World's Famous People

'วิลเลียม เอลลิสัน' อดีตทาสผิวดำผู้กลายมาเป็นพ่อค้าทาสหน้าเลือด

+ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เศรษฐกิจทางภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาผูกพันกับระบบทาสอย่างแน่นแฟ้น แรงงานเกษตรกรรมส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทาสผิวดำ การมีทาสในครอบครองช่วยยกสถานะในสังคมได้เป็นอย่างดี จนกลายเทรนด์ของชาวผิวขาวผู้ร่ำรวย

+ แม้ทาสหลายคนจะไถ่ตัวเองเป็นไท แต่ก็ไม่สามารถไต่เต้าขึ้นเป็นชนชั้นสูงในสังคมได้ เพราะสีผิวของตน ทางเลือกเดียวของอดีตทาสเหล่านี้จึงหนีไม่พ้นการเป็นนายทาสเสียเอง

+ หนึ่งในทาสผิวดำที่รวยที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในภาคใต้คือ 'วิลเลียม เอลลิสัน' ผู้ผลิตเครื่องจักรแยกเมล็ดฝ้าย และผู้สร้างความมั่งคั่งจากการค้าทาสเสียเอง

ในปี 1802 เจ้าของไร่ผิวขาวนามวิลเลียม เอลลิสัน (William Ellison) ได้ส่งตัวทาสหนุ่มน้อยผิวดำชื่อ เอพริล ไปยังช่วยงานช่างทำเครื่องจักรแยกเมล็ดฝ้าย เด็กหนุ่มได้เรียนรู้วิธีการใช้งานและดูแลเครื่องจักร จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทุกคนต้องเรียกหา 

เอพริลสามารถซ่อมแซมเครื่องคัดแยกฝ้ายได้อย่างคล่องแคล่ว เขาทำงานได้ดีเยี่ยมจนถูกส่งตัวไปช่วยดูแลเครื่องจักรตามไร่ฝ้ายทั่วรัฐเซาท์แคโรไลนา แม้นายทาสอย่างวิลเลียม เอลลิสันจะได้เงินค่าจ้างส่วนใหญ่ไป แต่เขาก็ยอมให้หนุ่มน้อยเอพริลเก็บเงินบางส่วนไว้เอง    

ยุคนั้นฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ความต้องการฝ้ายในตลาดสูงมาก รัฐทางใต้ของสหรัฐนิยมปลูกฝ้ายเป็นบริเวณกว้างขวาง แต่ด้วยความที่เครื่องจักรยังไม่พัฒนาเหมือนยุคนี้ แรงงานส่วนใหญ่ในไร่ฝ้ายจึงนิยมใช้ทาสผิวดำ 

ปี 1816 เอพริลอายุ 26 ปี เขาเก็บเงินได้มากพอที่จะไถ่ตัวเองเป็นอิสระ ทันทีที่ได้รับอิสรภาพ ชายหนุ่มก็เปลี่ยนชื่อเป็นวิลเลียม เอลลิสัน ตามชื่อนายเก่า ไม่กี่ปีต่อมา เอลลิสันสามารถหาเงินจากการผลิตเครื่องจักรแยกเมล็ดฝ้ายมากพอจนสามารถไถ่ตัวภรรยาและลูกออกมาได้ ธุรกิจเขาไปได้สวย วิลเลียมซื้อบ้านหลังหนึ่งบนที่ดินหลายร้อยเอเคอร์ในรัฐเซาท์ แคโรไลนา แผนการของนักธุรกิจหน้าใหม่คนนี้คือ ขยายกิจการผลิตเครื่องจักรแยกเมล็ดฝ้ายและผลิตฝ้ายส่งออกเอง ซึ่งต้องใช้แรงงานจำนวนมาก 

สมัยยังเป็นทาส เอลลิสันเคยเห็นเพื่อนๆ ทาสทำงานในไร่ฝ้ายจำนวนมากถูกทุบตี หากทำงานไม่ได้ตามกำหนด คนที่คิดหนีจะถูกลงโทษสถานหนักถึงตาย ชีวิตการเป็นทาสในอดีตควรจะทำให้ตัวเอลลิสันเข้าใจดีถึงความบัดซบของการถูกกดขี่ข่มเหงเยี่ยงสัตว์ แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เอลลิสันเลือกที่จะใช้แรงงานทาสผิวดำในไร่ของตนเอง 

ช่วงแรกที่ยังไม่มีเงินซื้อทาส เอลลิสันใช้วิธีเช่าตัวทาสจากนายทาสคนอื่นๆ มาทำงานในไร่ หลังจากทำกำไรได้มากพอ เอลลิสันเริ่มกว้านซื้อทาสเยอะขึ้นเรื่อยๆ ครั้นถึงช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างปี 1861-1865 ครอบครัวเอลลิสันมีทาสในครอบครองทั้งสิ้น 68 คน จำนวนทาสที่เขาครอบครองนี้มากกว่าคนผิวขาวส่วนใหญ่ในรัฐเซาท์ แคโรไลนาเสียอีก

อะไรที่ทำให้เอลลิสันเลือกครอบครองทาสเสียเอง ทั้งที่เขาเคยผ่านชีวิตแบบนั้นมาก่อน 

เอลลิสันเป็นหนึ่งในคนผิวดำกว่า 180 คนที่ครอบครองทาสในรัฐเซาท์แคโรไลนา คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เคยเป็นทาสมาก่อนทั้งนั้น ช่วงนั้นมีคนดำได้รับอิสรภาพในเซาท์แคโรไลนามากกว่า 9,000 คน งานใหม่ส่วนใหญ่ของพวกเขาคือ เสมียน  ผู้ช่วยในร้านขายของ ช่างฝีมือ ถ้าโชคดีหน่อยก็เปิดกิจการของตนเอง หรือครอบครองที่ดินส่วนตัว   เนื่องจากยุคนั้นยังมีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกสีผิว ทำให้ทาสที่หลุดเป็นไทต้องติดกับสถานะชนชั้นล่างที่ไม่มีบทบาทอะไรมากนักในสังคม

หนทางเดียวที่จะยกระดับตัวเองไปเป็นคนรวยได้คือ การครอบครองทาส เพื่อขยายกิจการให้ใหญ่ขึ้นจนมีหน้ามีตา ทว่าแม้คนผิวดำจะมีฐานะดีขึ้นก็ไม่ได้หมายความคนผิวขาวจะยอมรับพวกเขา จดหมายของเอลลิสันทำให้รู้ว่านายทาสผิวขาวมักหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับคนผิวดำอย่างเขา แต่พวกนั้นไม่มีทางเลือกมาก เพราะเอลลิสันเป็นผู้ผลิตและซ่อมแซมเครื่องแยกเมล็ดฝ้ายที่ดีที่สุดในเซาท์ แคโรไลนา นักธุรกิจผิวขาวที่อยากผลิตฝ้ายได้มากๆ จำเป็นต้องติดต่อกับเขา แต่ก็มักจะเบี้ยวเงินเอลลิสันอยู่บ่อยๆ

ขณะเดียวกัน ชีวิตความเป็นอยู่ของทาสในไร่เอลลิสันถือว่าย่ำแย่สุดทน ทาสของเขาอยู่ในสภาพอดอยากหิวโซ ได้รับอาหารเพียงน้อยนิด ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดวิ่น นอกจากนี้เอลลิสันยังหน้าเลือดหารายได้เสริมจากการเพาะพันธุ์ทาสไว้ขายต่อ ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในยุคนั้น เมื่อทาสคนหนึ่งคลอดลูก เอลลิสันจะพรากทารกหญิงจากอกแม่ แล้วลักลอบขายให้นายทาสคนอื่นไปเลี้ยงต่อ เด็กผู้ชายจะถูกเก็บตัวไว้ใช้แรงงานในไร่ของเขาต่อไป

นอกจากนี้ ช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐใต้ที่สนับสนุนการครอบครองทาสกับฝ่ายเหนือที่ต้องการจะยกเลิกระบบทาส เอลลิสันไม่รีรอที่จะแสดงตัวว่าสนับสนุนฝ่ายใต้อย่างแข็งขัน เขาประกาศส่งตัวทาส 53 คนไปรบให้กองทัพฝ่ายใต้

ในที่สุดเอลลิสันก็เสียชีวิตลงด้วยวัย 71 ในปี 1861 ซึ่งเป็นปีแรกของสงคราม เขาแบ่งทรัพย์สินที่ดิน พร้อมข้าทาสกว่า 60 ชีวิตให้แก่ลูกๆ ตอนที่เขาเสียชีวิตเอลลิสันถือเป็นชายผิวดำที่ร่ำรวยที่สุดในเซาท์ แคโรไลนา และติดอันดับที่ 4 ของคนที่รวยที่สุดในภาคใต้ 

คล้ายกับเวรกรรมตามสนอง เมื่อรัฐบาลฝ่ายใต้พ่ายแพ้ในสงครามในปี 1865 พันธบัตรที่ครอบครัวเอลลิสันกว้านซื้อไปช่วงเกิดสงครามใหม่ๆ กลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่าทันที บรรดาทาสในไร่เอลลิสันได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ ครอบครัวเอลลิสันต้องสิ้นเนื้อประดาตัวไม่ต่างจากนายทาสที่ร่ำรวยคนอื่นๆ 

ชีวิตของวิลเลียม เอลลิสัน ถ่ายทอดความอยุติธรรมของระบบทาสที่มีต่อคนผิวสี ใครจะเชื่อว่าอดีตทาสผิวดำที่เคยเผชิญกับความลำบากแสนสาหัสมาก่อน กลับผันตัวมาเป็นพ่อค้าทาสเสียเอง แถมยังเป็นพ่อค้าทาสผิวดำที่ได้ชื่อว่าหน้าเลือดที่สุดคนหนึ่งด้วย.

อ้างอิงจาก

https://historyengine.richmond.edu/episodes/view/6699?fbclid=IwAR1GFy4iS3eWH8-g0_50vm_akfE5LrFeFB4EhgCOsXdbDORt6KLcCQR53DI

https://en.wikipedia.org/wiki/William_Ellison#Businesses_and_plantation

https://digital.scetv.org/teachingAmerhistory/FromSlavetoEntrepreneurAprilEllison.html?fbclid=IwAR1wSOMmMyEgBkRwI73CJDbrWPNtTUuW2wEPZaprQb-R2i3Vz0t0gYa67qw

http://www.herebeanswers.com/2016/01/where-there-ever-black-slave-owners.html?fbclid=IwAR2oqrszOisjUYgS80w3I__9wjO-X3rsrkeJsc32AC1NTFTxWpx4e3ZIySA

http://theweeklychallenger.com/top-10-black-slaveowners/?fbclid=IwAR1zv77ZpdbZkdBwsm0-gmThB9PiyaHp-RnFGNxd2EE1jZcdOTCagzRDcaY