Art World

The Birth of a Nation ภาพยนตร์ที่เหยียดเชื้อชาติที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

In Focus

+ แม้ The Birth of a Nation จะถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไปตลอดกาล แต่เนื้อหาที่มุ่งสร้างความเกลียดชังต่อคนผิวดำทำให้มันกลายเป็นรอยด่างพร้อยในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์

+ นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดสินค้าเกี่ยวกับตัวหนังมากมาย หนึ่งในผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการจุดกระแสกลุ่มคูคลักซ์แคลน (Ku Klax Klan) ให้กลับมาอีกครั้ง ตัวหนังยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มนี้จนถึงปัจจุบัน

+ เนื้อหาของมันสร้างภาพลักษณ์ในแง่ลบต่อคนผิวดำ ภาพของคนผิวดำที่ชอบกินไก่ทอดกับติดเหล้าก็ถูกทำให้โด่งดังในภาพยนตร์เรื่องนี้
 
ภาพชายผิวดำกำลังไล่ต้อนหญิงสาวผิวขาวหวังจะกระทำชำเรา จนหญิงสาวขอเลือกกระโดดผาฆ่าตัวตายแทน ภาพของกองทหารผิวดำที่ไล่ต้อนครอบครัวผิวขาวผู้น่าสงสารเพื่อสังหาร โดยมีกลุ่มฮีโร่ผู้กอบกู้สถานการณ์ของเรื่องคือ เหล่า Ku Klax Klan (KKK) ในชุดคลุมขาวปิดใบหน้ามิดชิด ขี่ม้าที่คลุมด้วยผ้าขาวแบบเดียวกันเหมือนอัศวิน

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อประชดประชันหรือเสียดสีสังคม แต่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อปลุกไฟแห่งความเกลียดชังขนานแท้ 

ชื่อของม้วนแผ่นฟิล์มชุดนี้คือ The Birth of a Nation ออกฉายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 1915

ในยุคที่ ‘ภาพยนตร์เล่าเรื่อง’ เพิ่งตั้งไข่ หลากหลายทีมงานโปรดักชันต่างแข่งขันกันผลิตผลงานเพื่อเปิดตัวสู่สาธารณชน ท่ามกลางภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาทั่วไป ทั้งตลก โศกนาฏกรรม และความรักที่เราเห็นได้เหมือนทุกวันนี้ กลับมีภาพยนตร์เนื้อหาสร้างความชิงชังต่อพลเมืองอเมริกันด้วยกันเอง และมันกลับประสบความสำเร็จถล่มทลายจนได้รับการฉายต่อไปจนถึงช่วง 1920 แถมยังถูกยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องล้ำหน้ามากในยุคนั้น

แม้การเลิกทาสจะเกิดขึ้นในช่วงปี 1860 สถานภาพของอิสระชนผิวดำในสังคมอเมริกันก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิมนัก พวกเขายังไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ยังไม่สามารถใช้บริการสาธารณะหรือเรียนหนังสือร่วมกับคนขาวได้เพราะมีกฎหมายแบ่งแยกสีผิว (Segregation Laws)

ภาพยนตร์เรื่อง ‘The Birth of a Nation’ กำกับและสร้างโดย ดี ดับเบิลยู กริฟฟิธ (D.W. Griffith) เป็นภาพยนตร์เงียบ ถูกดัดแปลงมาจากนวนิยาย ‘The Clansman’ ของ โธมัส ดิกสัน จูเนียร์ (Thomas Dixon Jr.) การเล่าเรื่องที่ล้ำยุคทำให้หนังเรื่องนี้มีความยาวถึง 3 ชั่วโมง มีคำบรรยายประกอบตลอดเรื่อง เป็นเรื่องธรรมดาของหนังในยุคแรกๆ ที่ยังไม่มีเสียงประกอบ ตัวละครผิวดำในเรื่องส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวที่ถูกแต่งหน้าทำผมให้ดูคล้ายคนผิวดำ (Blackface)

เนื้อเรื่องเริ่มต้นขึ้นในยุคหลังสงครามกลางเมือง (Reconstruction Era) คนผิวดำเริ่มมีอำนาจมากขึ้นจนครองสังคมไว้ได้ มีฉากรัฐสภาเต็มไปด้วยคนผิวดำที่เอะอะโวยวาย กองทหารที่ปล้นชิงทรัพย์สมบัติชาวบ้าน บ้านเมืองที่ดูโกลาหล นี่คือภาพที่หนังวาดไว้ว่าสังคมจะเป็นยังไงหากคนผิวดำได้สิทธิเท่าเทียม คนผิวขาวถูกกีดกันสิทธิ์ไม่ให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในขณะที่แดนใต้เกิดวีรบุรุษบนหลังม้าในชุดขาวคล้ายอัศวินออกทวงคืนความยุติธรรมให้คนขาวและล้างแค้นคนผิวดำ ภาพยนตร์จบลงด้วยการ ‘สั่งสอน’ คนดำให้รู้จักที่ทางของตนเอง พวกเขากลายเป็นคนไม่มีสิทธิ์มีเสียงอีกครั้ง กลุ่ม KKK ปลดปล่อยประเทศจากชนผิวดำได้ ปิดท้ายด้วยภาพคนผิวขาวที่กลมเกลียวกันพร้อมพระเยซูเป็นผู้ชี้นำทาง

ฉากในรัฐสภาที่สมาชิกสภาผิวดำทำกิริยาไม่เหมาะอย่างยกเท้าพาดโต๊ะ ดื่มเหล้า และกินไก่ทอดกลางสภาได้กลายมาเป็นภาพลักษณ์ของคนผิวดำที่ชอบกินไก่ทอดในปัจจุบัน

ผลกระทบจากหนังแผ่เป็นวงกว้าง นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่สร้างกระแสให้เกิดสินค้าเกี่ยวกับมันตามมา มีการผลิตสินค้าที่มีธีม KKK ไม่ว่าจะหมวก เสื้อผ้า ผ้ากันเปื้อนออกวางจำหน่าย พนักงานต้อนรับในโรงภาพยนตร์ต่างแต่งกายด้วยชุดคลุมแบบ KKK มีการจัดงานเต้นรำธีมคูคลักซ์แคลน ซึ่งผู้ร่วมงานต่างแต่งกายเหมือนขบวนการนี้เพื่อประชันกัน

หลังออกฉายได้ไม่นานนัก กลุ่ม KKK ที่ดูเหมือนจะหลับใหลไปนานได้ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กลายเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มเพื่อเรียกหาสมาชิกใหม่ๆ คนผิวขาวจำนวนมากที่หลั่งไหลเกิดความรู้สึกฮึกเหิมด้วยไฟแห่งความเกลียดชัง มีการแจกจ่ายใบปลิวโฆษณาให้เข้าร่วมกับขบวนการ KKK ในโรงภาพยนตร์

เดิมที่กลุ่ม KKK มีจุดเริ่มต้นในหมู่ชาวใต้ที่ไม่ยอมรับการปลดปล่อยทาสและความพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมือง ขบวนการเริ่มก่อตัวในปี 1865 และเงียบหายไปในปี 1871

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1915 ที่รัฐจอร์เจีย วิลเลียม โจเซฟ ซิมมอนส์ (William Joseph Simmons) ป่าวประกาศการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของกลุ่ม Ku Klax Klan ด้วยกางเขนที่ลุกเป็นไฟขนาดใหญ่ สมาชิกกลุ่มต่างเฉลิมฉลองกันในชุดคลุมขาวและชุดทหารฝ่ายใต้สมัยสงครามกลางเมืองพลางยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อประกาศศักดา

แม้แต่ประธานาธิบดีวูดโรว วิลสัน (Woodrow Wilson) ยังสั่งให้นำภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายเป็นเรื่องแรกในทำเนียบขาว คำพูดของประธานาธิบดีวิลสันยังถูกนำไปใช้ในบทบรรยายระหว่างภาพยนตร์ด้วย มีรายงานว่าวิลสันกล่าวถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “เป็นเหมือนการเขียนประวัติศาสตร์ปานฟ้าผ่า สิ่งที่ผมรู้สึกเสียใจคือทั้งหมดนั้นเป็นจริง” แม้คำพูดนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจริงหรือไม่ แต่การนำภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเช่นนี้ไปฉายในทำเนียบขาวย่อมหมายถึงการผลตอบรับแง่บวกจากประธานาธิบดี เรื่องนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์อีกเวอร์ชันในสายตาชาวอเมริกันที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในอดีตและอนาคต

ปัจจุบัน The Birth of a Nation ยังเป็นที่กล่าวขานในวงการภาพยนตร์ว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ปฏิวัติรูปแบบภาพยนตร์อเมริกันไปตลอด แต่ก็เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่หาผลประโยชน์จากอคติต่อชนกลุ่มน้อยในประเทศตนเอง

สิ่งที่น่าวิตกไม่แพ้กันคือวาทกรรมสร้างความเกลียดชังนี้ยังถูกผลิตซ้ำเรื่อยมาในกลุ่มขวาสุดโต่ง แม้เวลาจะล่วงเลยไปกว่าศตวรรษแล้วก็ตาม ชาวผิวดำจำนวนมากยังถูกมองว่าไม่สามารถรักษากฎหมายได้อย่างคนผิวขาว และเป็นต้นเหตุก่ออาชญากรรมหลายครั้ง ทั้งๆ ที่นโยบายกีดกันของรัฐได้ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการสาธารณะและบ้านพักอาศัยของคนผิวดำมาโดยตลอด

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์อันน่าอับอายของวงการภาพยนตร์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันคือบันทึกที่สะท้อนแนวคิดอันน่าตกใจของคนผิวขาวจำนวนมากในอเมริกาในช่วงปี 1910 ซึ่งมองเรื่องนี้เป็นเพียงภาพยนตร์ธรรมดาๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้น และยังคงมีกลุ่มคนที่ยังยึดแน่นกับอคติเหล่านี้อีกต่อไป

อ้างอิง

https://www.history.com/news/kkk-birth-of-a-nation-film

https://www.history.com/this-day-in-history/birth-of-a-nation-opens

https://www.history.com/news/blackface-history-racism-origins

https://www.washingtonpost.com/posteverything/wp/2015/03/03/the-birth-of-a-nation/

https://www.bbc.com/news/world-us-canada-47125474