Fashion World

วิบากกรรมอลเวงของภาพวาดระดับโลก 'โมนาลิซา'

+ 'โมนาลิซา' (Mona Lisa) ผลงานศิลปะชั้นยอดจากปลายพู่กันของลีโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ภาพวาดชิ้นนี้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานระดับตำนานของสมัยเรเนสซองส์ มีผู้หลงใหลชื่นชมจากทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ไม่หวังดีต่อหญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มปริศนาคนนี้เช่นกัน

+ ภาพวาดโมนาลิซาเคยถูกขโมยไปนานถึง 2 ปี โดยชาวอิตาลีผู้อ้างว่าต้องการนำภาพกลับไปยังบ้านเกิด ข่าวโจรกรรมครั้งนั้นทำให้ภาพนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างความสนใจจากสาธารณชน ตำรวจฝรั่งเศสถึงขั้นเคยจับตัว ‘ปาโบล ปิกัสโซ’ จิตรกรดังชาวสเปนมาสอบสวน

+ ที่ผ่านมามีผู้พยายาม 'ลองของ' ทำลายภาพนี้หลายครั้ง จนพิพิธภัณฑ์ต้องสรรหาวิธีป้องกันใหม่ๆ มาตลอดศตวรรษที่ผ่านมา กรณีล่าสุดเพิ่งเกิดเมื่อปี 2009 นี้เอง


ภาพวาดหญิงสาวผู้กำลังแย้มรอยยิ้มบางๆ โดยมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์เขียวชอุ่มคือจุดสนใจของนักท่องเที่ยวหลายล้านคนที่แวะเวียนมาพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum) ในกรุงปารีสเป็นประจำทุกปี 

ผู้คนทั่วไปรู้จักภาพนี้ในชื่อ ‘โมนาลิซา’ (Mona Lisa) ส่วนคนฝรั่งเศสรู้จักเธอในชื่อ ‘ลา โชกงด์’ (La Joconde) เดิมทีเป็นภาพที่คนนอกวงการศิลปะไม่ได้สนใจมากเท่าปัจจุบัน แต่ข่าวการโจรกรรมและวิบากกรรมที่โดนปู้ยี้ปูยำครั้งแล้วครั้งเล่ากลับสร้างชื่อให้ภาพนี้กลายเป็นหนึ่งในไอคอนแห่งวงการศิลปะ

โมนาลิซาเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญของลีโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ศิลปินและนักประดิษฐ์หัวกะทิจากสมัยเรเนสซองส์ เขาเริ่มจรดพู่กันลงบนแผ่นไม้ตั้งแต่ปี 1503 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ในอิตาลี นางแบบคือ ลิซา เดล โจคนโด (Lisa del Giocondo) ภรรยาของพ่อค้าไหมผู้มั่งคั่ง ดา วินชีวาดเสร็จขณะย้ายไปอยู่ในฝรั่งเศสและถวายให้กษัตริย์ฟรันซิสที่ 1 (Francis I) ภาพวาดชิ้นนี้จึงตกเป็นทรัพย์สมบัติของฝรั่งเศสโดยปริยาย ก่อนถูกนำไปประดับที่พระราชวังฟงแตนโบล (Fontainebleau Palace) พระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) พระราชวังตุยเลอรี (Tuileries Palace) และย้ายมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในที่สุด 

ระหว่างสงครามเคยถูกย้ายไปที่อื่นชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสียหายหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น ถึงแม้เหตุการณ์บ้านเมืองจะสงบลง แต่ไม่ได้แปลว่าภาพโมนาลิซาจะปลอดภัยเหมือนที่คิด

วันที่ 21 สิงหาคม ปี 1911 หรือวันนี้เมื่อ 108 ปีก่อน เหตุโจรกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อภาพโมนาลิซ่าหายไปจากที่จัดแสดง วันนั้นเป็นวันปิดทำการ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ต่างสับสนกันว่ารูปถูกเอาไปถ่ายภาพ ซ่อมแซม หรือโดนขโมยกันแน่ 

กว่าพิพิธภัณฑ์จะรู้ตัวว่ารูปวาดโมนาลิซาโดนขโมยก็ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ สื่อต่างประโคมข่าวพาดหัวเร้าอารมณ์ว่า ภาพเหมือนบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งวงการศิลปะถูกขโมยไปแล้ว ทำให้สาธารณชนสนใจกันอย่างล้นหลาม ผู้คนจำนวนมากยอมลงทุนไปยืนมองกำแพงและขาตั้งอันว่างเปล่าที่เคยรองรับยอดผลงานของยุคเรเนสซองส์

ระหว่างที่ตำรวจสืบสวนคดีโจรกรรม ทั้งปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) ศิลปินนามกระฉ่อนชาวสเปนที่พำนักในฝรั่งเศส และ กิโยม อปอลลิแนร์ (Guillaume Apollinaire) กวีดังของฝรั่งเศสต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยไปด้วย

สองปีต่อมา จอมโจรชาวอิตาลีถูกจับได้ที่เมืองฟลอเรนซ์ในอิตาลีขณะพยายามขายผลงานชิ้นเอกให้กับแกลลอรีชื่อ อุฟฟิซี (Uffizi) ในเมืองฟลอเรนซ์ ชื่อของจอมโจรรายนี้คือ ‘วินเชนโซ เปรุจเจีย’ (Vincenzo Peruggia) ที่น่าตกใจคือ เขาเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ติดตั้งกระจกครอบรูปโมนาลิซา เปรุจเจียอ้างว่าโมนาลิซาเป็นผลงานของอิตาลีที่สมควรกลับมาพำนักในบ้านเกิด เขาเป็นเพียงผู้รักชาติชาวอิตาลีที่ต้องการทวงสมบัติของชาติคืนเท่านั้น 

ข้อแก้ตัวของเขาตกไป เพราะโมนาลิซามาอยู่ในฝรั่งเศสตั้งแต่ภาพยังไม่เสร็จ และถือเป็นสมบัติของฝรั่งเศสตั้งแต่ต้น เปรุจเจียให้การว่าการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ค่อนข้างหละหลวม ภาพโมนาลิซาถูกติดตั้งโดยมีขาเกี่ยวยึดกับกำแพงอย่างง่าย ๆ แถมไม่มีรั้วกั้น เขาใช้ความคุ้นเคยเข้าไปแอบในตู้เก็บของจนแน่ใจว่าไม่มีคนเห็น จึงเดินมายกภาพวาดนั้นจากกรอบและงัดภาพวาดออกมา จากนั้นจึงเดินออกจากพิพิธภัณฑ์พร้อมภาพวาดที่ซ่อนไว้ในเสื้อโค้ตยาวโดยไร้คนสงสัย

จอมโจรโมนาลิซาต้องโทษติดคุกเป็นเวลา 6 เดือน ท่ามกลางเสียงชื่นชมของกลุ่มชาตินิยมชาวอิตาลี

หลังภาพกลับมายังพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ตัวกรอบถูกผนึกติดกับกำแพงพร้อมรั้วกั้นไม่ให้เกิดเหตุโจรกรรมเลียนแบบอีก ถึงอย่างนั้นรูปโมนาลิซาอาจไม่ใช่ที่ชื่นชอบของทุกคน กระจกถูกติดตั้งหลังมีคนพยายามใช้คัตเตอร์กรีดรูป นอกจากนี้ยังเกิดเหตุระทึกกับภาพวาดชิ้นนี้ถึงสองครั้งในปี 1956 ครั้งแรก ชายคนหนึ่งสาดน้ำกรดใส่รูปภาพ แต่โชคดีที่มีกระจกกันไว้ ครั้งที่สองเกิดในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ชายชาวโบลิเวียคนหนึ่งขว้างหินใส่รูปภาพเต็มแรงจนกระจกแตก สีบริเวณข้อศอกซ้ายของโมนาลิซาหลุดล่อนไปเล็กน้อย หลังก่อเหตุทั้งสองรายถูกส่งเข้ารักษาอาการทางจิต หลังจากนั้นพิพิธภัณฑ์หันมาใช้กระจกกันกระสุนแทน

ปี 1974 ภาพโมนาลิซาถูกยืมไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว (Tokyo Nation Museum) หญิงพิการชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งไม่พอใจที่พิพิธภัณฑ์ไม่อำนวยความสะดวกให้คนพิการเข้าไปดู จึงละเลงสีสเปรย์ใส่กระจกแสดงโชว์ โชคดีที่ตัวภาพไม่ได้รับความเสียหาย และล่าสุดเมื่อปี 2009 หญิงสาวชาวรัสเซียระบายความแค้นใจที่รัฐบาลฝรั่งเศสไม่ยอมให้สัญชาติกับเธอ ด้วยการขว้างถ้วยกาแฟใส่ภาพ เต็มแรงท่ามกลางฝูงชนผู้ตื่นตกใจกับภาพที่เกิดขึ้น โชคดีที่กระจกกันกระสุนทำให้แก้วกาแฟกระเด็นตกแตกบนพื้น เธอถูกตำรวจควบคุมตัวไปตรวจเช็คสุขภาพจิตทันที

ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับภาพวาดระดับไอคอนชิ้นนี้อีกเมื่อไหร่ แม้ทางการฝรั่งเศสและพิพิธภัณฑ์มีมาตรการดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น แต่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นประโยชน์ให้โจรหัวใสหน้าใหม่ท้าทายฝีมือ 

ไม่ว่าเราจะมองภาพโมนาลิซา ด้วยสายตาที่ดื่มด่ำไปกับลายพู่กันฉบับเรเนสซองส์หรือมองด้วยสายตาอันเฉยเมย จุดเด่นที่ดึงดูดผู้คนมากมายให้หลงไหลโมนาลิซาอาจไม่ใช่ใบหน้าเรียบเฉยแกมรอยยิ้มมุมปาก แต่เป็นสิ่งที่เรารู้สึกและตีความจากใบหน้าอันอวบอิ่มอายุ 500 ปีนี้ก็อาจเป็นได้

อ้างอิง

https://www.historytoday.com/…/mont…/mona-lisa-stolen-louvre

https://www.leonardodavinci.net/the-mona-lisa.jsp

https://www.solosophie.com/mona-lisa-was-stolen/

https://edition.cnn.com/…/eu…/mona-lisa-the-theft/index.html

https://www.telegraph.co.uk/…/…/Woman-attacks-Mona-Lisa.html