World Clvilization

เปิดตำนานมหานครก่อนยุครุ่งเรืองของชาวมายาโบราณ


 
ก่อนที่อารยธรรมมายาโบราณจะรุ่งเรืองขึ้นมาบนแผ่นดินของทวีปอเมริกากลางหรือเมโสอเมริกาในประเทศเม็กซิโกและกัวเตมาลานั้น อารยธรรมที่ครองความเป็นใหญ่อยู่ก่อนก็คือชาวโอลเมค (Olmec) ซึ่งมีนครสำคัญอยู่ที่ “ลา เบนตา” (La Venta) รัฐตาบัสโก (Tabasco) ประเทศเม็กซิโก
 
นครแห่งนี้ล่มสลายลงไปในช่วงประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับการถือกำเนิดของอารยธรรมมายาโบราณยุคก่อนคลาสสิกตอนปลาย (Late Pre-Classic Period) ที่รุ่งเรืองอยู่ในช่วงประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาลมาจนถึงปี ค.ศ. 250 นักโบราณคดีพบว่านครบางแห่งของชาวมายาโบราณในยุคแรกเริ่มหรือยุคก่อนคลาสสิกตอนปลายนี้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากชาวโอลเมคด้วยเช่นกัน
 
ว่าแต่มหานครก่อนยุครุ่งเรืองของชาวมายาโบราณจะมีนครแห่งใดบ้าง เรามาเที่ยวชมกันไปทีละนครเลยดีกว่า
 
นครแห่งแรกที่ขอนำมาเสนอก่อนคือนครที่มีชื่อว่า “ตาคาลิค อาบัค” (Takalik Abaj) นครแห่งนี้ถือเป็นนครยุคแรกเริ่มของชาวมายาโบราณที่ถือได้ว่ามีขนาดใหญ่พอตัว ด้วยว่ามีการค้นพบวิหารทั้งหมด 70 แห่ง สนามแข่งเกมบอลสองสนามและอนุสาวรีย์อีกราว 350 แห่งด้วยกัน ชื่อของนครแห่งนี้ได้รับการตั้งขึ้นมาโดยนักโบราณคดีในช่วงทศวรรษที่ 1970s ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “หินตั้ง” (Standing Stones) ตามภาษาคีเชมายา (Quiche Maya) และชื่อนี้ก็ถูกตั้งให้จากบรรดาอนุสาวรีย์หินตั้งจำนวนมากมายมหาศาลที่ค้นพบในนครนั่นเอง นอกจากนั้นแล้วเจ้าอนุสาวรีย์หินตั้งที่ค้นพบในนครตาคาลิค อาบัคนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับชาวโอลเมคอีกด้วย เพราะว่าในนครของชาวโอลเมคก็มีการตั้งอนุสาวรีย์เช่นนี้เอาไว้เหมือนกัน นักโบราณคดีเสนอว่าบางทีที่นครของชาวมายาโบราณในยุครุ่งเรืองนิยมตั้งศิลาจารึกเอาไว้เป็นจำนวนมากก็อาจจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลาจำนวนมหาศาลจากนครตาคาลิค อาบัคแห่งนี้นี่เอง
 
นักโบราณคดีพบหลักฐานชัดเจนว่าในช่วงก่อน 400 ปีก่อนคริสตกาลนั้น นครตาคาลิค อาบัคได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากอารยธรรมโอลเมคอีกทอดหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นอนุสาวรีย์ที่ได้ชื่อว่า “อาคารสีชมพู” (Pink Structure) นั้นก็เป็นอนุสาวรีย์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบโอลเมค และหลังจากที่เมืองลา เบนตาของชาวโอลเมคล่มสลายลงไป ชาวมายาโบราณในเมืองตาคาลิค อาบัคก็ได้ทำการฝังเจ้าอาคารสีชมพูนี้เอาไว้ภายใต้วิหารแบบมายาโบราณและทำลายอนุสาวรีย์ของชาวโอลเมคในบริเวณนั้นทิ้งทั้งหมด
 
เมื่อนักโบราณคดีเข้ามาตรวจสอบก็พบเข้ากับสุสานของชาวมายาซึ่งระบุอายุกลับไปได้ถึงประมาณปี ค.ศ. 100 ถึง 200 และเมื่อขุดต่อไปก็ได้พบกับสุสานอีกแห่งหนึ่งใน “อาคารสีชมพู” อายุราว 700 ถึง 400 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นที่ฝังศพของบุรุษลึกลับที่นักโบราณคดีเรียกว่า “เจ้าแห่งนกแร้ง” (Vulture Lord) ด้วยว่าเขาสวมเครื่องประดับรูปนกแร้งเอาไว้บนหน้าอกนั่นเอง
 
การค้นพบสุสานจาก “อาคารสีชมพู” ทำให้นักโบราณคดีมองเห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและการติดต่อกันระหว่างชาวโอลเมคกับชาวมายาโบราณในยุคแรกเริ่มได้อย่างชัดเจน ด้วยว่าเดิมทีวิหารแห่งนี้เคยเป็นกลุ่มอาคารและสุสานของชาวโอลเมคก่อนที่จะถูกชาวมายาโบราณนำมาดัดแปลงให้กลายเป็นสุสานของพวกเขาเองในอีกไม่กี่ร้อยปีให้หลัง
 
นครอีกแห่งหนึ่งที่รุ่งเรืองอยู่ในช่วงเดียวกันกับตาคาลิค อาบัคคือนครที่มีชื่อว่า “ชิอาปา เด คอร์โซ” (Chiapa de Corzo) นครแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับใจกลางของอารยธรรมโอลเมคมากกว่านครตาคาลิค อาบัค แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมจากโอลเมคมาสู่มายาได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว เดิมทีนครแห่งนี้รุ่งเรืองขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงประมาณ 1,200 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว ในฐานะหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวโอลเมค หลังจากนั้นในช่วงประมาณ 900 ถึง 800 ปีก่อนคริสตกาลก็เริ่มที่จะขยายฐานอำนาจจนกว้างใหญ่ขึ้น มีการติดต่อกับนครลา เบนตาของชาวโอลเมคอย่างเด่นชัด หนึ่งในหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์นี้ก็คือรูปแบบของเครื่องปั้นดินเผาของทั้งสองนครนั้นมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นในช่วงประมาณ 700 ถึง 500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นยุคที่ชาวโอลเมคเริ่มเสื่อมถอย รูปแบบของเครื่องปั้นดินเผาในเมืองชิอาปา เด คอร์โซเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจนดูคล้ายคลึงกับศิลปะของชาวมายาโบราณมากขึ้น สถาปัตยกรรมในนครก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ชาวเมืองเริ่มใช้ดินเหนียวและอิฐดิบในการก่อสร้างแทนที่จะใช้เพียงแค่ก้อนดินง่ายๆ เฉกเช่นในอดีต หลังจากนั้นเป็นต้นมา โบราณวัตถุสไตล์โอลเมคก็เริ่มเลือนหายออกไปจากนครทีละน้อย
 
และในช่วง 100 ปีก่อนคริสตกาล พวกเขาก็เริ่มสร้างสิ่งปลูกสร้างจากหินขึ้นมาเป็นครั้งแรก จุดเด่นอีกประการหนึ่งของนครชิอาปา เด คอร์โซคือเรื่องของการใช้อักษรภาพเฮียโรกลิฟฟิค (Hieroglyphs) แบบมายาโบราณเป็นครั้งแรกๆ นอกจากนั้นอักขระที่ปรากฏบนศิลาหมายเลข 2 (Stela 2) ยังแสดงให้เห็นถึงการบันทึก “ปฏิทิน” เป็นครั้งแรกๆ ของอารยธรรมมายาโบราณอีกด้วย นักโบราณคดีถอดความวันที่บนปฏิทินออกมาตรงกับช่วงเดือนธันวาคม 36 ปีก่อนคริสตกาล มีการเสนอกันว่านี่อาจจะเป็นวันที่ที่ถือได้ว่า “เก่าแก่ที่สุด” ที่ปรากฏบนจารึกของอารยธรรมเมโสอเมริกาเลยทีเดียว
 
อีกหนึ่งนครสำคัญของชาวมายาโบราณยุคแรกเริ่มก็คือนครที่มีชื่อว่า “อิซาปา” (Izapa) นครแห่งนี้โดดเด่นทางด้านภาพสลักที่แสดงให้เห็นถึงตำนานความเชื่อเกี่ยวกับ “เทพเจ้า” ของชาวมายาโบราณในยุคแรกเริ่ม รวมถึงตำนานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโลกของชาวมายาโบราณอีกด้วย นักโบราณคดีเสนอว่านครอิซาปาน่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล ภายในนครอุดมไปด้วยอนุสาวรีย์จำนวนมาก นักโบราณคดีค้นพบแผ่นจารึก 90 แผ่น แท่นบูชา 61 แห่ง และโบราณวัตถุอื่นๆ อีกราว 70 ชิ้น แต่ที่น่าแปลกคือศิลาเหล่านี้กลับไม่ได้จารึกอักขระเฮียโรกลิฟฟิคใดๆ เอาไว้เลย มีเพียงแค่ภาพประกอบเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นภาพที่ปรากฏบนศิลาหลากหลายแผ่นในนครอิซาปาก็ทำให้นักโบราณคดีเข้าใจถึงปฐมบทแห่งตำนานเทพเจ้าต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
 
ภาพเทพเจ้าที่ปรากฏบนศิลาจากเมืองอิซาปาก็เช่นภาพของเทพเจ้าชาค (Chaac) ซึ่งเปรียบประหนึ่งพระพิรุณของชาวมายาโบราณ เป็นเทพเจ้าที่ไม่ปรากฏในอารยธรรมโอลเมคมาก่อน นอกจากนั้นยังมีภาพของเทพเจ้าคาวีล (K’awiil) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทพเจ้าองค์สำคัญของชาวมายาโบราณที่มีความเกี่ยวข้องกับสายฟ้าก็ปรากฏพระองค์เป็นครั้งแรกในนครอิซาปาเช่นกัน
 
นอกจากภาพของเทพเจ้าแล้ว ภาพจากตำนานการสร้างโลกในคัมภีร์โพโพล วูห์ (Popol Vuh) เรื่องของวีรบุรุษฝาแฝดก็ปรากฏให้เห็นบนศิลาหมายเลข 2 และ 25 จากอิซาปาเช่นกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าตำนานการสร้างโลกของชาวมายาโบราณที่ปรากฏในคัมภีร์ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้นได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคก่อนคลาสสิกตอนปลายแล้วนั่นเอง
 
อีกหนึ่งนครที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวโอลเมคและชาวมายายุคแรกเริ่มได้ดีไม่แพ้กันก็คือนครที่มีชื่อว่า “เอล บาอูล” (El Baúl) ในปัจจุบันนครแห่งนี้ตั้งอยู่ในไร่อ้อย มีการค้นพบอนุสาวรีย์แห่งหนึ่งตั้งเด่นอยู่บนเนินดิน และที่น่าสนใจก็คือมีการค้นพบ “เศียรศิลา” (Stone Head) ขนาดใหญ่ฝังอยู่บนเนินดินนั้นด้วย เศียรศิลานี้คือหนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะของชาวโอลเมค ถึงแม้ว่าเศียรที่ปรากฏในนครเอล บาอูลนี้จะไม่ใช่ของชาวโอลเมคเสียทีเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานชิ้นนี้จะต้องได้รับแรงบันดาลใจทางศิลปะมาจากชาวโอลเมคด้วยอย่างแน่นอน
 
นครแห่งสุดท้ายที่รุ่งเรืองอยู่ในยุคคาบเกี่ยวของชาวโอลเมคและชาวมายาก็คือ “คามินัลฮูยู” (Kaminaljuyu) นครแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งมหานครที่รุ่งเรืองขึ้นมาตั้งแต่ช่วง 1,200 ปีก่อนคริสตกาลและคงความยิ่งใหญ่เอาไว้ได้จนถึงช่วงปี ค.ศ. 800 เลยทีเดียว นักโบราณคดีประเมินว่านครแห่งนี้น่าจะมีประชากรหลายพันคน พวกเขาปลูกข้าวโพดและฝ้ายเป็นผลผลิตหลัก นอกจากนั้นยังทำเหมืองหินออบซิเดียนอีกด้วย และเหมืองหินออบซิเดียนนี่เองที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับอารยธรรมโอลเมคโดยเฉพาะที่เมืองลา เบนตา เพราะนักโบราณคดีพบว่าหินออบซิเดียนที่ค้นพบจากเมืองลา เบนตานั้นมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันกับเหมืองหินของชาวเมืองคามินัลฮูยู นั่นหมายความว่าชาวโอลเมคมีการค้าขายหินออบซิเดียนกับนครแห่งนี้ด้วยนั่นเอง
 
หลังจากที่ลา เบนตาล่มสลายลงไปในช่วงประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล คามินัลฮูยูเริ่มเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น พีระมิดและสิ่งปลูกสร้างในนครถูกขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น แผ่นศิลาที่ใช้ในการประกาศความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ปรากฏขึ้นทั่วทั้งนคร นอกจากนั้นศิลาแผ่นหนึ่งที่ได้ชื่อว่า “อนุสาวรีย์ 65” (Monument 65) ยังได้แสดงภาพแปลกใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในนครแห่งไหนที่ร่วมสมัยกันมาก่อนเลยอีกด้วย มันคือภาพของ “เชลยศึก” นั่นเอง
 
ภาพของเชลยศึกบนอนุสาวรีย์นี้แสดงให้เห็นนักโทษสงครามที่ถูกจับมัดมือ บ้างก็เปลือยเปล่า ถูกจับมานั่งอยู่ต่อหน้าองค์กษัตริย์บนบัลลังก์ นักโบราณคดีเสนอว่าภาพเหล่านี้น่าจะถูกสลักขึ้นในช่วงประมาณ 400 ถึง 100 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงยุครุ่งเรืองของนครคามินัลฮูยูที่มีทั้งระบบกษัตริย์ที่แข็งแกร่ง มีพีระมิดที่ยิ่งใหญ่อลังการ สมกับเป็นมหานครที่กำลังจะนำพาชาวมายาโบราณเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอย่างแท้จริง
 
อ้างอิง
 
https://www.themayanruinswebsite.com/takalik-abaj.html
 
https://www.mexperience.com/travel/colonial/chiapa-de-corzo
 
http://mundomaya.travel/en/arqueologia/top-10/item/izapa.html
 
https://delange.org/Baul1/Baul1.htm
 
https://www.themayanruinswebsite.com/kaminaljuyu.html