Crazy World

ย้อนรอย 'สงครามเชื้อโรคในประวัติศาสตร์'

+ ก่อนจะถึงยุคของอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธวิสัยไกล จรวดมิสไซล์ น้อยคนจะรู้ว่าอาวุธอานุภาพร้ายแรงของสมัยโบราณที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้ศัตรูทั้งด้านประชากร เศรษฐกิจ และความมั่นคง คือ อาวุธชีวภาพหรือเชื้อโรค

+ ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ล้วนมีเรื่องราวของการใช้อาวุธเชื้อโรคเพื่อทำลายล้างศัตรู ตั้งแต่กองทัพสมัยโบราณจนถึงผู้ก่อการร้ายสมัยปัจจุบัน 

+ ในยุคกลาง กองทัพมองโกลเคยโยนซากศพที่ตายจากกาฬโรคเข้าไปในเมืองแห่งหนึ่งในยุโรปตะวันออก จากนั้นกาฬโรคก็แพร่กระจายไปทั่วยุโรปภายในเวลาไม่กี่ปี คร่าชีวิตผู้คนกว่าครึ่งหนึ่งของทวีป



นับตั้งแต่อดีต มนุษย์รังสรรค์วิธีการทำลายล้างกันตลอดมา การสู้รบตามปกติในสงครามนำมาซึ่งชัยชนะเพียงชั่วคราวได้ แต่อาจไม่สร้างความเสียหายในระยะยาว ในยุคที่การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า โรคระบาดหมายถึงหายนะของเมืองหรือแม้แต่อารยธรรม ขณะที่กองทัพต้องใช้เวลาอันยาวนานเพื่อยึดเมืองข้าศึก แต่เชื้อโรคกลับแพร่กระจายคร่าชีวิตผู้คนหรือสัตว์ทั่วทุกสารทิศได้อย่างรวดเร็ว อำนาจการทำล้ายล้างของมันรุนแรงกว่ากองทัพเสียอีก แถมทำให้ศัตรูต้องอ่อนแอลง แนวคิดของสงครามอาวุธชีวภาพจึงถือเกิดขึ้น

สมัยเมโสโปเตเมียเมื่อ 1500-1200 ปีก่อนคริสตกาล ชาวฮิตไทต์ (Hittites) จากคาบสมุทรอนาโตเลีย (ประเทศตุรกีในปัจจุบัน) ได้ขับไล่คนและปศุสัตว์ติดโรคไข้กระต่ายไปยังดินแดนของศัตรู วิธีการคือนำปศุสัตว์ที่เป็นโรคไปปล่อยไว้ใกล้ๆ เมืองข้าศึก เมื่อชาวบ้านนำสัตว์พาหะเข้าเมือง อาวุธชีวภาพอันทรงพลังก็เริ่มทำงานทันที เหยื่อที่ติดโรคนี้จะมีอาการไข้ขึ้นสูง ท้องเสีย ผิวหนังมีแผลเปื่อยเป็นรูพุพองตามลำตัว เมื่อดินแดนของศัตรูอ่อนแอลงจากโรคระบาด ชาวฮิตไทต์ก็กรีฑาทัพไปพิชิตอย่างง่ายดาย

ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาลของชาวอัสซีเรีย (Assyrians) จากเมโสโปเตเมียตอนเหนือ ใช้กลยุทธ์สุดสยอง ด้วยการนำเชื้อราที่กัดกินข้าวไรย์ไปใส่ในบ่อน้ำของเมืองข้าศึกที่ปิดล้อม ทำให้เมืองแล้วเมืองเล่าต้องต้องสยบแทบเท้ากองทัพอัสซีเรียด้วยโรคระบาดที่มากับแหล่งน้ำ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ชาวไซเธียน (Scythians) ชนเผ่าเร่ร่อนจากเอเชียกลางมั่นใจว่า สิ่งสกปรกกับอาวุธระยะไกลอย่างธนูเข้าคู่กันได้ดี ชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มนี้มักนำหัวลูกธนูมาชุบในอุจจาระก่อนจะระดมยิงใส่ศัตรู หากไม่ตายทันทีก็ต้องติดเชื้อในกระแสเลือดตายในภายหลัง

ปี 1347 เกิดโรคระบาดในกองทัพมองโกล ขณะกำลังล้อมเมืองท่าคัฟฟา (Kaffa) ริมฝั่งทะเลดำในแหลมไครเมีย ผลพิสูจน์พบว่าซากศพที่โดนกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague) เล่นงานจะมีผิวหนังเป็นจ้ำสีดำ เชื้อโรคกัดกินผิวหนังจนเนื้อตายและเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน แถมส่งกลิ่นเหม็นเน่า เกิดแผลพุพองตามร่างกาย 

ทั้งนี้เพื่อเร่งให้เมืองแตกไวขึ้น ทหารมองโกลนำศพที่ตายจากโรคนี้พร้อมเศษอุจจาระใส่เครื่องเหวี่ยงแล้วโยนเข้าไปในเมือง ตัวหมัดและปรสิตที่ติดมากับซากศพพร้อมอุจจาระแพร่กระจายเชื้อโรคจนผู้คนในเมืองล้มตายเป็นเบือ ผู้ที่รอดชีวิตต่างหนีลงเรือไปขึ้นฝั่งที่ท่าเรืออื่นๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ภายในเวลาเพียง 4 ปีโรคร้ายนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วจนคร่าชีวิตผู้คนกว่าครึ่งในยุโรปจนได้ชื่อว่า 'มฤตยูดำ' (The Black Death)

ปี 1763 ระหว่างอังกฤษกำลังทำสงครามกับชาวฝรั่งเศสและอินเดียนแดง ฝ่ายอังกฤษถูกปิดล้อมในป้อมพิตต์ (Fort Pitt) โดยชาวอินเดียนแดง ทหารอังกฤษในป้อมบางส่วนติดเชื้อฝีดาษ สถานการณ์กำลังคับขัน เมื่ออินเดียนแดงส่งตัวแทนมาเจรจา นายทหารอังกฤษในป้อมใช้โอกาสนี้นำผ้าห่มจากเหยื่อฝีดาษไปมอบเป็นของขวัญให้ตัวแทนเจรจาฝ่ายอินเดียนแดง พวกอังกฤษรู้ดีว่าชาวอินเดียนแดงไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้เหมือนชาวยุโรป หลังจากนั้นเกิดฝีดาษระบาดครั้งใหญ่ในหมู่ชาวอินเดียนแดงแถบโอไฮโอระหว่างปี 1763-1764 คร่าชีวิตชนพื้นเมืองไปจำนวนมาก แผนของอังกฤษจึงสัมฤทธิ์ผล

ครั้นมาถึงยุคสมัยใหม่ เทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแค่ช่วยป้องกันโรคได้ดีขึ้น อีกมุมหนึ่งกลับทำให้สงครามเชื้อโรคทวีความรุนแรงขึ้นและพัฒนาโรคให้ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม แม้จะมีพิธีสารเจนีวา (Geneva Protocol) ในปี 1925 ว่าด้วยการห้ามใช้แก๊สและเชื้อโรคในสงคราม แต่กรณีนี้คงใช้ไม่ได้กับกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 

ปี 1940 เครื่องบินญี่ปุ่นทิ้งระเบิดที่ทำจากเซรามิกใส่เมืองหนิงปัวของจีน ภายในระเบิดบรรจุฝูงตัวหมัดพาหะนำกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง ระเบิดหมัดทำให้โรคแพร่ระบาดในหมู่ประชากรจนชาวเมืองส่วนใหญ่ต้องอพยพหนีไปในที่สุด ทหารญี่ปุ่นเองก็พลอยโดนเชื้อร้ายเล่นงานจนล้มป่วยกว่า 10,000 นาย มียอดผู้เสียชีวิตถึง 1,700 นาย 

ไม่เพียงเท่านั้น กองทัพญี่ปุ่นยังทดลองนำเชื้ออหิวาตกโรคและไข้รากสาดใหญ่หย่อนลงในบ่อน้ำตามหมู่บ้านมากกว่าพันแห่งทั่วประเทศจีนเพื่อศึกษาว่าโรคทั้งสองแพร่กระจายได้อย่างไร แม้หลังสงครามสิ้นสุดยังมีรายงานว่าโรคระบาดที่หลงเหลืออยู่ยังคร่าชีวิตชาวจีนไปกว่า 30,000 ชีวิตในปี 1947

อย่างไรก็ตามนับว่าโชคดีที่มีผู้มองเห็นความไร้มนุษยธรรมของการทำสงครามด้วยเชื้อโรค ในปี 1972 ด้วยความร่วมมือกันของหลายชาติจึงเกิดอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ (Biological Weapons Convention) มีรัฐบาลที่ร่วมตกลงกันถึง 162 ประเทศ แต่อนุสัญญานี้ยังไม่สามารถห้ามกลุ่มลัทธิหัวรุนแรงต่างๆทั่วโลกที่ใช้อาวุธชีวภาพในการก่อการร้ายได้ 

ปี 2001 จดหมายจำนวนมากถูกเวียนส่งไปทั่วสหรัฐอเมริกา ภายในจดหมายดูปกติ ไม่นานนักผู้ได้รับจดหมาย 22 รายต่างล้มป่วยจากเชื้อแอนแทรกซ์ที่ซ่อนอยู่ในซองจดหมาย มีผู้โชคร้าย 5 รายเสียชีวิต จนบัดนี้ยังไม่สามารถตามหาตัวผู้ก่อเหตุได้

แม้เราจะอยู่ในยุคที่มนุษย์สามารถผลิตเครื่องแยกอะตอม ไขรหัสพันธุกรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์รุดหน้าไปไกลกว่าหลายศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์จะเลือกใช้เทคโลยีชีวภาพในทางสร้างสรรค์เพื่อสร้างอนาคตที่สดใส หรือจะใช้มันเป็นอาวุธทำลายล้างกันเองก็ไม่อาจรู้ได้. 

อ้างอิง

https://www.medicalnewstoday.com/articles/321030.php

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1326439/

https://www.stufftoblowyourmind.com/blogs/10-scariest-bioweapons4.htm