Ancient Civilizations

ไขข้อข้องใจ ทำไมชาวอียิปต์โบราณถึงฟันผุ?

+ ซากมัมมี่โบราณเผยให้เห็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่คนสมัยนั้นต้องเผชิญ และเป็นโรคฮิตสามัญประจำบ้านของชาวอียิปต์โบราณ

+ อาหารการกินและสิ่งแวดล้อมในยุคนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวอียิปต์มีสุขภาพฟันที่ไม่ดีนัก

+ แม้ปัญหาสุขภาพช่องปากและฟันจะแพร่หลายไปทั่ว แต่แพทย์อียิปต์โบราณก็พยายามเสาะหาวิธีมาบรรเทาปัญหาด้วยวิธีต่างๆที่ล้ำหน้ากว่าดินแดนอื่นๆในสมัยเดียวกัน


ปัญหาสุขภาพปากและฟันเป็นวิบากกรรมที่มนุษย์ต้องเผชิญมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของอารยธรรมเลยทีเดียว 

โดยเฉพาะชาวอียิปต์จากอารยธรรมลุ่มน้ำไนล์อันเก่าแก่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องฟันผุ จนกลายเป็นโรคฮิตสามัญประจำบ้าน ซึ่งหลักฐานทางโบราณคดีได้เปิดเผยความจริงที่ว่า 'ทำไมชาวอียิปต์โบราณถึงชอบฟันผุ?' ของชาวไอยคุปต์กัน

ฟันจากซากศพของชาวอียิปต์โบราณเผยให้เห็นร่องรอยการสึกกร่อนของฟันที่ผุพัง และปัญหาช่องปากอื่นๆ นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอียิปต์โบราณไม่ดูแลรักษาฟัน หรือไม่มีวิธีการรักษาฟันที่ดี แต่สุขภาพฟันที่ไม่แข็งแรงของชาวไอยคุปต์นั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมมากกว่า 

อารยธรรมอียิปต์โบราณตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์ เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกพืชผลได้อย่างงอกงาม กระนั้นไม่ไกลจากบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์คือ ทะเลทรายซาฮาร่าอันกว้างใหญ่สุดสายตา พายุทรายเป็นสิ่งที่พบเจอได้เสมอ เมื่อลมพัดมา ทรายที่อยู่รอบตัวก็ล่องลอยเข้าไปตามภาชนะและส่วนผสมต่างๆในอาหาร เม็ดทรายเล็กจิ๋วที่ดูไม่มีพิษภัยนี่เองเปรียบเสมือนวายร้ายที่คุกคามช่องปากและฟันของชาวอียิปต์มานับพันปี ตั้งแต่สมัยพีระมิด

สภาพฟันที่สึกกร่อนจากซากมัมมี่อียิปต์ ยังบ่งชี้ว่าพวกเขากินอาหารที่แข็ง และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ภายในอาหารล้วนมีเม็ดทรายปะปนด้วยทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะเมื่ออาศัยอยู่บริเวณแถบทะเลทราย ลองนึกสภาพชาวอียิปต์โบราณที่ต้องกัดขนมปังแข็งเหมือนหิน แถมมีเม็ดกรวดเม็ดทรายปะปนมาด้วยวันแล้ววันเล่า ฟันที่เคยแข็งแรงจึงสึกกร่อน กระทั่งผุพังอย่างรวดเร็วกว่าชาวดินแดนอื่นๆ วัดได้จากการค้นพบซากมัมมี่หลายซากที่มีฟันผุมากกว่าซากมัมมี่จากส่วนอื่นของโลก     

แม้ฟันผุกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ส่ในชีวิตประจำวันของชาวอียิปต์โบราณ ทว่าทันตแพทย์สมัยนั้นก็ไม่นิ่งนอนใจ วิทยาการทันตกรรมของอียิปต์ยุคนั้นถือว่าล้ำหน้า สิ่งที่นักโบราณคดีค้นพบจากซากมัมมี่คือร่องรอยการทำสะพานฟันปลอม วิธีคือนำฟันที่ได้รับบริจาคมาเจาะให้เป็นรู จากนั้นนำลวดทำจากทองหรือเงินมาร้อยใส่ในรู แล้วโยงลวดไปพันรอบฟันซี่อื่นๆของผู้ป่วยเพื่อไม่ยึดให้หลุด 

ปัญหาที่นักประวัติศาสตร์กำลังสงสัยกันอยู่ตรงที่ว่า การทำสะพานฟันปลอมนี้เป็นการรักษาคนเป็นหรือเป็นการแต่งสภาพศพคนตายให้ฟันเรียงดูสวยงามเท่านั้น เพราะไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรที่ยืนยันถึงจุดประสงค์ของการทำสะพานฟันปลอมแต่อย่างใด

ปาปีรุส เอ็ดวิน สมิธ (Edwin Smith Papyrus) เป็นม้วนจารึกที่ถูกตั้งชื่อตามนักสะสมชาวอเมริกันที่นำมาเผยแพร่ เขียนตั้งแต่ 1600 ปีก่อนคริสตกาล หรือช่วงสมัยราชวงศ์ที่ 16-17 ของอียิปต์ เนื้อหาว่าด้วยข้อมูลทางการแพทย์ การรักษาโรคต่างๆ รวมไปถึงการรักษาปัญหาช่องปากหลากหลายวิธี

บันทึกระบุว่า ทันตแพทย์อียิปต์ดูจะไม่นิยมการถอนฟันเท่าไรนัก วิธีที่พวกเขารักษาอาการฟันผุมักเป็นการอุดฟันด้วยส่วนผสมระหว่างดินเหลือง ข้าวบาร์เลย์บด และน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นส่วนผสมยอดฮิตตามตำราสมุนไพรสมัยนั้น

สิ่งที่ชาวอียิปต์โบราณใช้ในการทำความสะอาดช่องปากคือ ยาสีฟันผง ทำจากเศษหินบด ใบมิ้นต์ เกลือ พริกไทย และดอกไอริส เมื่อผสมกับน้ำลาย ถูให้ทั่วปาก จะช่วยทำความสะอาดและดับกลิ่นในปากได้อย่างดี แม้หินบดจะไม่ค่อยดีต่อฟันในระยะยาวเท่าไร แต่วัสดุที่จะช่วยขัดเศษอาหารจากฟันได้อย่างทั่วถึง หาไม่ได้ง่ายๆในสมัยนั้น

ซากมัมมี่อายุ 2,100 ปีจากเมืองธีบส์ (Thebes) ถูกค้นพบว่า ในโพรงฟันผุถูกอุดด้วยเศษผ้าลินินที่จุ่มลงในน้ำมะเดื่อคั้นกับน้ำมันสนซีดาร์ สิ่งที่น่าตกใจคือ มัมมี่ซากนี้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโพรงไซนัส อันเป็นผลมาจากฟันผุหลายซี่ในช่องปากที่ไม่ได้รับการรักษาอื่นใดเลย นอกจากการอุดฟัน 

ปัญหาฟันผุยังได้คร่าชีวิตบุคคลสำคัญหลายรายในประวัติศาสตร์ไอยคุปต์ไม่ว่าจะฟาโรห์รามเซสที่ 2 (Ramses II) ผู้ได้รับการขนานนามเป็น 'ฟาโรห์นักรบ' ครองราชย์ยาวนานถึง 67 ปี แต่ในบั้นปลายชีวิตกลับมีโรครุมเร้า หนึ่งในโรคที่คร่าชีวิตฟาโรห์ผู้เกรียงไกรนั้นคือ การติดเชื้อรุนแรงจากโพรงฟันนั่นเอง 

เหยื่ออีกรายที่สังเวยชีวิตให้กับปัญหาฟันผุคือ 'เจดมาเทซังค์' (Djedmaatesankh) นักดนตรีสาวอนาคตไกลวัย 30 กว่าจากเมืองธีบส์ในศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล ผลการชันสูตรเผยว่า เธอเสียชีวิตจากอาการติดเชื้อในกระแสเลือดหลังตุ่มหนองในปากที่เกิดจากฟันผุแตกขึ้นมา

ไม่ว่าชาวอียิปต์โบราณจะต้องทุกข์ทรมานกับปัญหาฟันแค่ไหน พวกเขาก็ดิ้นรนหาทางแก้ปัญหาช่องปากอย่างไม่หยุดหย่อน แม้หลายคนจะต้องสังเวยชีวิตให้กับปัญหาเรื้อรังนี้ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่ล้ำหน้าพอที่จะเข้าใจปัญหาทั้งหมดก็ตาม 

การมองย้อนไปดูปัญหาสุขภาพปากและฟันของชาวอียิปต์โบราณ ทำให้รู้ว่า มนุษย์เผชิญกับปัญหาโลกแตกนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์ และจะอยู่กับมันไปอีกนาน.

อ้างอิง

https://www.livescience.com/23840-egyptian-mummy-cavities-death.html

http://www.freshdentalcare.co.uk/extracting-the-egyptians-dentistry-in-ancient-egypt/

http://www.ancientpages.com/2018/06/22/ancient-history-of-dentistry/

http://www.ancientpages.com/2015/12/26/ancient-egyptians-invented-toothpaste/

https://historycollection.co/from-ancient-egypt-to-the-nazis-16-horrors-of-dentistry-through-the-centuries/2/