Ancient Civilizations

ฟาโรห์ผู้ประกาศตนเป็นเทพเจ้า

เทพเจ้าของชาวไอยคุปต์ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากจินตนาการของชาวอียิปต์โบราณเอง ถึงแม้ว่าจะมีตำราบางส่วนเสนอเอาไว้ว่าตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์ต่างๆ เช่นเรื่องราวของไตรเทพ พ่อ-แม่-ลูก อย่างเช่นตำนานของเทพเจ้าโอซิริส (Osiris) ไอซิส (Isis) และฮอรัส (Horus) นั้น อาจจะถูกดัดแปลงมาจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต แต่ “ตัวตน” ของเทพเจ้าที่เป็นตัวแทนของสรรพสิ่งที่เป็นนามธรรมต่างๆ ก็ยังคงเป็นสิ่งสมมติอยู่เช่นเดิม

ดังนั้นครั้งนี้จึงขออนุญาตพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับเทพเจ้าที่มีเลือดเนื้อเชื้อไข เป็นบุคคลจริงๆ ที่มีลมหายใจและจับต้องได้กันบ้าง แน่นอนว่าชาวไอยคุปต์ผู้ที่จะมีศักดิ์เท่าเทียมเทพได้นั้นจะต้องมีบุญญาธิการสูงส่ง และนั่นก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากองค์ฟาโรห์หรือกษัตริย์ของชาวไอยคุปต์นั่นเอง

ปาปิรัสเวสคาร์ บอกเล่าเรื่องราวการถือกำเนิดของฟาโรห์สามพระองค์แรกแห่งราชวงศ์ที่ 5
Credit: http://rhbarnhart.net/Westcar.html


แท้ที่จริงแล้ว ฟาโรห์ก็อยู่ในฐานะของสมมติเทพหรือมนุษย์กึ่งเทพอยู่แล้ว ด้วยว่าตัวแทนขององค์ฟาโรห์ก็คือเทพเจ้าฮอรัส อีกทั้งพระยศของฟาโรห์ยังมักจะได้รับการเรียกขานว่า “โอรสแห่งรา” (Son of Ra) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับสุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินของพวกเขา นั่นทำให้นักอียิปต์วิทยายังคงตั้งข้อถกเถียงกันขนานใหญ่ว่าแท้ที่จริงแล้วองค์ฟาโรห์คือ “เทพเจ้า” หรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าปัญหานี้จะยังไม่มีข้อยุติ โดยบทสรุปกว้างๆ ก็คือฟาโรห์เป็นมนุษย์กึ่งเทพ ผู้ซึ่งมีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปด้วยว่าพระองค์สามารถติดต่อสื่อสารกับเทพเจ้าได้นั่นเอง

จุดประสงค์หลักที่องค์ฟาโรห์ต้องพยายามประกาศตนเป็นเทพเจ้านั้น หลักๆ ก็เพื่อที่จะอ้างสิทธิโดยชอบธรรมในการครองราชย์ ซึ่งก็ทำได้โดยการ “สร้างตำนาน” ขึ้นมาว่าตนเองเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเทพเจ้า ประกาศเรื่องราวที่สร้างขึ้นมานี้ออกไปให้ประชาชนรับทราบ เพื่อป้องกันข้อกังขาและคำถามที่จะเกิดขึ้นจากการขึ้นครองราชย์ที่อาจจะไม่สมบูรณ์เต็มร้อยของพระองค์นั่นเอง


ภาพพระนางอาห์โมสตั้งครรภ์ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (สังเกตว่าหน้าท้องของนางป่องกว่าปกติ) ตามตำนานเสนอว่านางตั้งครรภ์กับเทพเจ้าอมุน-รา https://www.brown.edu/Departments/Joukowsky_Institute/courses/introtoegypt09/9001.html

ตำนานที่เก่าแก่ที่สุดที่บอกเล่าเรื่องราวทำนองนี้ปรากฏในปาปิรัสเวสคาร์ (Westcar Papyrus) กล่าวถึงการพยากรณ์การถือกำเนิดของเหล่าฟาโรห์ 3 พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ที่ 5 ซึ่งก็คือ ฟาโรห์อูเซอร์คาฟ (Userkaf) ฟาโรห์ซาฮูเร (Sahure) และฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเร (Neferirkare) โดยอ้างว่าฟาโรห์ทั้ง 3 พระองค์นี้เป็นโอรสของสตรีที่เป็นภรรยาของนักบวชชั้นสูงแห่งเทพเจ้ารา แสดงสิทธิโดยชอบธรรมให้ทั้งสามพระองค์สามารถขึ้นครองราชย์ได้อย่างถูกต้องด้วยว่าเป็นโอรสของเทพเจ้า อีกทั้งยังช่วยปูทางให้ลัทธิการบูชาสุริยเทพในสมัยราชวงศ์ที่ 5 ก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณอีกด้วย

ฟาโรห์องค์ต่อมาที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีความจำเป็นต้องประกาศตนเป็นเทพเจ้าอย่างแน่นอนก็คือ ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut) หรือที่รู้จักกันในนามราชินีมีเครา ผู้แต่งกายเยี่ยงบุรุษฟาโรห์ ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณอยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 18 สมัยราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) เมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้น ประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณจะเคยมีสตรีขึ้นนั่งบัลลังก์เป็นฟาโรห์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่การที่สตรีขึ้นครองบัลลังก์ก็ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาสามัญสำหรับชาวไอยคุปต์แน่นอน ฮัตเชปซุตจินตนาการภาพในอนาคตได้ไม่ยากว่านางอาจจะโดนต่อต้าน หรือไม่ก็มีคำถามมากมายที่ประดังประเดเข้ามาเกี่ยวกับสิทธิในการขึ้นครองราชย์ของสตรีอย่างนาง นั่นจึงทำให้นางต้อง “สร้างตำนาน” ขึ้นมาเพื่อ “ประกาศตนเป็นเทพเจ้า”

ภาพวาดจำลองจากภาพจริงบนผนังวิหารลักซอร์แสดงฉากการถือกำเนิดของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 โดยที่เทพเจ้าอมุน-รากำลังมอบอังค์แด่มารดาของอเมนโฮเทปที่ 3
Credit: http://www.stellarhousepublishing.com/luxor.html


ถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้ว บิดาของฮัตเชปซุตคือ ฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 1 (Tuthmosis I) แต่ในตำนานที่นางสร้างขึ้นนั้น นางอ้างว่าบิดาที่แท้จริงของนางคือ อมุน-รา (Amun-Ra) เทพอุปถัมภ์หลักของนครธีบส์ (Thebes) โบราณซึ่งเป็นเมืองหลวงในสมัยของนาง แสดงให้เห็นว่านางมีสิทธิโดยชอบธรรมเต็มที่ในการขึ้นครองราชย์เพราะว่านางคือ “ธิดา” แห่งเทพเจ้าอมุน-รานั่นเอง

เรื่องราวการประสูติของฮัตเชปซุตที่ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่ออ้างสิทธิในการครองราชย์นั้นปรากฏเป็นเรื่องราวยาวเหยียดต่อเนื่องบนผนังวิหารของนางที่เดียร์ เอล-บาฮารี (Deir el-Bahari) เริ่มต้นด้วยการประกาศโดยเทพเจ้าอมุน-ราว่า พระองค์จะเป็นบิดาของ “กษัตรี” ผู้ที่กำลังจะถือกำเนิดจากพระนางอาห์โมส (Ahmose) ซึ่งก็คือมเหสีที่แท้จริงของฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 1 โดยฉากในวิหารที่นางได้สร้างขึ้นมานั้นปรากฏให้เห็นว่าพระนางอาห์โมสกำลังบรรทมอยู่ในห้องเพียงลำพัง แต่แล้วก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยกลิ่นหอมอบอวลจากน้ำหอมของเทพเจ้าอมุน-รา พระนางอาห์โมสเชื่อสนิทเลยว่าร่างที่กำลังเยื้องกรายเข้ามานั้นคือสวามีของนาง ทั้งคู่นั่งประจันหน้ากันบนเตียง อมุน-รากล่าวกับพระนางอาห์โมสว่า พระองค์จะให้กำเนิดธิดาผู้ซึ่งจะได้ปกครองอียิปต์ หลังจากนั้นก็ได้มอบ “อังค์” (Ankh) อันเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตแด่พระนาง สื่อถึงการถือกำเนิดของฮัตเชปซุตนั่นเอง ฉากถัดไปแสดงให้เห็นภาพของทารกตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก ดวงวิญญาณของทารกกำลังถูกเทพเจ้าคนุมซึ่งมีเศียรเป็นแกะปั้นอยู่บนจานหมุนของช่างปั้นหม้อ (Potter’s Wheel) หลังจากนั้นก็ปรากฏภาพของพระนางอาห์โมสกำลังประทับนั่งบนบัลลังก์โดยอุ้มทารกตัวน้อย ก็คือพระนางฮัตเชปซุตอยู่ในอ้อมแขน โดยที่เทพีฮาเธอร์ (Hathor) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแม่นม (Wet-nurse) ก็ได้แนะนำทารกร่างนี้กับเทพอมุน-ราผู้เป็นพระบิดาตามตำนานถือเป็นอันเสร็จพิธี

นอกจากฮัตเชปซุตแล้วยังมีฟาโรห์อีกพระองค์หนึ่งที่ทำการอ้างสิทธิโดยชอบธรรมในการครองราชย์ในรูปแบบที่เรียกได้ว่าคัดลอกตามฮัตเชปซุตมาเป๊ะๆ ฟาโรห์องค์นั้นก็คือ ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 ผู้ซึ่งครองราชย์หลังจากฮัตเชปซุตราวๆ 70 ปี


ฟาโรห์รามเสสที่ 2 ลืมตาดูโลกก่อนที่ปู่ของพระองค์จะได้ขึ้นเป็นฟาโรห์ ดังนั้นพระองค์จึงประกาศตนเป็นเทพเจ้าเพื่อสิทธิในการครองราชย์เช่นกัน
https://www.britishmuseum.org/research/collection_online/collection_object_details.aspx?objectId=117633&partId=1

สิ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องราวที่ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 ได้บันทึกเอาไว้บนผนังวิหารลักซอร์ (Luxor Temple) นั้นคือการขโมยไอเดียของฮัตเชปซุตมาใช้ทั้งดุ้นก็ไม่ปาน เราเข้าใจได้ไม่ยากว่าในกรณีของราชินีมีเครานั้น นางจำเป็นต้องสร้างตำนานเรื่องนี้ขึ้นเพื่อสิทธิโดยชอบธรรมในการครองราชย์ในฐานะสตรี แต่สำหรับฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 ซึ่งเป็นโอรสของฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 4 (Tuthmosis IV) อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างตำนานเพื่อแสดงสิทธิแต่อย่างใด ประเด็นนี้นักอียิปต์วิทยามีการเสนอกันว่า บางทีพระองค์อาจจะเพียงแค่ต้องการแสดงให้เห็นว่าตัวเองนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าอย่างแท้จริงก็เป็นได้

ฟาโรห์องค์ต่อมาที่ประกาศตนเป็นเทพเจ้าเช่นกันก็คือ ฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) แห่งราชวงศ์ที่ 19 เราทราบดีว่ารามเสสที่ 2 ประสูติก่อนที่รามเสสที่ 1 (Ramses I) หรือปู่ของพระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์เสียอีก หมายความว่า รามเสสที่ 2 ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์โดยกำเนิด นั่นจึงทำให้พระองค์ต้องเอาเยี่ยงอย่างฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 18 ด้วยการสร้างตำนานเพื่อสร้างสิทธิโดยชอบธรรมในการครองราชย์ขึ้นมาเช่นกัน และภาพของเทพเจ้าอมุน-ราที่กำลังมอบอังค์แด่สตรีผู้ที่กำลังจะให้กำเนิดโอรสที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์ก็ได้ฉายซ้ำลงไปอีกครั้งบนผนังวิหารประกอบพิธีศพของฟาโรห์รามเสสที่ 2 หรือที่รู้จักกันในนามราเมสเซียม (Ramesseum) แสดงให้เห็นถึงอำนาจเต็มในการครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งมีความยิ่งใหญ่ยาวนานถึงร่วม 67 ปีเลยทีเดียว


วิหารแห่งเทพพยากรณ์ซุส-อัมมอนที่โอเอซิสซิวาคือสถานที่ที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเคยไปขอคำพยากรณ์เพื่ออ้างสิทธิในการขึ้นครองบัลลังก์ไอยคุปต์
Credit: http://www.megalithic.co.uk/article.php?sid=13976

ถัดจากรัชสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ฟาโรห์ที่ประกาศตนเป็นเทพเจ้าอีกพระองค์หนึ่งก็คือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) เมื่อประมาณ 332 ปีก่อนคริสตกาล ด้วยว่าพระองค์เป็นผู้บุกรุกจากมาซิโดเนีย (Macedonia) จึงจำเป็นต้องหาสิทธิโดยชอบธรรมในการปกครองแผ่นดินอียิปต์เฉกเช่นฟาโรห์เจ้าถิ่น พระองค์จึงเดินทางออกไปยังทะเลทรายตะวันตก ใกล้กับชายแดนประเทศลิเบีย (Libya) ที่ตั้งของวิหารแห่งเทพพยากรณ์ซุส-อัมมอน (Zeus-Ammon) ในโอเอซิสซิวา (Siwa Oasis) ที่นี่อเล็กซานเดอร์ได้รับคำพยากรณ์ว่าพระองค์เปรียบดั่ง “เทพเจ้า” ทำให้อเล็กซานเดอร์มีอำนาจเต็มในการปกครองอาณาจักรอียิปต์โบราณในที่สุด

หลังจากรัชสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์สิ้นสุดลง นายพลปโตเลมีที่ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ประกาศตนเป็นเทพเจ้าแบบนี้เช่นกัน ที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่นฟาโรห์ปโตเลมีที่ 2 (Ptolemy II) และพระนางอาร์ซิโนเอที่ 2 (Arsinoe II) ก็ประกาศตนว่าทั้งคู่เป็น “เทพเจ้าสองพี่น้อง” และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเหล่าฟาโรห์ในสมัยการปกครองของชาวกรีกก็เลียนแบบต่อกันมาเรื่อยๆ โดยฟาโรห์ปโตเลมีที่ 12 (Ptolemy XII) พระบิดาของพระนางคลีโอพัตราที่ 7 (Cleopatra VII) ผู้เลอโฉมก็ประกาศตนเป็นเทพเจ้า “ไดโอนิซุส” (Dionysus) ส่วนพระนางคลีโอพัตราที่ 7 ก็ได้รับการเคารพนับถือในฐานะเทพีไอซิสบนผืนแผ่นดินอียิปต์ด้วยเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว ฟาโรห์ผู้ปกครองแผ่นดินของชาวไอยคุปต์ล้วนสร้างตำนานประกาศว่าตนเองเป็นเทพเจ้าเพื่อที่จะอ้างสิทธิโดยชอบธรรมในการขึ้นครองบัลลังก์ ซึ่งถือได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการก้าวขึ้นปกครองอาณาจักรขององค์ฟาโรห์ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นกุศโลบายที่ดีในการนำพาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของจักรวาลกลับคืนมาสู่ดินแดนของพระองค์อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://www.reshafim.org.il/ad/egypt/administration/pharaoh.htm
Website: https://www.ancient.eu/The_Westcar_Papyrus
Website: https://www.ancient.eu/hatshepsut
Website: https://www.ancient.eu/Ramesses_II
Website: https://www.ancient.eu/Alexander_the_Great