Oriental World

โคตรเหง้าของ "รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม"

ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับสำนวน "รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม" หลังจากอ่านหนังสือเรื่อง
"สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)" ของอาจารย์ฉันทิชัย ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารตำรวจตั้งแต่ปี 2496 ท่านเล่าว่า ภิกษุสามเณรสมัยก่อนเวลาได้รับกิจนิมนต์ต้องไปแสดงพระธรรมเทศนา ต้องมีคัมภีร์ห่อด้วยตาดทองหรือไหมอย่างเทศ "ใส่บ่าแบกตามหลังไปด้วย" แล้วขึ้นธรรมาสน์เทศตามอรรถในคัมภีร์ไปเลย น้อยคนนักจะเทศตามปฏิภาณโวหารอย่างสมเด็จโต

ผมอ่านแล้วเข้าใจสำนวนนี้ในทันทีว่า สิ่งใส่บ่าแบกหามในสำนวน คือ คัมภีร์ปกรณ์ความรู้ต่างๆ นั่นเอง ไม่ใช่ตัวความรู้ที่เป็นนามธรรม ยิ่งคนสมัยก่อนนั้นทำอะไรต้องพึ่งหนังสือใบลานตำราสมุดข่อยและนับถือกันมาก เวลาอ่านต้องกราบแล้วกราบอีก เวลาถือต้องยกขึ้นสูง ไม่แปลกที่เจ้ากูจะแบกหามคัมภีร์ขึ้นไหล่
ไปเทศน์ เพราะไหล่นั้นอยู่สูงเทียมศีรษะอยู่แล้ว

บรรยากาศเมืองสยาม สมัยรัชกาลที่ 6 ตำรวจชาวสยามเทียบตัวเองกับสิงโตจีนหินที่ด้านนอกระเบียงคด วัดสุทัศน์ฯ ในหนังสือ Buddhistische Tempelanlagen in Siam ของKarl Döhring

ธรรมเนียมการบูชาตำราทุกวันนี้ดูเหมือนจะหย่อนยานมากในไทย เดิมนั้นประเทศเอเชียทั้งมวลบูชาตำราเป็นอันมาก โดยเฉพาะในจีนมีลัทธิศาสนาท้องถิ่นถึงกับส่งเสริมให้คนเคารพตำราตัวอักษร ถึงกับเรียบเรียงเรื่องราว "ผลกรรม" ของการไม่เคารพตำรา บูชาอักษร เช่นหนังสือชื่อ "เทิดทูนตัวหนังสือ" ซึ่งผมคิดว่าเป็นของคณะอุตรธรรม ในบทนำของหนังสือเล่มนี้สะท้อนทัศนะของชาวจีนและคนเอเชียตะวันออกเกี่ยวกับความสำคัญของหนังสือได้ดี ความว่า...

 "ปัจจุบันชาวโลกมักจะมองข้ามความสำคัญของตัวอักษรหรือไม่เห็นคุณค่าของตัวหนังสือ หารู้ไม่ว่าการที่โลกเรามีวิวัฒนาการมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็เพราะนักปราชญ์สมัยโบราณได้ค้นคิดตัวอักษรขึ้นมา ดังนั้น
บรรพชนจึงสามารถใช้อักษรมาบันทึกเหตุการณ์ วิชาความรู้ที่ค้นคว้าในสมัยนั้น มนุษย์ปัจจุบันจึงได้ใช้ฐานความรู้ในอดีตมาคิดค้นประดิษฐกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ"

บรรยากาศเมืองสยาม สมัยรัชกาลที่ 6 ภาพเณรและเด็กชาวเมืองเพชร ที่ประตูทางเข้าระเบียงคด วัดมหาธาตุวรวิหาร ในหนังสือ Buddhistische Tempelanlagen in Siam ของ Karl Döhring

ส่วน "นิทาน" ที่นำมาเสนอให้เกิดความเคารพในตัวหนังสือนั้นก็น่ายำเกรงจริงๆ เช่นเรื่องพิมพ์ตัวหนังสือบนตะเกียบผลตาบอด, เรื่องพิมพ์ยี่ห้อใต้รองเท้าอายุสั้น และเรื่องเหยียบย่ำอักษรจะไร้บุตร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้เคารพด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับผลกรรมดี เช่น เรื่องคนขอทานเทิดทูนกระดาษหนังสือเกิดเป็นลูกเศรษฐี, เรื่องทำลายหนังสือลามกได้ทองลักษณะหน้าเปลี่ยน และเรื่องเทิดทูนหนังสือ
พ้นเคราะห์ภัยเพิ่มอายุได้บุตรดี เป็นต้น

ในเมืองไทย ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง ท่านมักจะเก็บเศษกระดาษที่มีตัวหนังสือ (คงด้วยความเคารพในตัวอักษร) บางครั้งท่านรับกิจนิมนต์ต้องเดินไประหว่างทาง ท่านจะคอยเก็บเศษหนังสือตามรายทาง ทำให้พวกศิษย์ร้อนใจกลัวว่าจะไปไม่ทันรับนิมนต์
แต่ท่านก็ไปได้อย่างน่าอัศจรรย์

กลับมาที่สำนวนที่เป็นปัญหาของเรา...

บรรยากาศเมืองสยาม สมัยรัชกาลที่ 6 ภาพประตูทางเข้าพระอุโบสถ และฐานเสมาของวัดสระบัว เมืองเพชร
ในหนังสือ Buddhistische Tempelanlagen in Siam ของ Karl Döhring


ผมลองสำรวจดู พบว่ามีคนอธิบายสำนวนนี้ด้วยภาพโดยเขียนรูปคนถือหาบคอนเพื่อที่จะลากเข้าวลี
"ใส่บ่าแบกหาม" ซึ่งที่จริงควรผิด ผมตรวจคำอธิบายของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ครูบาอาจารย์ด้านภาษาไทย ท่านอธิบายไว้ในหนังสือ "สำนวนไทย" ว่า รัชกาลที่ 6 ทรงใช้สำนวนนี้ในบทละครเรื่อง
"ชิงนาง" โดยให้ตัวละครชื่อแม่ลำใยเป็นคนพูดว่า "รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาบคอนนะเจ้าคะ" ซึ่งท่านอธิบายตามคาแรกเตอร์ตัวละครที่รัชกาลที่ 6 ทรงชี้แจงไว้ว่า แม่ลำใยนั้น "อวดตัวว่าเป็นนักปราชญ์ใช้ศัพท์ล้วนแต่ที่ผิดทั้งสิ้น" สิ่งที่แม่ลำไยพูดจึงไม่ถูกต้อง

ดังนั้น สำนวน "รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม" ไม่ได้หมายความว่า เอาความรู้ใส่หาบคอนแล้วหามไปเหมือนพ่อค้าแม่ขาย แต่ทำเหมือนพระนักปราชญ์ราชบัณฑิต คือแบกคัมภีร์ขึ้นไหล่อย่างองอาจนั่นเอง

อนึ่ง ภาพพระแบกหามคัมภีร์ในสยาม ผมหาไม่เจอ แต่ผมเคยเจอภาพพระภูฏานแบกหามคัมภีร์ กับภาพชองชาวเกาหลีทูนคัมภีร์เหนือศีรษะแห่แหนเพื่อกระทำบุญกิริยา แต่ภาพเหล่านั้นมีลิขสิทธิ์ โปรดค้นและชมได้ตามอินเทอร์เน็ตโดยทั่วไป