Oriental World

เฮติกับแรงงานทาสในไร่อ้อยไร่กาแฟ

เฮติ หรือ แซงโดแมง (Saint Domingue) เป็นดังเช่นประเทศโลกซีกใต้หลังอาณานิคมทั้งหลาย
กล่าวคือเป็นดินแดนที่เจ้าอาณานิคมยุโรปสลับสับเปลี่ยนกันเข้าครอบครองและเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าป้อนตลาดโลก

เสริมเข้าด้วยกับระบบการค้าทาสในศตวรรษที่ 17 ทำให้แรงงานทาสจากแอฟริกาตะวันตกมาเป็นกำลังสำคัญเป็นอย่างยิ่งของการผลิตนี้


โรงหีบน้ำตาลในแซงโดแมงโรงหีบน้ำตาลในแซงโดแมง ที่มาของภาพ

การกลับมาของระบบทาสภายใต้จักรวรรดิฝรั่งเศส น้ำตาลและกาแฟ
หลังจากที่ฝรั่งเศสเข้าครอบครองแซงโดแมงอย่างเป็นทางการภายหลังการลงนามในสนธิสัญญาริสวิคอันเป็นผลจากชัยชนะเหนือเจ้าอาณานิคมเดิมอย่างสเปนในปี 1697 แล้ว

ฝรั่งเศสมีหลังพิงอยู่กับระบบทาส และพอปกครองแซงโดแมงแล้วก็ยิ่งหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไปอีก การนำเข้าทาสจากแอฟริกามีขนาดใหญ่กว่าที่เคยมีมาทั้งหมด

การใช้แรงงานทาสก็เป็นส่วนประกอบหลักของการทำไร่อ้อย ในไร่อ้อยแต่ละแห่งนั้นจะต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนหลายร้อยคน เพื่อการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และต้องใช้แรงงานทาสอีกจำนวนหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงอ้อยให้เป็นน้ำตาล

เมื่อเก็บอ้อยเสร็จแล้ว อ้อยจะต้องถูกนำมาเข้ากระบวนการอย่างรวดเร็ว และเนื่องด้วยเทคโนโลยีในเวลาดังกล่าวยังไม่ก้าวหน้านัก กระบวนการนี้ก็ต้องใช้เวลานาน หลายครั้งแรงงานจะถูกใช้งานทำงานหามรุ่งหามค่ำ

ในเวลานี้จะเห็นได้ว่าไร่อ้อยในแซงโดแมงของฝรั่งเศส ถือว่าเป็นที่ที่มีการใช้แรงงานหนาแน่นที่สุดในทวีปอเมริกา

แรกสุดตั้งแต่ฝรั่งเศสเริ่มเข้าปกครอง แรงงานจะประกอบไปด้วยทาสชาวแอฟริกาและแรงงานรับจ้างคนขาว แรกสุดคนขาวมีมากกว่า ในปี 1687 ที่แซงโดแมงยังไม่ได้เปลี่ยนมืออย่างเป็นทางการ มีคนขาวจำนวน 4,411 และมีทาสจำนวน 3,358 คน

แต่เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 17 แรงงานที่นำเข้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียง 3 ปีหลังจากที่ฝรั่งเศสเข้าปกครองแซงโดแมงอย่างเป็นทางการ แรงงานทาสพุ่งขึ้นเป็นจำนวน 9,082 คนในปี 1700 ขณะเดียวกันคนขาวก็ลดจำนวนลง

จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลางศตวรรษที่ 18 มีทาสกว่า 150,000 คน และมีคนขาวประมาณ 14,000 คน!

จากตัวเลขในยุคสมัยปลายจักรวรรดิสเปนที่ทาสมีจำนวน 15% พอมาช่วงนี้ ทาสประกอบขึ้นเป็น 90%
ของประชากรทั้งหมดของแซงโดแมง


ระบบการค้าทาสในมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มาของภาพ

ไร่อ้อยในแซงโดแมง
หากจะว่ากันด้วยตัวเลขจำนวนไร่อ้อยแล้ว เราก็จะเห็นตัวเลขในแนวโน้มเดียวกัน

ในปี 1730 มีไร่อ้อย 5 แห่ง

ปี 1751 ไร่อ้อยเพิ่มเป็น 182 แห่ง

นี่ยังไม่นับไร่อ้อยที่ผลิตแต่อ้อยดิบ ไม่แปรรูปอีก 124 แห่ง

ในปี 1790 ไร่อ้อยเพิ่มเป็น 258 แห่ง

ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกไปในทิศทางเดียวกันว่า น้ำตาลเป็นสินค้าที่ทำรายได้งามอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้การคุมบังเหียนของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส

แซงโดแมงกลายมาเป็นอาณานิคมที่สำคัญที่สุดของระบบอาณานิคมของฝรั่งเศสทั้งหมด ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 นั้น ชาวฝรั่งเศสหนุ่มหัวธุรกิจก็จะลงทุนในแซงโดแมง เพราะสถานที่นี้มีโอกาสทางธุรกิจอยู่ทั่วไปหมด

ในแง่หนึ่งแล้ว ช่วงเวลาเดียวกันนี้ฝรั่งเศสได้สูญเสียแคนาดาไปให้กับอังกฤษ

ดังนั้น หมู่เกาะแคริบเบียนจึงเป็นสถานที่ซึ่งชาวฝรั่งเศสนักลงทุน นักธุรกิจไฟแรงมุ่งจะไปขยายทุน

การลุกฮือในเฮติสังหารชาวผิวขาวตัวแทนการกด ที่มาของภาพ

ไร่กาแฟ
นอกจากน้ำตาลแล้ว กาแฟก็เป็นสินค้าที่ทำรายได้ดีอีกตัวหนึ่งด้วย เนื่องจากกาแฟใช้เงินลงทุนเบื้องต้นต่ำกว่าอ้อย ใช้ค่าโสหุ้ยต่ำกว่าและกาแฟเติบโตในที่ราบสูงหรือหุบเขาได้ ต่างจากอ้อยที่ต้องปลูกในที่ราบ

เพราะฉะนั้นในแง่นี้ สินค้าสองตัวจึงไม่แข่งขันกัน อ้อยปลูกในที่ราบ
ส่วนกาแฟปลูกบนเขา แซงโดแมงที่มีภูมิศาสตร์ทั้งสองแบบ ทำให้ทั้งบริเวณตะวันตกของเกาะสามารถถูกเปลี่ยนแปลงเป็นไร่การเกษตรขนาดใหญ่ได้ทั้งหมด

และนี่ทำให้เรื่องราวของการปฏิวัติเฮติมีจุดศูนย์รวมกันอยู่ที่อุตสาหกรรมการทำน้ำตาล การปลูกกาแฟ เนื่องจากมีแรงงานทาสจำนวนมหาศาลถูกนำเข้ามาใช้แรงงาน ทาสทั้งหลายตั้งสะสมความโกรธแค้นที่ถูกกดขี่ พร้อมที่จะระเบิดออกมา กลายเป็นการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ


ในไร่กาแฟ ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิ
Laurent Dubois, Avengers of the new world: the story of the Haitian revolution (2004)