World's Famous People

'อัลเฟรดมหาราช' กษัตริย์ขี้โรคผู้ไม่ยอมแพ้ต่อไวกิ้ง

+ ศตวรรษที่ 9 หมู่เกาะอังกฤษอยู่ในช่วงกลียุค เมื่อนักรบไวกิ้งจากสแกนดิเนเวียที่เคยค้าขายและปล้นสะดมมานาน ตัดสินใจยกกองเรือใหญ่มารุกรานหมายจะพิชิตดินแดน

+ ท่ามกลางอาณาจักรของชาวแองโกล-แซกซันพื้นเมืองที่ทยอยล่มสลายด้วยน้ำมือชาวนอร์ส กลับปรากฎกษัตริย์อัลเฟรดผู้ยืนหยัดต่อสู้กับผู้รุกราน แม้เกือบจะสูญเสียทุกสิ่งที่มีก็ตาม

+ ถึงอัลเฟรดจะเป็นคนขี้โรค ไม่ได้มีร่างกายแข็งแรงกำยำเฉกเช่นกษัตริย์นักรบ แต่ความไม่ยอมแพ้ การรู้จักพลิกแพลง และสติปัญญาหลักแหลม ทำให้พระองค์พลิกสถานการณ์และเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาล


ปี ค.ศ. 865 กองเรือรบขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนได้ปรากฏตัวขึ้นบนขอบฟ้าของทะเลแถบอีสต์แองเกลีย (East Anglia) หัวเรือแกะสลักเป็นรูปมังกรน่าเกรงขาม บนเรือเต็มไปด้วยนักรบชาวนอร์ส (Norse) หลายพันคนจากสแกนดิเนเวีย (Scandinavia) ผู้หมายตาไปยังเกาะบริเตน (Britain) ด้วยความมาดมั่น พวกเขาไม่ได้จะมาปล้นเงินทองแล้วจากไปเช่นในอดีต ครั้งนี้พวกเขามาเพื่อพิชิตดินแดนและปักหลักบนหมู่เกาะชุ่มฝนแห่งนี้

เป็นเวลากว่า 70 ปีที่พวกไวกิ้ง (Vikings) หรือชาวนอร์สผู้ล่องเรือไปยังต่างแดนได้เข้ามาปล้นสะดมแนวชายฝั่งหมู่เกาะอังกฤษครั้งแล้วครั้งเล่า บ้างก็เข้ามาติดต่อค้าขายหรือแม้แต่เป็นทหารรับจ้างให้เจ้าผู้ปกครองท้องถิ่น แต่ไม่เคยปรากฎกองทัพมหึมาเยี่ยงนี้มาก่อน พงศวดารของชาวแองโกล-แซกซัน (Anglo-Saxon Chronicle) เรียกกองทัพไวกิ้งผู้รุกรานนี้ว่า ‘กองทัพป่าเถื่อนอันยิ่งใหญ่’ (The Great Heathen Army)

สมัยนั้นประเทศอังกฤษยังไม่เกิด ดินแดนอังกฤษประกอบด้วย 4 อาณาจักรของชาวแองโกล-แซกซัน (Anglo-Saxons) ได้แก่ เวสเซ็กซ์ (Wessex) เมอร์เซีย (Mercia) อีสต์แองเกลีย (East Anglia) และนอร์ทธัมเบรีย (Northumbria)

หลายร้อยปีก่อนชาวแองโกล-แซกซันจากเยอรมนีเคยมารุกรานและตั้งถิ่นฐานบนเกาะบริเตน ผลักดันให้ชาวเคลต์ (Celts) หลายกลุ่มผู้อาศัยมาแต่เนิ่นนานต้องถอยร่นไป บัดนี้ชาวแองโกล-แซกซันกลายเป็นเหยื่อโดนรุกรานจากพวกไวกิ้งเสียเอง

แต่ละอาณาจักรของชาวแองโกล-แซ็กซันต่างสยบต่อกองทัพไวกิ้ง อาณาจักรนอร์ทธัมเบรียและอีสต์แองเกลียถูกแบ่งกันระหว่างผู้ปกครองชาวนอร์ส ส่วนเมอร์เซียที่ระส่ำระส่ายกลายเป็นลูกไก่ในกำมือนักรบชาวเหนือเหล่านี้ กองทัพไวกิ้งบางส่วนเริ่มรุกคืบมายังเขตแดนของเวสเซ็กซ์ในปลายปี 870

อาณาจักรเวสเซ็กซ์ปกครองโดยกษัตริย์เอเธลเรด (Aethelred) มีพระอนุชานามอัลเฟรด (Alfred) อยู่เคียงข้าง เมื่อทราบว่าข้าศึกเข้ามาประชิด กษัตริย์เอเธลเรดและอัลเฟรดจึงนำทัพชาวแซกซันออกไปขับไล่ผู้รุกราน หลังปะทะกันประปรายหลายครั้ง ชาวไวกิ้งโจมตีกองทัพแซกซันจนแตกกระเจิงในปี 871 หลังจากนั้นไม่นานเอเธลเรดก็ทรงประชวรและสิ้นพระชนม์

เอเธลเรดเป็นชายหนุ่มมาดนักรบ ในขณะที่อัลเฟรดน้องชายเป็นหนุ่มร่างผอมบาง ขี้โรค และคงแก่เรียน ดูแล้วเหมาะจะเป็นนักปราชญ์หรือนักบวชมากกว่าขุนศึก เหล่าขุนนางแซกซันมีทางเลือกระหว่างโอรสที่ยังอายุน้อยของเอเธลเรดกับอัลเฟรดผู้เคยรบเคียงข้างพระเชษฐา แน่นอนว่าอัลเฟรดถูกเลือกให้ขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากเอเธลเรดทันทีด้วยวัยเพียง 22 ปี ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าหนุ่มน้อยขี้โรคคนนี้จะกลายมาเป็นราชา

อัลเฟรดเกิดเมื่อปี 849 ตั้งแต่เล็กเขาเป็นเด็กที่มีปัญหาสุขภาพตลอด มีบันทึกไว้ว่าอัลเฟรดต้องทุกข์ทรมานจากอาการปวดท้องไข้ขึ้นบ่อยครั้งจนหลายครั้งถึงขั้นอยู่ในห้องบรรทมทั้งวัน และมีอาการท้องเสียบ่อยๆ นักประวัติศาสตร์เห็นพ้องกันว่าพระองค์น่าจะเป็นโรคโครห์น (Crohn's disease) เป็นโรคลำไส้อักเสบชนิดหนึ่งที่อยู่กับพระองค์ไปจวบจนบั้นปลายชีวิต

สมัยยังเยาว์วัย เอเธลวูลฟ์ (Aethelwulf) พระบิดาเคยพาอัลเฟรดน้อยไปเยี่ยมพระสันตะปาปาที่โรม พระมารดาเป็นสตรีมีการศึกษา สอนให้อัลเฟรดน้อยหัดอ่านเขียนและเรียนรู้มหากาพย์โบราณ ประวัติศาสตร์ บทกลอน และวรรณคดี เขาสนใจงานเขียนของชาวกรีก-โรมันเป็นพิเศษ วัยเด็กเช่นนี้เองได้บ่มเพาะคาแรกเตอร์หนอนหนังสือให้อัลเฟรด ผู้ต้องรับภาระอันหนักอึ้งในการรักษาอาณาจักรให้รอดพ้นจากเงื้อมมือชาวไวกิ้งผู้น่าเกรงขาม

สิ่งแรกที่อัลเฟรดเริ่มรับมือผู้รุกรานคือ จ่ายบรรณาการที่เรียกว่า ‘เดนเกลด์’ (Danegeld) ซึ่งเป็นวิธีที่กษัตริย์สมัยนั้นนิยมเพื่อเลี่ยงการปะทะอันนองเลือดและยื้อเวลาออกไป

ในปี 876 กษัตริย์ชาวนอร์สแห่งอีสต์แองเกลียนาม ‘กัธรัม’ (Guthrum) เห็นผู้นำไวกิ้งคนอื่นได้ทองคำไป จึงรุกรานเวสเซ็กซ์หวังจะได้รับบรรณาการบ้าง หลังจับอาวุธสู้รบกันได้หนึ่งปี กัธรัมกลับถูกอัลเฟรดต้อนจนมุมและยื่นข้อเสนอว่ากัธรัมจะไม่รุกรานเวสเซ็กซ์อีก โดยแลกกับทองเดนเกลด์จำนวนมาก กัธรัมไม่รอช้าตอบตกลงรับข้อเสนอนี้ เขาบรรลุเป้าที่ต้องการ ส่วนอัลเฟรดขับไล่ผู้รุกรานอีกกลุ่มได้ หารู้ไม่ว่าข้อตกลงนี้ถูกโยนทิ้งนับตั้งแต่วินาทีที่เจรจาเสร็จ กัธรัมฉีกข้อตกลงทิ้งแล้วยกทัพไปอีกเมืองหนึ่งที่เขาคาดว่าจะมีกองเรือใหญ่มาสมทบอีก แต่อัลเฟรดสกัดกองเรือไว้ได้และปิดล้อมจนกัธรัมต้องยอมแพ้อย่างไร้เงื่อนไข แล้วถอนทัพกลับไปในที่สุด

6 มกราคม ปี 878 ขณะที่อัลเฟรดกำลังจัดงานเลี้ยงใหญ่โตฉลองชัยชนะและคริสต์มาสยาวนานหลายสัปดาห์ที่เมืองชิพเพนแฮม (Chippenham) อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์เวสเซ็กซ์ กัธรัมนำกองทัพชาวไวกิ้งลักลอบเข้ามาในเมือง ด้วยความช่วยเหลือของขุนนางแซกซันผู้ทรยศ พวกไวกิ้งปิดตายโถงจัดเลี้ยงแล้วบุกเข้าไปฆ่าฟันผู้เคราะห์ร้ายข้างในจนห้องโถงเต็มไปด้วยเลือด กัธรัมเดินเข้าไปอย่างผู้ชนะเพื่อหาตัวอัลเฟรด แต่กลับพบว่าอัลเฟรดและผู้ติดตามบางส่วนสามารถหลบหนีออกไปได้ทันเวลา

บัดนี้ที่ประทับของอัลเฟรดถูกพวกไวกิ้งยึดไว้ได้ อัลเฟรดต้องกลายเป็นกษัตริย์ไร้ที่ประทับ กษัตริย์ผู้ไร้ดินแดน มีเพียงผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง ครั้งนี้อัลเฟรดเสียรู้ จึงโดนพวกไวกิ้งเล่นงานหนักจนล้มลุกคลุกคลาน พระองค์จำใจไปกบดานที่บึงในเขตซอเมอร์เซต (Somerset) อาณาจักรของอัลเฟรดเหลือเพียงเกาะเล็ก ๆ กลางบึงแห่งนี้เท่านั้น

มีเรื่องเล่าจากศตวรรษที่ 12 ว่าขณะอัลเฟรดกำลังกบดานอยู่ในบ้านหลังหนึ่งใกล้บึง หญิงเจ้าของบ้านฝากให้ช่วยดูขนมปังที่อบไว้อย่าให้ไหม้ โดยไม่รู้ว่านี่คือกษัตริย์ที่กำลังหลบหนี แต่กษัตริย์หนุ่มกลับเหม่อลอยถึงความสูญเสียจนลืมดูขนม ทำให้ขนมปังไหม้เกรียม เมื่อหญิงม่ายกลับมาเห็นขนมปังไหม้จึงต่อว่าอย่างหนัก อัลเฟรดรีบขอโทษหญิงเจ้าของบ้านทันที และตระหนักได้ว่าขนมปังอบนี้ก็เหมือนอาณาจักรของพระองค์ หากมัวแต่ประมาทไม่ระวัง ก็จะถูกทำลายลงได้

ดูเหมือนเส้นทางสู่อำนาจของกัธรัมจะไร้ขวากหนามแล้ว เหลือเพียงรวบรวมขุนนางแซกซันให้ได้แล้วเวสเซ็กซ์ทั้งหมดจะตกเป็นของเขา สถานการณ์ดูจะสงบ แต่แล้วกลับพบศพนักรบชาวนอร์สตามท้องถนน ทหารที่กัธรัมส่งไปลาดตระเวนจำนวนมากไม่ได้กลับมา ค่ายทหารนอร์สถูกโจมตีแล้วปล้นอาวุธไป ทิ้งไว้เพียงศพของนักรบไวกิ้ง กัธรัมต้องเจอกับการรบแบบกองโจรเสียแล้ว

กษัตริย์ชาวแซกซันไม่ยอมแพ้ พระองค์รู้ดีว่าการปะทะซึ่งหน้ากับพวกไวกิ้งไม่ค่อยได้ผล พวกนี้มักหาวิธีย้อนมาตลบหลังได้ตลอด แต่ยุทธวิธีแบบกองโจรกลับพิสูจน์ว่าได้ผลเลิศกว่า เป็นวิธีเดียวกับที่ไวกิ้งเคยใช้โจมตีชาวแองโกล-แซกซันมาก่อน ขณะเดียวกันก็ปลุกระดมชาวบ้านจากเมืองและหมู่บ้านใกล้เคียงให้ลุกฮือต่อผู้รุกรานชาวนอร์ส ขุนนางแซกซันที่ให้ความร่วมมือกับพวกไวกิ้งถูกล่าสังหารทีละคน หลายคนมองว่านี่คือการล้างแค้นผู้ทรยศของอัลเฟรด ฐานที่มั่นบนเกาะกลางบึงของพระองค์มีทำเลดีเยี่ยม ป้องกันผู้รุกรานได้อย่างดี ขุนนางและชาวบ้านจำนวนไม่น้อยยังภักดีต่ออัลเฟรดอยู่

หลังโดนปั่นป่วนยั่วยุโดยกองโจรแซกซันมามาก กัธรัมรวบรวมกองทัพหมายจะปิดฉากอัลเฟรดและอาณาจักรเล็กๆ ในหนองบึงของเขาให้ได้ กัธรัมระดมกองทัพชาวนอร์สขนาดใหญ่เพื่อออกไปตามล่าอัลเฟรด

กัธรัมไม่รู้ตัวเลยว่า อัลเฟรดรู้เรื่องก่อนที่เขาจะยกทัพออกไปเสียอีก เพราะอัลเฟรดปลอมตัวเป็นนักดนตรีเข้าไปในเมืองชิปเปนแฮม เพื่อสืบความเคลื่อนไหวฝ่ายไวกิ้งว่าจะไปที่ไหนและมีแผนอะไรบ้าง รูปร่างผอมบางช่วยให้กษัตริย์พระองค์นี้ปะปนและเล็ดรอดสายตาพวกไวกิ้งไปได้

เมื่อทราบข่าวกัธรัมยกทัพมา กษัตริย์หนุ่มชาวแซกซันรีบกลับไปและประกาศรวมพลที่แท่งหินเอคเบิร์ต (Ecberht’s Stone) ในพื้นที่บึงทันที การรวมพลครั้งนี้จะตัดสินชะตาของชาวแองโกล-แซกซันและประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาล มีชาวแซกซันรวมตัวกันได้ราว 3,000 ชีวิต อัลเฟรดและชาวแซกซันไม่มีทางถอยอีกแล้ว ที่นี่พวกเขามีแต่สู้จนชนะหรือตายแล้วแตกสลายเท่านั้น

และแล้วทั้งอัลเฟรดและกัธรัมก็ยกทัพมาประจันหน้ากันในศึกที่เอดิงตัน (Battle of Edington) นักรบทั้งสองฝ่ายกระเหี้ยนกระะหือรือจะฆ่ากันมานาน ต่างฝ่ายต่างสู้รบกันรุนแรงดุเดือด ชาวแซกซันตีนักรบไวกิ้งจนแตกพ่ายได้ กษัตริย์อัลเฟรดยื่นข้อเสนอให้กัธรัมยอมแพ้ และต้องทำตามข้อเรียกร้องคือ เข้าพิธีล้างบาปเป็นคริสตชน โดยมีอัลเฟรดเป็นพ่อทูนหัว ขณะที่อีสต์แองเกลียต้องเป็นพันธมิตรกับเวสเซ็กซ์

กัธรัมยอมทำตามทุกข้อเสนอ กษัตริย์อัลเฟรดจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่ในชิปเปนแฮมและมอบของขวัญกำนัลให้กัธรัม หลังจากกัธรัมกลับไปครองอีสต์แองเกลียตามเดิม กษัตริย์ไวกิ้งผู้นี้ก็ไม่เคยทำผิดสัญญาอีกเลยและกลายมาเป็นพันธมิตรที่ดีกับอัลเฟรดและเวสเซ็กซ์ตลอดชีวิต เขายังหันมาใช้ชื่อแบบคริสต์ว่า ‘อเธลสตัน’ (Athelstan) เพื่อแสดงมิตรหมายที่ดีต่อกษัติรย์อัลเฟรดด้วย

หลังกอบกู้เวสเซ็กซ์ได้ กษัตริย์อัลเฟรดลงมือปฏิรูปการทหารใหม่ จัดตั้งกองเรือลาดตระเวนชายฝั่ง สร้างป้อมค่าย (Burh) ตามเมืองต่างๆ ให้ป้องกันตนเองจากผู้รุกรานได้ ภายหลังเมืองป้อมค่ายหลายแห่งจะกลายมาเป็นเมืองที่มีชื่อลงท้ายว่า –borough ที่แผลงมาจากคำว่า Burh นั่นเอง

นักปราชญ์และผู้มีความรู้จากทั่วทุกสารทิศได้รับการเชื้อเชิญให้มาทำงานในราชสำนักเวสเซ็กซ์ งานเขียนจากสมัยโรมันหลายชิ้นถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ การศึกษาถูกพัฒนาให้เข้าถึงผู้คนเพราะภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้น มีการแปลบางส่วนของไบเบิลเป็นภาษาอังกฤษ

กษัตริย์อัลเฟรดสิ้นพระชนม์ในปี 899 เป็นกษัตริย์เพียงผู้เดียวในประวัติศาสตร์อังกฤษที่ได้รับสมญานามว่า ‘มหาราช’ อาณาจักรเวสเซ็กซ์ที่เคยเปราะบางกลายมาเป็นอาณาจักรของชาวแองโกล-แซกซันเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนหยัดต่อผู้รุกรานแดนเหนือได้ ไม่กี่ทศวรรษหลังจากนั้นเวสเซ็กซ์จะรวบรวมดินแดนของชาวแองโกล-แซกซันมาจากพวกไวกิ้ง ก่อนสถาปนาตนเป็นอาณาจักรชาวแองโกล-แซกซันเพียงหนึ่งเดียว หรือในนามที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีว่า ‘ประเทศอังกฤษ’ (Kingdom of England)

อ้างอิง

Bishop Asser, "Life of King Alfred"

https://www.historytoday.com/…/alfred-great-most-perfect-ma…

https://www.historyextra.com/…/king-alfred-great-facts-lif…/

https://www.historyhit.com/things-you-might-not-know-about…/

https://britishfoodhistory.com/…/king-alfred-burns-the-cak…/