World's Famous People

'แฟรงค์ ซินาตรา' สุภาพบุรุษนักร้องผู้ต่อต้านการเหยียดผิว

+ แฟรงค์ ซินาตรา (Frank Sinatra) เป็นที่รู้จักในนามของนักร้องผู้โด่งดังแห่งศตวรรษที่ 20 เขาฝากผลงานอมตะไว้มากมายที่ยังตรึงใจผู้คน 

+ ในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1940-1950 การแบ่งแยกสีผิวยังเป็นเรื่องปกติ มีกฎหมายที่กีดกันไม่ให้คนผิวสีใช้พื้นที่สาธารณะหรือบริการต่างๆ ร่วมกับคนผิวขาว คนผิวสีหมดสิทธิ์เข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม

+ แม้จะขึ้นชื่อว่าอารมณ์ร้อนและพัวพันกับกลุ่มมาเฟีย แต่แฟรงค์ ซินาตราก็มีมุมที่เป็นนักต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมต่อคนผิวสี ในยุคที่สังคมอเมริกันยังมีการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวสีอย่างเปิดเผย


วันที่ 18 ก.พ. ปี 1965 งานศพของแนต คิง โคล (Nat King Cole) จัดขึ้นที่โบสถ์แห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส ผู้คนนับพันรวมตัวกันเพื่อไว้อาลัยแก่นักดนตรีแจ๊สผิวสีชื่อดัง เมื่อขบวนศพเคลื่อนไปยังสุสาน ก็ปรากฎภาพนักร้องผิวขาวผู้โด่งดังแห่งยุคมาร่วมแบกหีบศพของนักร้องผิวสีด้วย เขาคนนั้นคือ แฟรงค์ ซินาตรา ผู้ฝากผลงานเพลงอมตะ 'All Or Nothing At All' , 'New York' , 'New York' และ 'My Way' 

นอกจากวีรกรรมความเป็นนักเลงอารมณ์ร้อน ขี้ฉุนเฉียว หรือข่าวฉาวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวที่พัวพันกับเจ้าพ่อมาเฟีย อีกด้านหนึ่งเขาคือผู้บุกเบิกเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมให้คนผิวสีในยุคที่คนขาวส่วนใหญ่เพิกเฉย

ตลอดชีวิตบนเวทีอันโลดโผนของซินาตรา เขาอ้าแขนรับนักร้องและนักดนตรีผิวสีฝีมือดีหลายคนเข้ามาร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะ เคาท์ เบซี (Count Basie) บิลลี ฮอลิเดย์ (Billie Holiday) เอลลา ฟิทซ์เจอรัลด์ (Ella Fitzgerald) แนต คิง โคล (Nat King Cole) ลีนา ฮอร์น (Lena Horne) ดุค เอลลิงตัน (Duke Ellington) หรือ ควินซี โจนส์ (Quincy Jones) ล้วนเคยร่วมงานกับแฟรงค์ ซินาตร้า 

ในยามรุ่งโรจน์ แฟรงค์ ซินาตรา เคยออกเดินสายกับกลุ่ม 'Rat Pack' ร่วมกับผองเพื่อนนักร้องระดับแถวหน้าแห่งยุค ได้แก่ แซมมี เดวิส จูเนียร์ (Sammy Davis Jr.) นักร้องผิวสี ดีน มาร์ติน (Dean Martin) ปีเตอร์ ลอว์ฟอร์ด (Peter Lawford) โจอี้ บิชอป (Joey Bishop) วงดนตรีที่มีนักร้องผิวสีปะปนกับนักร้องผิวขาวคณะนี้ถือเป็นเรื่องที่ก้าวหน้ามากในสมัยนั้น

เมื่อใดก็ตามที่สถานบันเทิงหรือโรงแรมแสดงท่าทีรังเกียจและเลือกปฏิบัติต่อเพื่อนนักร้องผิวดำอย่างแซมมี เดวิส จูเนียร์ หรือคณะนักดนตรีแบ็คอัพผิวดำของเขา ซินาตราจะประกาศยกเลิกการแสดงในสถานที่แห่งนั้นอย่างไม่ลังเล 

ปี 1955 ที่โรงแรมดิ แซนส์ (The Sands) ในลาสเวกัส สถานที่ประจำของคณะนักร้อง Rat Pack แนต คิง โคลได้รับเชิญมาร่วมแสดงดนตรีที่โรงแรมด้วย แต่ซินาตรากลับแปลกใจที่ไม่เคยเห็นเขาในห้องอาหารของโรงแรมแม้แต่ครั้งเดียว จึงฝากผู้ติดตามไปดูว่าเป็นเพราะอะไร แล้วก็ได้รู้ความจริงว่าคนผิวสีไม่ได้รับอนุญาตให้กินในห้องอาหารของโรงแรม 

แนต คิง โคลต้องไปหลบมุมกินข้าวในห้องแต่งตัว ทันทีที่ทราบเรื่อง ซินาตราถึงกับควันออกหู พร้อมประกาศว่า ถ้าทางโรงแรมไม่ยอมให้คนผิวสีนั่งกินข้าวพร้อมคนอื่น เขาจะเรียกร้องให้ไล่พนักงานเสิร์ฟออกทั้งหมด สุดท้ายทางโรงแรมยอมจำนน วันต่อมาซินาตราก็ได้นั่งร่วมโต๊ะกับแนต คิง โคลเป็นการส่วนตัว

ต่อมาปี 1956 ตอนที่แนต คิง โคลถูกกลุ่มเหยียดผิวบุกทำร้าย ขณะกำลังแสดงที่รัฐอลาบามา ซินาตรารีบจัดแจงจองเที่ยวบินให้วงดนตรีของโคลกลับนิวยอร์คทันที และเมื่อแนต คิง โคลเสียชีวิตในปี 1965 ซินาตราก็ไปร่วมแบกหีบศพ ทั้งที่ตัวเองแทบไม่เคยไปร่วมงานศพคนอื่นเลย

แฟรงค์ ซินาตราไม่เพียงแต่เรียกร้องความยุติธรรมให้คนมีชื่อเสียงเท่านั้น แม้แต่คนธรรมดาเขาก็ยินดียื่นมือเข้ามาช่วย

ผู้ติดตามผิวสีชื่อ จอร์จ เจคอบส์ (George Jacobs) เล่าว่า ครั้งหนึ่งขณะเดินตามซินาตราเข้าไปในบาร์แห่งหนึ่ง กลุ่มชายผิวขาวเริ่มพูดจาดูถูกตน ซินาตราได้ยินเข้าจึงจ้องไปที่กลุ่มคนขาวปากดีด้วยสายตาไม่พอใจอย่างรุนแรง เขาฝากให้เจคอบส์นำเสื้อโค้ตกับหมวกเขาไปเก็บ พอเจคอบส์กลับมา ปรากฏว่าคนขาวกลุ่มนั้นหายไปแล้วเหลือเพียงโต๊ะเก้าอี้ที่กระจัดกระจายเละเทะ 

อีกครั้งหนึ่งในปี 1961 ที่โรงแรมดิ แซนส์ เมื่อสามีภรรยาผิวสีคู่หนึ่งเดินเข้าไปในล็อบบี้โรงแรมและถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยห้ามไว้ ซินาตรารีบเดินไปบอกว่าทั้งสองคนเป็นแขกส่วนตัวของเขา ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน 

ช่วงปี 1961-1968 มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เริ่มการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิอันเท่าเทียมให้คนผิวสี ซินาตราลงทุนจัดคอนเสิร์ตสมทบทุนการเคลื่อนไหวของคิงอย่างเปิดเผย ผลจากการต่อสู้เรียกร้องสิทธิของคนผิวสี ทำให้เขาได้รับรางวัลตลอดชีพจากองค์กรสมาคมแห่งชาติเพื่อความก้าวหน้าของประชาชนผิวสี (NAACP - National Association for the Advancement of Colored People) 

ถามว่าทำไมแฟรงค์ ซินาตราผู้มีชื่อเสียงและมั่งคั่ง ถึงเลือกจะยืนหยัดเคียงข้างคนผิวสีในยุคสมัยที่การเหยียดผิวยังคงรุนแรง ในเมื่อเขาสามารถวางตัวอยู่เหนือปัญหาได้อย่างสบายๆ

เหตุผลที่เป็นไปได้มากสุดคือ เชื้อสายอิตาเลียนของเขาเอง ซินาตราเกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงานเชื้อสายอิตาเลียนในปี 1915 ช่วงนั้นมีการหลั่งไหลของผู้อพยพจากยุโรปไปอเมริกาจำนวนมาก คนอิตาเลียนถูกมองว่าเป็นชนชาติเจ้าปัญหา ชอบก่ออาชญากรรม คนอิตาเลียนอพยพต้องตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐและนายทุนบ่อยครั้ง ความเชื่อที่แตกต่างทำให้ชาวอิตาเลียนตกเป็นเป้าของการโจมตีได้ง่ายมากขึ้น เพราะชาวอิตาเลียนนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ในขณะที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่นับถือนิกายโปรเตสแตนท์ 

เมื่อเติบโตมากับเสียงดูถูกเย้ยหยันโดยชาวอเมริกันผิวขาวเชื้อชาติอื่นๆ ทำให้ซินาตราเข้าใจหัวอกของคนผิวดำที่ถูกกดขี่ได้เป็นอย่างดี เขารู้ว่าคนผิวดำถูกปฏิบัติย่ำแย่กว่าคนอิตาเลียนหรือไอริชเสียอีก มีกฎหมายที่ห้ามไม่คนผิวดำให้ใช้พื้นที่ปะปนกับคนผิวขาวมากมาย ห้ามยืนในโซนเดียวกันบนรถสาธารณะ แบ่งแยกห้องเรียนระหว่างเด็กผิวขาวกับเด็กผิวสี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในสังคมที่เขาเติบโตมา 

"เรายังต้องฝ่าฟันอีกไกลกับสถานการณ์เรื่องเชื้อชาติ ตราบใดที่คนขาวมองว่านิโกรคือนิโกรเป็นอันดับแรก และมองความเป็นคนเป็นเรื่องรอง แบบนั้นเกิดปัญหาแน่นอน ผมไม่รู้ว่าทำไมเราถึงไม่รู้จักโตซักที เป็นเวลานานกว่าพวกเราจะเลิกดูถูกคนอิตาเลียนว่า 'เดโก' (ไอ้เลี่ยน) ตราบใดที่เรายังไม่ยอมเลิกใช้คำว่า 'ไอ้มืด' (nigger) เราก็คงไปไหนไม่รอด” ซินาตราเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 1947

แต่ประโยคแสดงถึงจุดยืนของนักร้องผู้มีหัวใจกว้างดั่งแม่น้ำอย่างซินาตราที่ชัดเจนที่สุด คงจะเป็นข้อความที่เขาเขียนในนิตยสาร Ebony ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 1958 

"มิตรสหายของผมไม่มีสีผิว ไม่มีชนชั้น และไม่ถือว่าใครเป็นชนกลุ่มน้อย มิตรภาพของผมเกิดขึ้นจากความรักใคร่กลมเกลียว ความเคารพนับถือ และความรู้สึกว่าเรามีอะไรเหมือนกัน นี่คือคุณค่าอันเป็นนิรันดร์ที่ไม่สามารถแบ่งชั้นได้"

อ้างอิง
https://www.jazziz.com/sinatra100-frank-sinatra-civil-righ…/

http://barrybradford.com/frank-sinatra-and-civil-rights/

https://www.chicagotribune.com/…/ct-xpm-1998-06-08-98060800…