World's Famous People

วาระสุดท้ายของตำนานนักเดินเรือ'เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน'

+ ศตวรรษที่ 16 คือยุคแห่งการสำรวจทะเลและพิชิตดินแดนใหม่ของสองชาติมหาอำนาจอย่างสเปนและโปรตุเกส ทั้งสองประเทศแบ่งเขตการเดินเรือกัน สเปนเลือกใช้เส้นทางตะวันตก ส่วนโปรตุเกสใช้เส้นทางตะวันออก

+ นักเดินเรือชาวโปรตุเกสนาม 'เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน' (Ferdinand Magellan) เสนอตัวแก่ราชสำนักสเปนเพื่อไปปฏิบัติภารกิจท้าตายยังหมู่เกาะเครื่องเทศหรือหมู่เกาะโมลุกกะ (Moluccas) ผ่านเส้นทางเดินเรือตะวันตกที่ต้องอ้อมโลก

+ อุปสรรคต่างๆ นานาคร่าชีวิตผู้ร่วมเดินทาง และลูกเรือจำนวนมาก ส่วนมาเจลลันก็ไม่ได้อยู่จนจบการเดินทาง มีเพียง 18 ชีวิตจากทั้งหมดกว่า 270 คนเท่านั้นที่เหลือรอดจากการเดินทางสุดหฤโหดครั้งนี้


เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน (Ferdinand Magellan) ได้เสนอโปรเจกต์เดินทางรอบโลกเพื่อหาหมู่เกาะเครื่องเทศที่ชาวยุโรปต้องการให้กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 1 (Charles I) แห่งสเปน เขาเป็นคนโปรตุเกส แต่หันมารับราชการในสเปนแทน หลังขัดแย้งกับกษัตริย์โปรตุเกส

เครื่องเทศเป็นสินค้าที่ชาวยุโรปใฝ่หามาตลอด อานุภาพเครื่องเทศเปลี่ยนอาหารรสชาติจืดชืดให้เป็นเมนูสุดโอชา แถมยังช่วยถนอมอาหาร และใช้เป็นเครื่องปรุงยาสมุนไพรได้ด้วย ชาวยุโรปรู้ว่าหมู่เกาะโมลุกกะมีเครื่องเทศหายากอย่างลูกจันทน์เทศและกานพลูที่มีราคาสูง จนถูกเรียกว่าหมู่เกาะเครื่องเทศ

สนธิสัญญาตอร์เดซิญาส (Treaty of Tordesillas) ในปี 1494 ขีดเส้นแบ่งเดินเรือระหว่างสเปนและโปรตุเกส ชาวโปรตุเกสได้สิทธิ์ครอบครองเส้นทางเดินเรือทิศตะวันออก เดินทางอ้อมแอฟริกาไปเอเชียได้โดยตรง ทำให้โปรตุเกสเป็นผู้บุกเบิกการเดินเรือมายังโลกตะวันออก ชาวโปรตุเกสได้เข้าไปตั้งสถานีการค้าในอินเดียและมะละกามาได้ระยะหนึ่งแล้ว ส่วนสเปนได้รับสิทธิครอบครองเส้นทางซีกตะวันตก และต้องใช้เส้นทางซีกตะวันตกเท่านั้น

แม้ชาวยุโรปสมัยนั้นเชื่อว่าโลกกลม แต่ไม่มีใครแน่ใจว่า เส้นทางตะวันตกไปเอเชียจะยาวไกลแค่ไหน มาเจลลันกลับใจกล้าเสนอตัวนำกองเรือสเปนไปให้ถึงหมู่เกาะเครื่องเทศโดยเส้นทางตะวันตก กษัตริย์ชาร์ลส์เล็งเห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และเครื่องเทศจะช่วยให้สเปนร่ำรวยจนชนชาติอื่นเทียบไม่ติด จึงตกลงมอบกองเรือ 5 ลำให้มาเจลลัน พร้อมลูกเรือและทหารราว 270 ชีวิต อาวุธยุทโธปกรณ์เต็มอัตราทั้งปืนยาว ปืนสั้น หอก ดาบ หน้าไม้ และชุดเกราะครบครัน มีเสบียงอาหารเพียงพอที่จะเดินทางได้นาน 2 ปี

ในจำนวนนี้มีลูกเรือชาวโปรตุเกสถึง 40 คน หนึ่งในนั้นมีทาสเชื้อสายมาเลย์ชื่อ เอนริเก้ (Enrique) ที่มาเจลลันได้ตัวมาจากมะละกาในการเดินทางครั้งก่อน รวมถึงเลขานุการชาวเวนิสนาม อันโตนิโอ พิกาเฟตตา (Antonio Pigafetta) ทำหน้าที่คอยจดบันทึกและช่วยเหลือมาเจลลันระหว่างการเดินทาง เรื่องราวการเดินทางสำรวจโลกของมาเจลลัน ส่วนใหญ่มาจากปลายปากกาของนักจดบันทึกชาวเวนิสผู้นี้นี่เอง

เรือเริ่มถอนสมอออกจากสเปนเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 1519 กองเรือแล่นไปทางตะวันตกผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังทวีปอเมริกา ลูกเรือสเปนบางส่วนก่อกบฏ เพราะไม่พอใจกัปตันชาวโปรตุเกส มาเจลลันใช้กำลังปราบกบฏลูกเรืออย่างโหดเหี้ยม พายุอันบ้าคลั่งพัดพาให้เรือลำหนึ่งอัปปางลง แต่กองเรือยังหาทางลัดเลาะปลายทวีปอเมริกาใต้จนค้นพบช่องทางที่จะถูกตั้งชื่อว่า ‘ช่องแคบมาเจลลัน’ (Magellan Strait) ในประเทศชิลีปัจจุบัน ระหว่างนี้เองเรือลำหนึ่งกลับฉวยโอกาสแล่นหนีกลับไปสเปนก่อน

หลังพ้นช่องแคบมาได้ เรือทั้งสามลำต้องเผชิญกับมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่จนมหาสมุทรแอตแลนติกดูเล็กไปทันตา พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะมีมหาสมุทรใหญ่เพียงนี้มาก่อน แต่มาเจลลันมุ่งมั่นจะไปยังหมู่เกาะเครื่องเทศให้ได้ การเดินทางข้ามแปซิฟิกกินเวลานานถึง 98 วัน ลูกเรือต่างพากันท้อแท้และหิวโหยหมดเรี่ยวแรงจะไปต่อ

อันโตนิโอ พิกา เฟตตา บันทึกไว้ว่า ลูกเรือหลายคนจำใจกินเครื่องหนังประทังชีวิต แต่ท้ายที่สุดพวกเขาพบเกาะกวม (Guam) ได้ทันท่วงที และค้าขายแลกเปลี่ยนเสบียงกับชาวเกาะ โดยมีเอนริเก้คอยเป็นล่ามให้

หลังแวะพักที่กวม กองเรือทั้งสามออกเดินเรือไปทิศตะวันตกต่อจนพบหมู่เกาะน้อยใหญ่มหาศาลที่จะถูกเรียกว่าฟิลิปปินส์ (Philippines) ในภายหลัง วันที่ 21 มีนาคม 1521 ชาวยุโรปกลุ่มแรก 150 ชีวิตได้ขึ้นบกที่ฟิลิปปินส์บนเกาะเซบู (Cebu) ชาวเกาะต่างแห่มาต้อนรับชาวสเปนอย่างอบอุ่น เอนริเก้สามารถพูดกับคนท้องถิ่นได้รู้เรื่องและคอยเป็นสื่อกลางให้ นั่นแปลว่าหมู่เกาะเครื่องเทศย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ภายในเดือนเดียว ‘ราจาห์ ฮูมาบอน’ (Rajah Humabon) หัวหน้าเผ่าของเกาะเซบูก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์และได้รับชื่อสเปนว่า ‘ดอนคาร์ลอส’ (Don Carlos) หลังถูกชักชวนโดยมาเจลลัน นี่เป็นขั้นแรกของการตั้งอาณานิคมในฟิลิปปินส์ นักเดินเรือผู้นี้คาดหวังว่าชนเผ่าอื่นๆรายรอบจะมาสยบต่อหัวหน้าเผ่าแห่งเซบู แล้วสเปนจะปกครองฟิลิปปินส์ผ่านดอนคาร์ลอสอีกที ซึ่งมาเจลันต้องทำให้ชาวเกาะไว้ใจและเห็นว่าสเปนมีแสนยานุภาพน่าเกรงขามพอจะเข้าร่วมด้วย

และแล้วโอกาสพิสูจน์แสนยานุภาพของสเปนได้มาถึง เมื่อดอนคาร์ลอสขอร้องให้มาเจลลันช่วยกำราบชนเผ่าคู่อริบนเกาะมักตัน (Mactan) ที่อยู่ติดกัน เกาะแห่งนี้มีขนาดเล็กและไม่น่าจะพิชิตยากในสายตาของชาวสเปน

เช้าวันที่วันที่ 28 เมษายน ปี 1521 เขาจัดแจงนำกองทหารสเปน 60 นายล่องเรือข้ามไปเกาะมักตัน พร้อมอาวุธปืน หอก ดาบ หน้าไม้ ขวาน หมวกเกราะ และโล่เหล็ก นอกจากนี้ยังได้นักรบชาวเซบูมาสมทบอีกราว 200-300 คน พวกสเปนคิดว่าชาวเกาะมักตันจะหวาดกลัวกับทหารสเปนในชุดเกราะแวววับจนต้องยอมศิโรราบ

เมื่อมาถึงเกาะ โขดหินและปะการังทำให้พวกสเปนต้องจอดเรือห่างจากชายฝั่ง ทหาร 49 นายโดดลงน้ำที่สูงระดับเอวแล้วค่อยๆ เดินขึ้นฝั่ง ส่วนพลปืนยาวกับหน้าไม้ที่เหลือคอยเฝ้าเรือไว้ ทันทีที่ขึ้นถึงหาดทราย มาเจลลันกลับพบนักรบชาวเกาะถึง 1,500 คนกำลังรอทหารสเปนอยู่ พวกสเปนไล่เผาหมู่บ้านริมหาดหวังจะไล่ให้นักรบชาวเกาะกลัวและถอยหนีไป ทว่าผิดคาด เพราะเพลิงที่มอดไหม้หมู่บ้านเหล่านั้นกลับสุมไฟแค้นของชาวเกาะมักตันยิ่งขึ้น นักรบท้องถิ่นต่างโห่ร้องกึกก้องแล้ววิ่งเข้าใส่ทหารสเปนอย่างไม่กลัวตาย

อาวุธของชาวเกาะ มีทั้งหอกไม้ไผ่ ธนู ลูกดอกอาบยาพิษ ดาบใหญ่ที่เรียกว่า คัมปิลัน (kampilan) โชคดีที่ลูกธนูของชาวเกาะแทบไม่ระคายเกราะโลหะของยุโรป พลปืนยาวและหน้าไม้ต่างระดมยิงใส่ฝูงชาวเกาะ แต่ไม่อาจหยุดยั้งได้ พวกสเปนรีบล่าถอยลงน้ำเพื่อไปขึ้นเรือ พลปืนและหน้าไม้ชักดาบออกมาเตรียมคุ้มกันมาเจลลันแต่ถูกคลื่นมนุษย์โถมเข้าใส่ ชาวเกาะมักตันเห็นมาเจลลันมีคนคุ้มกันจึงได้รู้ว่าเป็นหัวหน้า จึงพากันกรูไปหานักเดินเรือที่ชะตาใกล้ขาด

ทหารที่คุ้มกันเริ่มล้มตายทีละคน มาเจลลันถูกหอกซัดเข้าที่แขนอย่างจัง ที่ขายังมีลูกธนูอาบยาพิษปักอยู่ แต่กัปตันผู้นี้ยังกวัดแกว่งคมดาบป้องกันตัวสุดฤทธิ์ ชาวเกาะอีกคนปรี่เข้ามาฟันที่ขาด้วยดาบใหญ่ยาวจนมาเจลลันทรุดลง จากนั้นชาวเกาะหลายสิบคนรุมกันใช้หอกและดาบฟันแทงกัปตันจนล้มลงเสีย พิกาเฟตตาเล่าว่า ระหว่างที่โดนรุมสังหาร มาเจลลันยังหันกลับมามองหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าลูกเรือหนีขึ้นเรือกันครบทุกคน

เมื่อกลับไปยังเกาะเซบู ราจาห์ ฮูมาบอนจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกเรืออย่างอบอุ่น แต่รุ่งเช้าต่อมากลับพบว่าอาหารในงานเลี้ยงมีพิษ ชาวยุโรปตายอีก 30 คนจากยาพิษ พวกลูกเรือที่ไม่ได้ร่วมงานเลี้ยงต่างรีบหนีขึ้นเรือทันที

กัปตันเรือชาวโปรตุเกสที่ขึ้นเรือไม่ทันได้ตะโกนบอกลูกเรือก่อนจะถูกฆ่าว่า ผู้บงการเหตุสังหารหมู่ครั้งนี้คือ เอนริเก้ เพราะไม่พอใจที่ลูกเรือจะให้เขาเดินทางติดตามไปด้วย ทั้งที่พินัยกรรมมาเจลลันระบุว่าให้ปล่อยตัวเอนริเก้ทันที หากเขาเสียชีวิต นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่าเอนริเก้ได้ยั่วยุหัวหน้าเผ่าว่าพวกสเปนวางแผนจะยึดครองเกาะเซบู

ลูกเรือเหลือรอดน้อยคนจนต้องเผาเรือลำหนึ่งทิ้งไป ส่วนสองลำสุดท้ายล่องไปจนถึงหมู่เกาะโมลุกกะและได้เครื่องเทศมาเต็มลำ ทว่าระหว่างเดินทางกลับ กัปตันของเรือทั้งสองขัดแย้งกันว่าจะกลับทางเดิมเพื่อเลี่ยงเรือโปรตุเกส หรือจะเสี่ยงใช้เส้นทางอ้อมแอฟริกาของโปรตุเกส

ผลคือ เรือที่เลือกย้อนกลับทางเดิมกลับโดนเรือรบโปรตุเกสที่ลาดตระเวนแถวนั้นจับกุม เนื่องจากละเมิดเขตแดน

ขณะที่ฆวน เซบาสเตียน เอลคาโน (Juan Sebastian Elcano) เป็นกัปตันนำเรือลำสุดท้ายชื่อ ‘วิคตอเรีย’ (Victoria) อ้อมทวีปแอฟริกากลับไปถึงสเปนได้ในที่สุด โดยเหลือลูกเรือเพียง 18 คนจากทั้งหมดกว่า 270 คนที่เริ่มต้นออกเดินทาง ซึ่งตรงกับวันที่ 6 ก.ย. ปี 1522 หรือ 497 ปีที่แล้ว

แม้เฟอร์ดินานด์ มาเจลลันจะเสียลูกเรือไปกว่า 90% รวมถึงชีวิตตนเองก่อนจะเดินทางได้รอบโลก ทว่าการเดินทางครั้งนี้ได้สร้างตำนานของนักเดินเรือผู้กล้าหาญท้าทายคลื่นลมชนิดที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน.

อ้างอิง

https://www.nationalgeographic.org/…/magellan-killed-phili…/

http://www.eyewitnesstohistory.com/magellan.htm

https://www.history.com/topi…/exploration/ferdinand-magellan