Ancient Civilizations

'ชาวกอล' คนเถื่อนผู้สร้างอารยธรรม

+ ชาวกอล คือชาวเคลต์กลุ่มหนึ่งที่อาศัยในดินแดนฝรั่งเศส เบลเยียม และเยอรมนีในปัจจุบัน พวกเขาสร้างสรรค์อารยธรรมอันเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนระหว่างอารยธรรมกรีก โรมัน และชาวเคลต์กลุ่มอื่นๆ

+ ชาวเคลต์มีวิทยาการและแนวคิดหลายอย่างที่ล้ำหน้ามาก ไม่ว่าจะการหลอมโลหะ อาวุธ ปฏิทิน สังคมเมือง และเกียรติของสตรี ในขณะที่ชาวโรมันยังตามหลังในหลายกรณี

+ อาวุธและชุดเกราะของชาวเคลต์ก้าวล้ำไปไกลเสียจนชาวโรมัน ‘ก๊อป’ ไปแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะเกราะโซ่ถักของชาวเคลต์ได้กลายมาเป็นเกราะมาตรฐานจนถึงศตวรรษที่ 16-17


ในหน้าประวัติศาสตร์โรมัน เมื่อกล่าวถึง ‘คนเถื่อน’ หรือ ‘อนารยชน’ ภาพที่เราคุ้นเคยคือ นักรบในชุดขนสัตว์หรือเปลือยท่อนบนที่รอคอยเวลาบุกปล้นทำลายอารยธรรมอันงรุ่งเรืองของโรม แนวคิดนี้พิสูจน์ว่าโฆษณาชวนเชื่อของพวกโรมันยังใช้ได้ผล แม้เวลาจะผ่านไปสองพันกว่าปีแล้ว

ในประวัติศาสตร์ฉบับโรมัน กรุงโรมถูกรายล้อมไปด้วยศัตรูป่าเถื่อนมากมาย ชาวโรมันต้องยกทัพไปปราบ ก่อนนำอารยธรรมของพวกตนไปเผยแพร่และปรับเปลี่ยนให้อนารยชนเหล่านี้กลายเป็นชาวโรมันผู้ศิวิไลซ์

แต่ชาวโรมันจำเป็นต้องนำกองทัพไป 'เผยแพร่วัฒนธรรมโรมัน' จริงหรือ ? และผู้คนที่พ่ายแพ้เป็นเพียง 'อนารยชนไร้การศึกษา' จริงหรือไม่?

หนึ่งในกลุ่มชนสาบสูญที่หลงเหลือแต่ประวัติศาสตร์ฉบับโรมันเขียนไว้คือ ชาวกอล (Gauls) หรือชนเผ่ากัลลิค (Gallic Tribes) จากดินแดนฝรั่งเศส เบลเยียมไปจนถึงเยอรมนีซีกตะวันตกในปัจจุบัน

ชาวกอลมีต้นกำเนิดจากชนเคลต์ (Celts) ที่แผ่ขยายมาจากยุโรปตอนกลาง ในศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล (แถบออสเตรีย เยอรมนีใต้ เช็ก สโลวาเกีย) และชนพื้นเมืองที่อาศัยในยุโรปตะวันตกมาตั้งแต่ยุคหิน นักโบราณคดีเรียกแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมเคลต์ว่า ‘วัฒนธรรมฮัลชตัท’ (Halstatt Culture) ตามชื่อเมืองที่ค้นพบโบราณวัตถุในออสเตรีย ก่อนพวกเขาจะค่อยๆ กระจายไปตั้งรกรากและผสมผสานชนพื้นเมืองทางซีกตะวันตกของทวีป

วัฒนธรรมและภาษาของชาวเคลต์ก้าวหน้ากว่าชนพื้นเมืองมาก พวกเขาขึ้นชื่อว่าเป็นยอดฝีมือแห่งการหลอมเครื่องโลหะ หลังชาวเคลต์เริ่มขยายตัวมาไม่นาน ชนพื้นเมืองต่างหันมารับวัฒนธรรมและภาษาชาวเคลต์ไปใช้อย่างรวดเร็ว เกิดเป็นวัฒนธรรมกัลลิคหรือกอลขึ้นมา ดินแดนกอลกลายเป็นหนึ่งในเครือข่ายของชาวเคลต์ เช่นเดียวกับหมู่เกาะอังกฤษ หรือคาบสมุทรไอบีเรียที่มีชาวเคลต์กลุ่มอื่นไปตั้งรกราก

นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลวัฒนธรรมภายนอกจากชาวกรีกที่มาตั้งอาณานิคมทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมืองท่าสำคัญของชาวกรีกคือ มาสสิเลีย (Massilia) หรือมาร์เซย (Marseille) ในปัจจุบัน เมืองนี้กลายเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างชาวกอลและกรีก ชาวกอลผลิตเหรียญตามแบบกรีก ภาพประทับเหรียญจำนวนมากยังเป็นสไตล์กรีก ชาวกรีกจากมาสสิเลียก็นำเทพของชาวกอลไปรวมกับเทพของตน ตัวอักษรกรีกก็ถูกพ่อค้าชาวกอลนำไปใช้ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดำเนินไปหลายศตวรรษ

วัฒนธรรมการเขียนชาวเคลต์มักถูกละเลยไป ในสังคมชาวเคลต์ ผู้ทรงปัญญาถูกเรียกว่า ดรูอิด (Druids) เรามักคุ้นตากับภาพเหล่าดรูอิดในฐานะพ่อมดหรือนักพรตเครายาวในชุดคลุมยาว ทว่าหน้าที่ของเหล่าดรูอิดมีมากกว่านั้น พวกเขาเป็นทั้งปราชญ์ ผู้นำทางศาสนา ทูต หรือผู้ถ่ายทอดตำนานเล่าขานหรือเรื่องเล่าในศาสนา

พวกดรูอิดสามารถเดินทางไปได้ทุกหนแห่งในดินแดนของชาวเคลต์ ยามที่ชาวเคลต์จะจับอาวุธประหัตประหารกัน ดรูอิดสามารถมาเจรจาสันติเลี่ยงการนองเลือดได้ กว่าจะเป็นดรูอิดได้ต้องฝึกฝนเล่าเรียนเป็นเวลานานถึง 20 ปี เหล่าดรูอิดจึงเป็นที่นับถือท่ามกลางชาวเคลต์มาก อักษรที่พวกดรูอิดนิยมใช้ถ่ายทอดวรรณคดีคือ กรีก ละติน และอักษรอ็อกฮัม (Ogham Alphabets) เป็นอักษรประดิษฐ์ของพวกเคลต์เอง แม้ภายหลังชาวเคลต์ที่หลงเหลือจะหันไปนับถือศาสนาคริสต์ แต่เหล่าดรูอิดยังมีสืบทอดต่อมาในรูปของบาทหลวงแทน

สังคมโรมันมีชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงถือเป็นทรัพย์สินของฝ่ายชาย และเมื่อสตรีถูกข่มขืน จะถือเป็นความผิดต่อผู้คุ้มครอง แต่ในสังคมเคลต์กลับตรงกันข้าม ผู้หญิงมีเกียรติเทียบเท่าบุรุษ มีอำนาจตัดสินใจของตนเอง และสามารถเป็นประมุขได้ พวกเธอยังสามารถล้างแค้นผู้ที่ข่มขืนได้ด้วย เมื่อพวกโรมันส่งทูตไปเจรจากับพวกเคลต์ในบอลข่าน ทูตโรมันกลับต้องตะลึงเมื่อพบว่าหัวหน้าพวกเคลต์กลุ่มนี้คือ ราชินีทิวทา (Teuta) และแสดงอาการดูถูกเหยียดหยามอย่างเปิดเผย ราชินีทิวทาโมโหมากจึงสั่งเก็บทูตโรมันปากกล้าเสีย

ชาวเคลต์เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการหลอมเหล็กของยุโรป เครื่องโลหะของชาวเคลต์พลิกโฉมหน้าเกษตรกรรมของโลกตะวันตกไปตลอดกาล เสียม จอบ และเคียวของชาวเคลต์ทำจากเหล็กกับด้ามไม้และมีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องมือของชนกลุ่มอื่นรอบๆ ทำให้ชาวเคลต์แพร่กระจายไปทั่วได้รวดเร็ว สามารถเพาะปลูกพืชผลได้รวดเร็ว

อีกนวัตกรรมเครื่องจักรกลเกษตรที่ล้ำหน้าตามที่นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน พลินีผู้อาวุโส (Pliny the Elder) บันทึกไว้คือ ‘เครื่องเก็บเกี่ยวพืชผล’ ที่มีหลักการไม่ต่างจากรถเก็บเกี่ยวปัจจุบัน รูปสลักนูนต่ำของอุปกรณ์นี้ถูกค้นพบในฝรั่งเศส กล่าวคือเป็นรถเกวียนที่ติดใบมีดหลายๆ ซี่ด้านหน้า แล้วให้วัวหรือลาที่เทียมรถไว้ดันเกวียนให้เคลื่อนไปในทุ่ง ข้าวที่ถูกเกี่ยวจะตกลงมาในตัวรถที่ออกแบบเหมือนตะกร้ารองรับพืชผล ชาวโรมันที่เข้ามายึดครองยังนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ต่อจนหายสาบสูญไปนับพันปี ก่อนเครื่องเก็บเกี่ยวจะฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งในปี 1831

เทคโนโลยีการทหารของชาวกอลก็ล้ำหน้าไม่แพ้กัน แม้แต่ศัตรูรายรอบยังต้องเลียนแบบวิทยาการของชาวกอลไปใช้จนดังกว่าชาวกอลเสียเองอีก หนึ่งในศัตรูที่ลอกเลียนแบบชาวกอลและไปดังกว่าต้นฉบับก็คือ ชาวโรมัน

ช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ชาวกอลหลายกลุ่มอพยพลงไปถึงคาบสมุทรอิตาลี ที่นี่พวกเขาต้องเจอกับชาวโรมันที่ทะเยอะทะยาน ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันจนแม่ทัพชาวกอลชื่อ เบรนนุส (Brennus) ตีพวกโรมันที่ใช้อาวุธชุดเกราะสำริดอันหนักเทอะทะ ในขณะที่นักรบกอลสวมเสื้อเกราะอ่อน (Chainmail) เหล็กที่มีน้ำหนักเบากว่า คล่องตัวกว่า คงทนและซ่อมแซ่มง่ายกว่า โล่กอลทำจากไม้หุ้มหนังบุขอบด้วยหมุด มีรูปร่างคล้ายวงรี บ้างก็คล้ายรูปเหลี่ยมทรงมน ปกปิดร่างกายได้มิดชิดกว่า น้ำหนักเบาและคล่องตัวกว่า ในขณะที่พวกโรมันใช้โล่สำริดหนักแบบกรีก ผลสุดท้ายคือกรุงโรมพ่ายแพ้ยับเยิน

พวกโรมันเจ็บแค้นใจกับแผลที่ชาวกอลสร้างไว้มาก หลังจากนั้นจึงเริ่มนำโล่ ชุดเกราะ และหมวกศึกแบบกอล (Gallic Helmet) มาดัดแปลงใช้แทนเกราะแบบกรีก ภาพของกองทัพโรมันที่เราคุ้นเคยเองก็มาจากเทคโนโลยีของชาวกอล เกราะอ่อนที่ชาวเคลต์หรือกอลประดิษฐ์ต่างถูกนำไปใช้ทั่วโลกจนถึงยุคของดินปืน ถือเป็นหนึ่งในเกราะที่มีประสิทธิภาพที่สุดในประวัติศาสตร์

โบราณวัตถุจากฝรั่งเศสที่มีกลไกซับซ้อนมักถูกตีความว่าเป็นของชาวกรีกหรือโรมันไปก่อนจนกระทั่งมาค้นพบภายหลังว่าเป็นของชาวเคลต์ เป็นเพราะคำว่า ‘อนารยชน’ (Barbarian) ที่ชาวกรีก-โรมันได้ตราหน้าไว้ ทำให้เรามองข้ามความสำคัญของชาวเซลต์ไปอย่างน่าเสียดาย

หนึ่งในตัวอย่างนั้นคือ ปฏิทินโกลินญี (Coligny Calendar) ที่ถูกค้นพบในปี 1897 มันคือผลงานชั้นยอดที่ถูกลืมและมองว่าเป็นของกรีก-โรมัน จนเมื่อผู้เชี่ยวชาญวงการเคลต์ นักคณิตศาสตร์ และวิศวกรชื่อ การ์เร็ต โอล์มสเตด (Garrett Olmsted) ได้ลองศึกษาโบราณวัตถุในปี 1989 เขากลับพบว่าปฏิทินสำริดแบบจันทรคตินี้เป็นของชาวกอลโบราณ และมีลวดลายพร้อมอักษรของชาวกอลอยู่ ปฏิทินขึ้นเดือนใหม่ทุกจันทร์ดับ (New Moon) ทั้ง 12 เดือนจะมีจำนวนวันไม่เท่ากัน แต่ผลของมันคือทำให้ทุกๆ เดือนเริ่มขึ้นพร้อมกับฤดูกาลในช่วงเวลาเดิมทุกๆ ปี

ปฏิทินนี้นับได้ว่าล้ำหน้าที่สุดในโลกในระดับเดียวกับปฏิทินเกรกอเรียนที่เราใช้กันในปัจจุบันก็ว่าได้ เมื่อโอล์มสเตดนำเสนอเรื่องนี้กับวงการโบราณคดีฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก พวกเขากลับไม่เชื่อเพราะคาดไม่ถึงว่าชาวเคลต์หรือกอลจะล้ำหน้าได้ถึงขนาดนี้ และต้องไปตีพิมพ์งานค้นพบในเยอรมนีแทน

นอกจากนี้ชาวเคลต์สร้างเครือข่ายถนนก่อนจักรวรรดิโรมันจะถือกำเนิดเสียอีก มีการค้นพบถนนทำจากแผ่นไม้โอ๊ควางบนกิ่งต้นเบิร์ช (Birch) ไปทั่วยุโรป ตั้งแต่เกาะไอร์แลนด์ เวลส์ ฝรั่งเศส ไปจนถึงเยอรมนีตอนเหนือ ทำให้รู้ว่าชาวเคลต์กลุ่มต่างๆ มีการติดต่อค้าขายและสร้างเครือข่ายระหว่างดินแดนต่างๆ ของชาวเคลต์ไปทั่ว คาดว่าถนนหลายสายของชาวเคลต์ถูกชาวโรมันสร้างทับไป

ในยามสงคราม มีการประชุมสภาใหญ่ที่ชาวกอลจากเมืองต่างๆ จะร่วมหารือกันถึงยุทธวิธีและจับมือกันเพื่อปราบผูกรุกรานอย่างชาวโรมัน ทั้งกษัตริย์และดรูอิดจากหลากหลายเมืองจะประชุมร่วมกัน

ชุมชนเมืองของชาวเคลต์กระจายไปทั่วยุโรป เมืองมันชิง (Manching) ในบาวาเรียของเยอรมนีเป็นอดีตเมืองเคลต์ที่มีกำแพงล้อมรอบเป็นอาณาเขตถึง 5 กิโลเมตร เมื่อชาวโรมันยึดเมืองของชาวเคลต์ได้จะลงมือวางผังใหม่และตั้งชื่อเมืองตามชาวเคลต์เผ่าที่สร้างเมืองนั้น เมืองในยุโรปปัจจุบันจำนวนมากก็มีที่มาจากชื่อหรือคำศัพท์ของชาวเคลต์ ไม่ว่าจะนครปารีส ที่มาจากชื่อชาวกอลเผ่าปาริซี (Parisii) เมืองเทรียร์ (Trier) ของเยอรมันที่มาจากชนเคลต์เผ่าเทรเวรี (Treverii) เมืองมิลาน (Milan) ก็มาจากคำภาษากอลว่า ‘Medhlan’ แปลว่า ‘กลางที่ราบ’ ส่วนชื่อเมืองลียง (Lyon) ก็มาจากคำว่า ‘ป้อมภูเขา’ ในภาษากอลเช่นกัน

แม้ในอดีตพวกเขาจะเป็นนักบุกเบิกตั้งรกรากตั้งแต่หมู่เกาะอังกฤษไปจนถึงบอลข่าน แต่ดินแดนของชาวเคลต์ปัจจุบันเหลือเพียง ไอร์แลนด์ สก็อตแลนด์ เวลส์ แคว้นบริตตานี (Brittany) ในฝรั่งเศส และแคว้นกาลีเซีย (Galicia) ในสเปน

แม้ชาวกอลและเคลต์จะถูกกลืนไปกับผู้พิชิต เรื่องราวจากมุมมองของพวกเขาถูกลืม เหลือเพียงมุมมองอคติจากปลายปากกาของชาวโรมัน แต่โบราณคดีและการศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยใจเป็นกลางน่าจะช่วยให้เราได้เข้าใจโลกของชาวเคลต์มากขึ้น

พวกเขาอาจไม่ใช่ผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่ชาวเคลต์ฝากไว้คือแฟชั่นที่พวกเราคุ้นเคยกันดีอย่างผ้าลายหมากรุกที่คนไทยเรียกติดปากว่า 'ลายสก็อต' นั่นเอง รากเหง้าของเทคโนโลยีที่เราชินตา และอัตลักษณ์ร่วมของยุโรปตะวันตกที่เคยเป็นผืนดินอันกว้างใหญ่ของชาวเคลต์ ผู้สร้างอารยธรรมที่ถูกลืมไปอย่างน่าเสียดาย

บางที ‘อนารยชน’ ที่แท้จริงอาจจะเป็นชาวโรมันผู้ช่วงชิงทุกอย่างไปแล้วเขียนประวัติศาสตร์ทับชาวเคลต์เสียเองก็เป็นได้.

อ้างอิง

Terry Jones, Barbarians : An Alternative Roman History, 2006

https://www.ancient.eu/celt/

https://www.ancient.eu/gaul/

https://www.ancient-origins.net/…/fierce-queen-illyrians-te…