World's Famous People

'ธีโอโดรา' ชีวิตสุดเซอร์เรียลของโสเภณีผู้ก้าวสู่บังลังก์จักรพรรดินีโรมัน

+ ชีวิตเหนือจริงยิ่งกว่านิยายของสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์โรมัน
 
+ 'ธีโอโดรา' หญิงสาวผู้เติบโตในครอบครัวนักแสดงเร่ โลดแล่นในสังคมชั้นสูงในฐานะนักแสดงหญิงที่สถานะในยุคนั้นไม่ต่างจากโสเภณี ใช้เสน่ห์ความสวยและไหวพริบอันฉลาดเฉลียว กรุยทางสู่บัลลังก์จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิโรมัน
 
+ ด้วยแนวคิดก้าวหน้าล้ำสมัย ธีโอโดรามีผลงานช่วยผลักดันนโยบายเกี่ยวกับสิทธิสตรี การค้าประเวณี ทั้งยังนำพาบ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤติได้หลายครั้ง

 
ในศตวรรษที่ 6 ครอบครัวนักแสดงเร่ครอบครัวหนึ่งจากเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ซึ่งพูดภาษากรีก ได้เดินสายออกแสดงที่โรงละครต่างๆ ตามเมืองใหญ่บนแผ่นดินของอาณาจักรโรมัน 
 
ธีโอโดรา (Theodora) เป็นลูกสาวของของครอบครัวนักแสดง เธอเกิดปี ค.ศ.500 ในสมัยที่จักรวรรดิโรมันมีราชธานีคือ กรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) และมีดินแดนเพียงซีกตะวันออกได้แก่ บอลข่าน กรีซ เอเชียไมเนอร์ ซีเรีย ปาเลสไตน์ อียิปต์ และลิเบีย หรือที่เรียกกันในชื่อสมัยใหม่ว่า 'จักรวรรดิไบแซนไทน์' (Byzantine Empire) เธอยึดการแสดงเป็นวิถีชีวิตมาตั้งแต่วัยเยาว์วัย ในฐานะนักแสดงหญิง (Actress)
 
คำว่านักแสดงหญิงในสมัยนั้นยังมีนัยยะแฝงหมายถึงโสเภณีหรือหญิงขายบริการ เพราะการแสดงของเธอไม่ได้จำกัดแค่การแสดงละครทั่วไป แต่รวมถึงการแสดงอันวาบหวิวด้วย เช่น การให้ห่านจิกกินเมล็ดพืชบริเวณง่ามขาบนเวที การเต้นระบำเปลือยกาย ตามคำบอกเล่าของโปรโคเปียสแห่งเซซาเรีย (Procopius of Caesarea) นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
 
สมัยมีชื่อเสียงขจรขจายจากการแสดง ในวัยไม่ถึง 20 ธีโอโดราลักลอบเป็นชู้รักกับผู้ว่าการแห่งลิเบียได้ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนแยกทางกัน จากนั้นเธอได้หยุดพักที่นครอเล็กซานเดรียในอียิปต์ หันมานับถือคริสต์นิกายไมอาฟีไซต์ (Miaphysitism) เธอประกาศว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่และยึดอาชีพปั่นด้ายในกรุงคอนสแตนติโนเปิล
 
ในสนามแข่งม้ากรุงคอนสแตนติโนเปิล ช่วงนั้นมวลชนถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายคือ ทีมเขียวและทีมฟ้า ไม่ต่างกับแฟนบอลในปัจจุบัน แต่สมัยนั้นทั้งสองทีมต่างมีอิทธิพลทางการเมืองด้วย แต่ละทีมจะมีสปอนเซอร์เป็นนักการเมืองคนสำคัญ รวมไปถึงองค์จักรพรรดิ
 
ธีโอโดราเคยถูกมารดาพาเข้าสู่ทีมฟ้าตั้งแต่เด็ก ครั้นกลับมายังกรุงคอนสแตนติโนเปิลอีกครั้ง เธอกลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของทีมในฐานะอดีตนักแสดงหญิงเลื่องชื่อ และการได้รู้จักคนระดับวีไอพีในทีมนั่นเอง เธอถูกแนะนำให้รู้จักกับกงสุลหนุ่มอนาคตไกล วัย 40 ปี นามว่า จัสติเนียน (Justinian) ทั้งคู่ตกหลุมรักกันทันที 
 
จัสติเนียนเป็นทายาทจักรพรรดิจัสติน (Justin l) ที่กำลังชรา มีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวนาในบอลข่าน แต่ถูกรับเลี้ยงโดยจัสตินผู้เป็นลุง ซึ่งรับราชการทหารระดับสูงจนก้าวขึ้นสู่บัลลังก์จักรพรรดิ จัสติเนียนไม่สามารถแต่งงานกับธีโอโดราด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายสมัยนั้นที่ห้ามไม่ให้ข้าราชการระดับสูงแต่งงานกับหญิงนักแสดง แม้ธีโอโดราจะหันมายึดอาชีพอื่นแล้วก็ตาม แต่ชื่อเสียงของเธอในฐานะนักแสดงสาวยังเป็นที่โจษจันอยู่ ด้วยความรักที่มีต่อหลาน จักรพรรดิจัสตินจึงจัดการแก้ข้อกฎหมายเป็นกรณีพิเศษจนทั้งสองได้แต่งงานกันในปี ค.ศ.525
 
ในที่สุด เมื่อจัสติเนียนขึ้นเป็นจักรพรรดิต่อจากผู้เป็นลุง ธีโอโดราก็ขึ้นเป็นจักรพรรดินีด้วย ธีโอโดราเป็นคนฉลาดและคอยให้คำแนะนำสวามีของตนในกิจการต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง อาศัยความช่วยเหลือของข้าราชการผู้เก๋าประสบการณ์ นักกฎหมายหัวกะทิ และแม่ทัพที่เก่งกาจ จัสติเนียนได้ผลักดันการปฏิรูปกฎหมายครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก นั่นคือ ประมวลกฎหมายแพ่งของจัสติเนียน (Corpus Juris Civilis) ซึ่งเป็นต้นแบบให้แก่กฎหมายทั่วโลกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน รู้กันดีว่าแม้ธีโอโดราไม่ได้ออกหน้ามาปกครองอย่างเปิดเผย แต่พระนางก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจสำคัญๆ ตลอดมา
 
จัสติเนียนและข้าราชสำนัก
จักรพรรดิจัสติเนียนพร้อมข้าราชสำนักและองครักษ์ ที่มาภาพ

ด้วยความที่จักรพรรดินีธีโอโดราเคยเป็นนักแสดง ทำให้เธอรู้ซึ้งถึงวิถีชีวิตและสิ่งที่ผู้หญิงเหล่านี้ต้องเผชิญ เธอจึงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายและสังคม นั่นคือ การส่งเสริมสิทธิเด็กและสตรี ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิสตรีในการถือครองมรดก ฝ่ายหญิงได้สิทธิประโยชน์ในการหย่ามากขึ้น ห้ามการค้าประเวณีเด็ก เพิ่มโทษรุนแรงคดีข่มขืน สั่งปิดซ่องตามเมืองใหญ่แล้วสร้างบ้านพักฟื้นให้อดีตโสเภณีแทน
 
การปฏิรูปทั้งหมดที่จักรพรรดินีธีโอโดราได้ผลักดัน ถือเป็นสิ่งที่ก้าวหน้ามากในสังคมโรมันที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงมีสิทธิเพียงน้อยนิด ซึ่งถือว่าผู้หญิงเป็นหนึ่งในกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชายด้วยซ้ำ 
 จักรพรรดินีธีโอโดราและข้าราชสำนัก
จักรพรรดินีธีโอโดราพร้อมคนสนิทและข้าราชสำนัก ที่มาภาพ

ด้วยความที่เป็นคริสตศาสนิกชนนิกายไมอาฟีไซต์ที่ไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก ธีโอโดราจึงเห็นใจและช่วยเหลือชาวคริสต์กลุ่ม'โมโนฟีไซต์' (Monophysite) ซึ่งมีแนวทางความเชื่อใกล้เคียงกัน แต่ถูกตราหน้าจากทางการโรมันว่าเป็นกลุ่มนอกรีต รวมไปถึงผลักดันให้เสรีภาพกับนิกายนี้มากขึ้น นอกจากนี้ยังกำชับให้พระสวามีตัวเอง จักรพรรดิจัสติเนียน ผู้นับถือคริสต์นิกายดั้งเดิมรับปากว่าจะไม่เบียดเบียนชาวคริสต์นิกายนี้อีก การครองบัลลังก์ร่วมกันของจักรพรรดิและจักรพรรดินีที่นับถือศาสนาคนละนิกายยังเป็นสัญญาณที่ดีของการปรองดองกันระหว่างหลายนิกายในศาสนาเดียวกันด้วย 
 
วีรกรรมโดดเด่นของธีโอโดราที่แสดงให้เห็นว่าเป็นจักรพรรดินีผู้เด็ดขาดคือ การปราบกบฏไนก้า (Nika Revolt) เมื่อสองมวลชนทีมฟ้าและเขียวจับมือกันประท้วง เรียกร้องให้แต่งตั้งจักรพรรดิองค์ใหม่ หลังจากจัสติเนียนสั่งลงโทษผู้ก่อความวุ่นวายจากทั้งสองทีมในสนามแข่งม้า การประท้วงบานปลายถึงขั้นก่อจลาจลรุนแรงจนทำลายเมืองคอนสแตนติโนเปิลพินาศย่อยยับ กลุ่มกบฏได้ตั้งจักรพรรดิอีกคนมาเป็นผู้แทน 
 
สถานการณ์วิกฤติจนจัสติเนียนและข้าราชสำนักลงมติกันในที่ประชุมว่า จะลงเรือหลบหนีไปจากเมือง แต่ถูกปรามไว้โดยองค์จักรพรรดินีธีโอโดรา ผู้ลั่นประโยคที่กล้าหาญว่าการหลบหนีแม้จะปลอดภัยไม่ใช่สิ่งที่จักรพรรดิควรทำ จักรพรรดิควรรักษาเกียรติของตนด้วยชีวิต วาทะอันเร่าร้อนและชวนปลุกใจของธีโอโดรานี้เองที่ทำให้ทุกคนฉุกคิดขึ้นได้ และทิ้งแผนการหลบหนีไป หันมาวางแผนรับมือแทน 
 
ในที่สุดเหล่านายพลได้รวบรวมกองทัพ เดินหน้าเข้าล้อมปราบกบฏได้สำเร็จ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากการล้อมปราบกว่า 30,000 ศพ ผู้หาญท้าชิงตำแหน่งจักรพรรดิถูกสำเร็จโทษ สถานการณ์กลับคืนสู่ปกติ แม้ต้องบูรณะเมืองใหม่ก็ตามการรักษาจักรวรรดิไม่ให้ล่มสลายเป็นผลมาจากความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของจักพรรดินีธีโอโดราผู้นี้นี่เอง 
 
ต่อมา เมื่อเกิดกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองระบาดในปี 541-542 คร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้านคน หรือหนึ่งในสี่ของประชากรโรมันยุคนั้น ผู้คนต่างอพยพหนีจากเมืองไปอยู่ในชนบท สังคมเมืองแทบถึงคราวล่มสลาย และจัสติเนียนเองก็ติดโรคนี้จนนอนปางตายนานเกือบปี 
 
ระหว่างนั้นธีโอโดราต้องบริหารจักรวรรดิที่กำลังระส่ำระสายด้วยพระองค์เอง ด้วยความระแวงว่าจะมีใครใช้โอกาสที่องค์จักรพรรดิป่วยหนักขึ้นมาปราบดาภิเษก อีกทั้งยังไม่มีรัชทายาท ทำให้เสี่ยงต่อการปราบดาภิเษกมาก พระนางจึงสั่งสอบสวนและจับกุม หรือประหารผู้ใดก็ตามที่มีความเสี่ยงจะก่อการยึดอำนาจ แม้แต่แม่ทัพนายกองที่ได้รับความนิยมยังถูกปลดจากหน้าที่ สายสืบของจักรพรรดินีถูกส่งไปติดตามความเคลื่อนไหวของบรรดาขุนนางที่ส่อแว่วกระด้างกระเดื่อง
 
ในที่สุดจัสติเนียนก็ฟื้นตัวมาได้อย่างปาฏิหาริย์ และกลับมาปกครองได้ตามเดิม แต่ไม่กี่ปีต่อมา ธีโอโดราก็ล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งเต้านม โดยหลักฐานสมัยนั้นระบุว่าพระนางมีก้อนเนื้องอกในอก ธีโอโดราสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.548 ขณะอายุได้ 48 ปี สร้างความโศกเศร้าอาดูรให้แก่จักรพรรดิจัสติเนียนอย่างมาก เมื่อไม่มีพระมเหสีคู่คิดผู้กอบกู้สถานการณ์ในช่วงเวลาที่มืดมนอยู่เคียงข้างอีกแล้ว พระองค์ก็ไม่สมรสอีกเลยตลอดชีวิต 
 
มรดกสำคัญที่องค์จักรพรรดิได้สานต่อนโยบายของธีโอโดราคือ การสร้างความปรองดองระหว่างคริสต์นิกายหลักและนิกายโมโนฟีไซต์ การปรองดองระหว่างทั้งสองฝ่ายแม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องถกเถียงกันในศาสนาเพียงเล็กน้อย แต่เป็นเรื่องความเป็นความตายของจักรวรรดิโรมันทีเดียว เพราะประชาชนจำนวนมากในแถบซีเรีย และอียิปต์ยังนับถือนิกายนี้ ความกลมเกลียวกันระหว่างสองนิกายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้จักรวรรดิโรมันไม่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ 
 
ชีวิตของธีโอโดราเป็นหัวข้อที่ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงกันมากมาย สตรีผู้ไต่เต้าขึ้นมาจากส่วนล่างสุดของสังคมขึ้นมาเป็นจักรพรรดินีของจักรวรรดิมหาอำนาจของโลก เป็นผู้สร้างความปรองดองระหว่างสองนิกายที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เป็นนักปฏิรูปเพื่อสิทธิสตรี หรือผู้ปกครองที่โหดเหี้ยมกันแน่ เราคงไม่สามารถตัดสินเรื่องราวทั้งหมดของธีโอโดราจากบทบาทในชั่วขณะหนึ่งได้ แม้แต่นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยยังมีความเห็นต่อพระนางแตกต่างกันไป 
 
แต่สิ่งที่เรารู้แน่นอนคือ การที่สตรีคนหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้นำในยุคที่บุรุษเป็นใหญ่ ทั้งยังใช้อิทธิพลของตนเองในการปฏิรูปกฎหมายและสังคม นำพาจักรวรรดิผ่านวิกฤติอันโหดร้ายหลายครั้งถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา 
 
อ้างอิง

Procopius. "The Secret History." Penguin Classics, Peter Sarris

https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2010/jun/10/theodora-empress-from-the-brothel

https://www.ancient.eu/Empress_Theodora/

https://www.ancient-origins.net/history-famous-people/theodora-0011005

https://www.thoughtco.com/empress-theodora-facts-3529665