรื่องรัฐประหาร แม้แต่ประธานาธิบดี ‘เอดูอาร์โด เฟร’ ก็ยังเข้าไปพูดคุยกับแพรตส์ถึงความเป็นไปได้ที่จะรัฐประหารตนเองให้อยู่ในอำนาจต่อไป และสกัดไม่ให้อเยนเดขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้

กลุ่มอำนาจเก่าได้วางแผนจะกำจัดอเยนเดตั้งแต่เขายังไม่ทันจะรับตำแหน่งด้วยซ้ำ แม้แต่เอกสาร Church Reportที่ถูกเปิดเผยโดยรัฐบาลอเมริกันเมื่อปี 1975 ยังเผยว่าประธานาธิบดี ‘ริชาร์ด นิกสัน’ (Richard Nixon) แห่งสหรัฐอเมริกาก็เป็นผู้สั่งการให้โดยตรงให้ CIA ช่วยสนับสนุนการรัฐประหารในชิลี

แม้บรรดานักการเมืองและทหารฝ่ายขวาหลายคนวางแผนรัฐประหาร แต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือ ‘เรเน่ ชไนเดอร์’ (René Schneider) เป็นผู้ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ เขาประกาศกร้าวว่ากองทัพไม่ควรไปแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตย นโยบายไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของเขาถูกเรียกว่า ‘แนวทางชไนเดอร์’ (Schneider Doctrine) นั่นแปลว่ารัฐประหารย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นตราบใดที่ชไนเดอร์ยังอยู่

ภายในเดือนตุลาคม 1970 ก่อนอเยนเดจะรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี กลุ่มนายทหารฝ่ายขวาพร้อมการสนับสนุนของ CIA ได้ลักพาตัวและสังหารชไนเดอร์ บัดนี้เส้นทางสู่รัฐประหารแทบไม่มีขวากหนามแล้ว

หลังจากนั้นประธานาธิบดี ‘เอดูอาร์โด เฟร’ ก็เสนอชื่อให้ ‘การ์ลอส แพรตส์’ รับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดต่อจากชไนเดอร์ แต่แพรตส์เองก็ไม่สนใจการรัฐประหารเช่นกัน เขายังยึดถือแนวทางเดียวกับชไนเดอร์ว่าทหารจะไม่มาข้องเกี่ยวกับการเมือง

ในเดือนมีนาคมปี 1973 เกิดการเลือกตั้งกลางเทอม คะแนนที่เพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 44% ของพันธมิตร Popular Unity ทำให้เห็นว่ารัฐบาลอเยนเดได้รับความนิยมมากขึ้นภายใน 3 ปีที่ครองทำเนียบ กลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนโดย CIA นาม ‘Fatherland and Liberty Nationalist Front’ (Frente Nacionalista Patria y Libertad) ได้ปลุกระดมมวลชนฝั่งตนออกมาก่อจลาจลหลังพบว่าคะแนนของอาเยนเดเพิ่มขึ้นและเรียกร้องให้กองทัพก่อรัฐประหารโค่นอาเยนเด

การ์ลอส แพรตส์ผู้ยึดแนวทางชไนเดอร์กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ฝ่ายตรงข้ามพยายามปั่นป่วนเขาในที่สาธารณะหวังให้เขาตอบโต้และกลายเป็นประเด็นจนต้องลาออกแต่ไม่สำเร็จ และแล้ววันหนึ่ง แพรตส์เกิดมีปากเสียงและยิงปืนใส่รถคู่กรณีที่เย้ยหยันเขา
เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวพาดหัวดังและทำลายชื่อเสียงของแพรตส์ลง

การรัฐประหารครั้งแรก ‘ตังเกตาโซ’ (Tanquetazo) เริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันเพื่อโค่นรัฐบาลอาเยนเด นำกลุ่มชาตินิยม ‘Fatherland and Liberty Nationalist Front’ ได้เคลื่อนรถถังเข้าปิดล้อมทำเนียบประธานาธิบดีและยิงผู้คนที่เข้าไปใกล้ แต่แพรตส์ไม่เอาด้วยและสั่งปราบกลุ่มกบฎ การรัฐประหารครั้งนี้จึงไม่สำเร็จ

ในวันที่ 23 สิงหาคม กลุ่มนายทหารต่างรวมตัวกันกดดันจนแพรตส์ต้องลาออกจากตำแหน่ง ก่อนที่เขาจะลาออก แพรตส์แนะนำให้อาเยนเดเลือกนายพล ‘เอากุสโต ปิโนเชต์’ (Augusto Pinochet) เป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ทั้งอาเยนเดและแพรตส์เชื่อว่าปิโนเชต์ยึดถือแนวทางของชไนเดอร์เช่นกัน แต่นั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์

วันที่ 11 กันยายน ปี 1973 ไม่ถึงสองสัปดาห์หลังแพรตส์ลงจากตำแหน่ง ผู้บัญชาการสูงสุดคนใหม่ ‘เอากุสโต ปิโนเชต์’ ได้ก่อรัฐประหารนำกองทัพพร้อมรถถังเข้าล้อมทำเนียบประธานาธิบดี อเยนเดผู้หมดหนทางจึงยิงตัวตายในทำเนียบ เปิดทางให้ฝ่ายทหารนำกองทัพเข้าควบคุมรัฐบาลไว้ได้

ในเดือนเดียวกัน กลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านรัฐประหารถูกปิดล้อมไว้ในสนามฟุตบอลแห่งชาติซานติอาโก (Estadio Nacional Julio Martínez Prádanos) สนามกีฬาแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่สังหารและทรมานผู้ต่อต้านรัฐประหารด้วยคำอ้างว่า "เพื่อป้องกันประเทศจากคอมมิวนิสต์"

เปิดฉากยุคเผด็จการปิโนเชต์นาน 17 ปี ตั้งแต่ 1973-1990 นโยบายของอเยนเดทั้งสวัสดิการสังคม การศึกษาฟรี ประกันสุขภาพถ้วนหน้า สหภาพแรงงาน ต่างถูกรัฐบาลทหารยกเลิกแทบทั้งหมด กลุ่มนายทุนใหญ่ได้รับการเอื้อประโยชน์อย่างเต็มที่ มีผู้คนถูกจับตัวไปทรมาน 29000 ราย ถูกสังหารอีกราว 3200 ราย และราว 2 แสนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ผู้คนอีกนับพันยังหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย สร้างบาดแผลให้ชาวชิลีถึงปัจจุบัน

แม้ปัจจุบันชิลีจะกลับมาเลือกตั้งตามประชาธิปไตยแล้ว แต่มรดกของปิโนเชต์ยังฝังรากลึก นโยบายหลายอย่างของปิโนเชต์ไม่อาจถูกลบเลือนได้ ทิ้งปัญหาให้รัฐบาลรุ่นหลังต้องตามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยากเย็น

อ้างอิง

US Senate, Senate Select Committee Intelligence Activities Staff Report : Covert Action in Chile, 1963-1973, 1975

Carlos Prats, Memorias, 1985

Steve J. Stern, Battling for Hearts and Minds: Memory Struggles in Pinochet’S Chile, 1973-1988.

Steve J. Stern. Remembering Pinochet’S Chile: On the Eve of London 1998

Eugenia Palieraki, La opción por las armas. Nueva izquierda revolucionaria y violencia política en Chile (1965-1970)

Eugenia Palieraki, Las manifestaciones callejeras y la experiencia de la unidad popular (1970-1973)