Crazy World

8 เรื่องน่ารู้ของ'บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษ'

ไม่น่าเชื่อว่า จากองค์กรที่มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในลอนดอน จะกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่พลิกโฉมชะตาชีวิตผู้คนในดินแดนชมพูทวีปเพียงชั่วระยะเวลาสองศตวรรษ

ผลประโยชน์มหาศาลเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ 'บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษ' (British East India Company) ได้สร้างสรรค์และทำลายอินเดียในเวลาเดียวกัน

1.เดิมทีไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่ออินเดียโดยเฉพาะ

แรกเริ่มเดิมที อังกฤษมีจุดประสงค์เพื่อเข้ามาตั้งสถานีการค้าในแถบหมู่เกาะอีสต์อินดีส (East Indies) หรือบริเวณมาเลเซียและอินโดนีเซียในปัจจุบัน

ในปี 1600 สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ได้พระราชทานตราตั้ง 'บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษ' (British East India Company) จุดประสงค์ของบริษัทคือ แข่งขันกับชาวดัชต์และโปรตุเกสที่มีอำนาจในแถบอีสต์อินดีส หนึ่งปีถัดมาเรือลำแรกของบริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษได้ปล้นเรือของโปรตุเกสในมะละกา จากนั้นจึงตั้งสถานีการค้าบนเกาะชวาและเกาะโมลุกกะ ก่อนจะกลับมาอังกฤษ

กระทั่งปี 1608 บริษัทเริ่มเบนเข็มเข้าไปบุกเบิกท่าเรือที่เมืองสุรัต ประเทศอินเดีย แล้วเมื่อพบว่าสามารถทำกำไรได้มากกว่า จึงเริ่มขยายฐานไปเมืองท่าสำคัญอื่นๆ อย่าง มัทราส บอมเบย์ และกัลกัตตาในเวลาต่อมา

2.ไม่ใช่แค่อังกฤษที่มีบริษัทอินเดียตะวันออก

ดูเหมือนว่าทุกชาติมหาอำนาจในสมัยนั้น ล้วนจับจ้องตาเป็นมันและวางแผนเข้าไปตักตวงผลประโยชน์มหาศาลจากอินเดีย ดินแดนกว้างใหญ่ที่มากด้วยทรัพยากรและรุ่มรวยอารยธรรมเก่าแก่

ไม่ว่าจะเป็นชาวดัชต์ มีบริษัท VOC (Vereenigde Oostindische Compagnie) มีอำนาจในแคว้นเบงกอล มะละบาร์ และเกาะศรีลังกา ส่วนบริษัทอีสต์อินเดียของฝรั่งเศสก็เคยมีอิทธิพลในแถบตะวันตกเฉียงใต้อย่างโอริศาและโครามันเดล ก่อนจะเสียดินแดนให้บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ส่วนชาวโปรตุเกสก็มีบริษัทของตัวเองช่วงสั้น ๆ แม้แต่ประเทศที่ไกลออกไปอย่างสวีเดนและเดนมาร์กก็เคยตั้งบริษัทอีสต์อินเดียขึ้นมาเช่นกัน

3.มีจุดเริ่มต้นจากสำนักงานเล็กๆ

แม้บริษัทจะเริ่มต้นด้วยสมาชิกและนักลงทุนถึง 218 คน ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าวาณิชที่ช่ำชองในเรื่องการเดินเรือค้าขาย หลายคนในจำนวนนี้ยังมีหุ้นในบริษัทอื่นด้วย

ช่วง 20 ปีแรกบริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษ มีสำนักงานตั้งอยู่ที่บ้านของ เซอร์โธมัส สไมธ์ (Sir Thomas Smythe) ผู้ว่าการคนแรกของบริษัท และมีพนักงานประจำเพียง 6 คนเท่านั้น แต่การบริหารจัดการและการลงทุนทำให้บริษัทค่อยๆ ขยายตัวมากขึ้น

ในปี 1700 จำนวนพนักงานประจำสำนักงานในลอนดอนเพิ่มเป็น 35 คน ก่อนขยายเป็น 159 คน ก่อนที่ในปี 1785 เป็นสมัยที่บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษเข้าไปปกครองเหนือพื้นที่อันไพศาลและประชากรหลายสิบล้านในอินเดีย

4.มอมเมาจีนด้วยฝิ่น

ฝิ่นเป็นสินค้าสำคัญที่ทำให้อังกฤษไม่เสียดุลการค้ากับจีน ทั้งยังทำกำไรได้มหาศาล ฝิ่นที่อังกฤษนำไปขายให้จีนคือฝิ่นที่เพาะปลูกในอินเดียโดยบริษัทอินเดียตะวันออกนั่นเอง

บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษค้นพบว่า ฝิ่นสามารถเพาะปลูกได้ดีในตอนเหนือของอินเดีย จึงหันมาปลูกฝิ่นแทนฝ้าย ปัญหาคือจักรพรรดิจีนสั่งห้ามค้าฝิ่นอย่างเด็ดขาดเพราะประชากรจีนเกิดอาการติดฝิ่นแทบทุกมุมเมือง บริษัทไม่อยากเสี่ยงถูกไล่ออกจากจีนเพราะค้าฝิ่น จึงใช้แผนเลี่ยงด้วยการเปิดตลาดค้าฝิ่นแห่งใหญ่ที่เมืองกัลกัตตาในแคว้นเบงกอล แล้วประกาศให้ผู้คนรับรู้ไปทั่ว พ่อค้าจีนทราบข่าวจึงเข้ามาซื้อแล้วลักลอบนำไปขายในประเทศตนเอง ทางบริษัทปฏิเสธความรับผิดชอบว่าไม่รู้เห็น

จักรพรรดิจีนทรงกริ้ว สั่งริบและเผาทำลายฝิ่นมูลค่าหลายล้านปอนด์ ก่อนโยนทิ้งลงน้ำ หลังกระทบกระทั่งสักพักใหญ่ อังกฤษและบริษัทอินเดียตะวันออกจึงส่งกองทัพโจมตีจีนในสงครามฝิ่นครั้งแรก (First Opium War) ฝ่ายจีนไม่เคยสู้กับกองทัพสมัยใหม่มาก่อนจึงพ่ายแพ้ย่อยยับและเสียผลประโยชน์มหาศาลให้อังกฤษ

5.ยกเลิกธรรมเนียมแปลกๆ ในอินเดีย
ในอินเดียเคยมีพิธีกรรมของชาวฮินดูที่เรียกว่า ‘สตี’ (Sati) เมื่อสามีตายลง ระหว่างจัดพิธีเผาศพ ภรรยาม่ายจะต้องกระโดดเข้ากองไฟจนถูกเผาตายตามเพื่อแสดงความซื่อสัตย์

อังกฤษมองว่าพิธีกรรมนี้ป่าเถื่อนจึงพยายามยกเลิกและสั่งห้ามการทำพิธีสตีในดินแดนที่บริษัทอินเดียตะวันออกปกครอง ท่ามกลางเสียงต่อต้านของชาวฮินดู แต่ยังมีชาวบ้านหลายกลุ่มที่ทำพิธีนี้ต่อไป

กระทั่งปี 1843 ชาร์ลส์ เนเปียร์ (Charles Napier) ผู้ว่าราชการแห่งแคว้นสินธ์ประกาศว่า ใครที่มีส่วนร่วมในพิธีกรรมสตีจะถูกประหารชีวิตและริบทรัพย์สิน

6.ภาวะอดอยากจากน้ำมือนายทุน

ปี 1770 เกิดภาวะทุพภิกขภัยจากฝนแล้งขึ้นในแคว้นเบงกอล (Great Bengal Famine of 1770) อันเป็นผลมาจากนโยบายที่ขูดรีดชาวไร่ชาวนาของบริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษ

บริษัทตั้งภาษีในอัตราสูงในดินแดนที่ปกครอง เพื่อสร้างกำไรให้นักลงทุนมากที่สุด นอกจากนี้ยังผูกขาดข้าวในพื้นที่ โดยห้ามเกษตรกรกักตุนข้าวไว้เกินที่กำหนด เมื่อเกิดภาวะฝนแล้งหนัก ชาวไร่ชาวนาที่ถูกขูดรีดไม่สามารถทำมาหากินได้ ทางบริษัทไม่รับผิดชอบความเสียหาย จนเกิดภาวะทุพภิกขภัยใหญ่ ขยายตัวจากเบงกอลไปยังโอริศา และรัฐพิหาร ส่งผลให้มีชาวอินเดียเสียชีวิตมากถึง 10 ล้านคน

7.จ้างกองทัพเอกชนไว้รักษาความปลอดภัย

บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษมีกองทัพเป็นของตนเองและไม่ได้สังกัดกับกองทัพอังกฤษ ทหารประจำการของบริษัทมีทั้งชาวยุโรปและทหารชาวอินเดียที่เรียกว่า ‘ซีปอย’ (Sepoy) พวกซีปอยถือเป็น 90% ของกองทัพอีสต์อินเดีย

ในปี 1800 บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษมีทหารในประจำการถึง 2 แสนนาย มากกว่ากองทัพอังกฤษร่วมสมัยที่มีจำนวนทหารกว่า 1 แสนนายเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทยังก่อตั้งโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยเป็นของตนเองด้วย

8.สงครามกบฎทหารอินเดีย

ในปี 1857 รอยร้าวที่สั่งสมมานานในกองทัพอีสต์อินเดียถึงจุดแตกหัก เมื่อซองกระสุนปืนที่แจกจ่ายไปมีการเคลือบน้ำมัน ทหารซีปอยทั้งฮินดูและมุสลิมต่างสงสัยว่าน้ำมันที่เคลือบมาจากวัวหรือหมูกันแน่ ทว่าไม่ได้รับคำตอบจากทางบริษัท จึงได้ทำการก่อกบฎครั้งใหญ่ขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือ บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษใช้เวลานานนับปีจึงปราบกบฏลงได้ในปี 1858

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพของบริษัท ผลคือรัฐบาลอังกฤษต้องเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการในอินเดียของบริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษทั้งหมด อินเดียจึงขึ้นกับรัฐบาลอังกฤษโดยตรงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อ้างอิง
https://www.britannica.com/…/5-fast-facts-about-the-east-in…
https://www.encyclopedia.com/…/b…/british-east-india-company
https://www.historic-uk.com/…/Histo…/The-East-India-Company/
http://factsanddetails.com/…/History/sub7_1d/entry-4121.html