World Clvilization

สัตว์พิศวงในเทวตำนานอียิปต์โบราณ

เป็นที่คุ้นตากันดีว่าเทพเจ้าของชาวอียิปต์โบราณมักจะมีร่างกายเป็นคนและมีศีรษะเป็นสัตว์เช่น
เทพเจ้าอนูบิส (Anubis) มีศีรษะเป็นหมาใน ดูแลเกี่ยวกับการทำศพและมัมมี่ เทพเจ้าฮอรัส (Horus)
มีศีรษะเป็นนกเหยี่ยว ตัวแทนขององค์ฟาโรห์ เทพเจ้าของชาวไอยคุปต์เหล่านี้ชวนให้พิศวงได้ไม่น้อย
เพราะในทางชีววิทยาแล้วในโลกใบนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่มีร่างเป็นคนและมีศีรษะเป็นสัตว์อย่างแน่นอน
เทพเจ้าต่างๆ ที่ชาวไอยคุปต์รังสรรค์ขึ้นมาล้วนเกิดจากการผูกโยงสัตว์ที่มีตัวตนอยู่จริงๆ เข้ากับพฤติกรรมบางอย่างของสัตว์ชนิดนั้นๆ เช่นการโยงหมาในเข้ากับเทพเจ้าอนูบิสและความตาย ก็ด้วยว่าหมาในชอบ
คุ้ยเขี่ยซากศพและมันก็มักจะปรากฏตัวตามสุสาน จึงถูกชาวไอยคุปต์จับโยงเข้าหากันด้วยเหตุนี้นี่เอง


เซอร์โพพาร์ด สัตว์พิศวงคอยาวปรากฏบนจานสีของฟาโรห์นาร์เมอร์ ที่มาของภาพ

แต่ถึงอย่างนั้น สัตว์พิศวงที่เป็นตัวเอกของบทความนี้คือสัตว์เต็มตัว ที่ไม่ปรากฏว่ามีอยู่จริงบนโลกใบนี้
ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่พวกมันกลับปรากฏอยู่ในศิลปะของชาวไอยคุปต์อย่างน่าทึ่ง ทั้งบนคทาเวทมนตร์ (Magic Wand) และแผ่นจานสี รวมถึงการจับเอาสัตว์ชนิดต่างๆ มาผสมผสานกันเป็นตัวเดียวเพื่อผูกโยงเข้ากับตำนานความเชื่อและพลังเหนือธรรมชาติอื่นๆ ด้วย

เริ่มตั้งแต่อียิปต์โบราณยุคก่อนราชวงศ์ (Predynastic Period) เมื่อราว 5,500 ถึง 3,100 ปีก่อนคริสตกาล โบราณวัตถุจำพวกสิ่งของฟุ่มเฟือยมากมายหลายต่อหลายชิ้นที่เหล่าเชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงเคยใช้งานแสดงให้เห็นลวดลายประดับของสัตว์ในจินตนาการเหล่านี้ปะปนอยู่กับสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่มีตัวตนอยู่จริงๆ บนผืนโลก โบราณวัตถุเหล่านั้นมีทั้งแผ่นจานสีทำจากหินชนวน แผ่นจารึกทำจากงาช้าง ด้ามมีดทำจากงาช้างทั้งที่ค้นพบในนครโบราณอย่างนีเคน (Nekhen) และนาคาดา (Naqada) ในอียิปต์บน
(Upper Egypt) ทางตอนใต้ของประเทศอียิปต์ ซึ่งสัตว์พิศวงที่เราจะมาพูดถึงกันในครั้งนี้ก็มีทั้งตัวกริฟฟิน (Griffin) หรือสิงโตที่มีศีรษะเป็นนก แถมมีปีกติดอยู่กับลำตัว และเซอร์โพพาร์ด (Serpopard) ซึ่งเป็นสัตว์ในจินตนาการอีกชนิดหนึ่งที่มีลำตัวเป็นเสือดาวแต่กลับมีลำคอยืดยาวเปรียบประหนึ่งยีราฟก็ไม่ปาน และเป็นไปได้ว่าต้นฉบับของสัตว์ชนิดนี้อาจจะมาจากศิลปะของชาวเมโสโปเตเมียด้วยก็เป็นได้

ภาพของสัตว์ประหลาดเซอร์โพพาร์ดจากตราประทับของชาวเมโปโปเตเมีย ที่มาของภาพ

ในสมัยราชอาณาจักรกลาง (Middle Kingdom) สัตว์ประหลาดเหล่านี้ยังคงปรากฏให้เห็นบนผนังสุสานของเหล่าชนชั้นสูงที่นครเบนิ-ฮัสซัน (Beni Hassan) และเบอร์เชห์ (Bersheh) ในอียิปต์กลาง (Middle Egypt) นอกจากนั้นแล้วนครโบราณของชาวไอยคุปต์ที่มีชื่อเรียกในปัจจุบันว่าเอล-คูซิเยห์ (el-Kusiyeh)
ก็มีชื่อในภาษาอียิปต์โบราณเขียนด้วยภาพของเซอร์โพพาร์ดสองตัวหันหลังชนกัน โดยมีชายคนหนึ่งจับคอของพวกมันเอาไว้ นั่นจึงเป็นที่น่าสนใจว่าเหตุใดภาพจารึกจากนครทั้งสองแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ห่างกันราวหนึ่งร้อยกิโลเมตรถึงได้มีการบันทึกภาพของสัตว์แปลกประหลาดเอาไว้ด้วยมโนคติที่คล้ายคลึงกันเช่นนี้ได้

สำหรับคำถามนี้ นักอียิปต์วิทยาช่วยไขข้อข้องใจเอาไว้ดังนี้ว่า ในอดีตกาลนั้น ถึงแม้ว่าเบนิ-ฮัสซัน
และเอล-คูซิเยห์จะมีระยะทางห่างจากกันอยู่ค่อนข้างมาก แต่ก็มีการติดต่อค้าขายกันอยู่เป็นประจำ นอกจากนั้นทั้งสองนครยังเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางค้าขายไปยังทะเลทรายตะวันออกเพื่อไปโผล่ที่ทะเลแดง
(Red Sea) และคาบสมุทรไซนาย (Sinai Peninsula) รวมทั้งยังเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อการค้าขายลงไปยังนูเบีย (Nubia) ทางตอนใต้อีกด้วย นั่นจึงมีความเป็นไปได้ที่ชาวนครทั้งสองแห่งนี้อาจจะได้แนวความคิดเรื่องสัตว์แปลกประหลาดมาจากชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายตะวันออก ที่บอกเล่าเรื่องราวและตำนานความน่าตื่นตาตื่นใจของสัตว์ในจินตนาการของพวกเขามาให้กับชาวอียิปต์โบราณได้รับฟังขณะเดินทางไปยังดินแดนแถบนั้นนั่นเอง


ตัวกริฟฟินในศิลปะอียิปต์โบราณมีทั้งปีกและศีรษะโผล่ออกมาจากบริเวณแผ่นหลัง ที่มาของภาพ

แต่ถึงอย่างนั้นภาพของสัตว์ประหลาดในจินตนาการเหล่านี้ก็ไม่ได้ปรากฏในฉากการล่าสัตว์เสมอไป
นักอียิปต์วิทยาค้นพบสุสานอย่างน้อยสามแห่งในเบนิ-ฮัสซันที่มีการแสดงภาพสัตว์เลี้ยงอันแสนธรรมดาอย่างสุนัขหรือลิงซึ่งไม่ได้ดูแปลกประหลาดอะไร แต่มีอยู่ภาพหนึ่งที่ชาวอียิปต์โบราณวาดตัวกริฟฟินมีปีกเอาไว้ด้วย ชาวอียิปต์โบราณสลักอักษรภาพเอาไว้เพื่อสื่อว่าพวกเขาเรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า sgt หรือ “ซาเกต” (Saget) ซึ่งก็ไม่ใช่คำที่มีความหมายว่าสุนัขในภาษาอียิปต์โบราณเสียด้วย นั่นแปลว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้ถูกชาวอียิปต์โบราณจัดประเภทให้เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดจากจินตนาการที่ต้องการแปลงโฉมสุนัขธรรมดาๆ ดูน่ารักให้มีความน่าเกรงขามมากขึ้นเพื่อเพิ่มบารมีให้กับเจ้าของสุสานนั้นๆ รวมทั้งอาจจะยังช่วยปกป้องคุ้มครองเจ้าของสุสานในระหว่างการเดินทางไปยังโลกหลังความตายด้วยก็เป็นได้

นอกจากสุสานแล้ว อีกหนึ่งหลักฐานทางโบราณคดีที่มีภาพของสัตว์พิศวงเหล่านี้อีกก็คือ “คทาเวทมนตร์” คทาเหล่านี้มักจะทำจากเขี้ยวของฮิปโปโปเตมัส สลักออกมาให้อยู่ในรูปของใบมีดโค้งลักษณะคล้ายบูมเมอแรง แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของมันก็ไม่ได้เอาไว้ขว้างแบบบูมเมอแรงแต่อย่างใด เพราะโดยส่วนมากแล้วหน้าที่ของมันก็คือสำหรับให้นักบวชใช้ในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะระหว่างการคลอดบุตรของสตรี
ชาวไอยคุปต์ ซึ่งพวกเขาเชื่อกันว่าเวทมนตร์จากคทาเหล่านี้จะสามารถขับไล่ปีศาจและคุ้มครองทั้งแม่และลูกให้ปลอดภัยขณะคลอดได้ด้วยเช่นกัน


คทาเวทมนตร์ของชาวไอยคุปต์เต็มไปด้วยภาพของเทพเจ้าและสัตว์ประหลาดที่จะคอยช่วยคุ้มครองแม่และเด็กระหว่างคลอดบุตร
ที่มาของภาพ


สำหรับในช่วงราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) ดูเหมือนว่าภาพสลักของสัตว์ในจินตนาการเหล่านี้จะลดน้อยลง อาจจะด้วยเหตุว่าพวกเขาบันทึกถึงมันน้อยลงหรืออาจจะเป็นเพราะว่านักอียิปต์วิทยายังขุดค้นพบหลักฐานเจอไม่มากนักก็เป็นได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันได้หายออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์เสียเลยทีเดียว เพราะสัตว์ในจินตนาการอย่างตัวกริฟฟินแบบมีปีกได้เข้ามามีบทบาทในยุคนี้มากยิ่งขึ้น บางครั้งปรากฏในบทบาทของสัตว์ที่ช่วยลากรถศึกให้กับเทพเจ้าเชด (Shed) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยสังหารสัตว์อันตรายต่างๆ ในทะเลทรายให้ชาวไอยคุปต์อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้วสัตว์ประหลาดในมุมมองของชาวอียิปต์โบราณมักจะอยู่ในรูปแบบของการ “ผสาน” สัตว์ชนิดต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นสัตว์ชนิดใหม่เช่นเซอร์โพพาร์ดที่ได้สาธยายไปด้านบนแล้วว่าปรากฏอยู่ในชื่อโบราณของนครเอล-คูซิเยห์ด้วยนั้น ก็ว่ากันว่ามันมาจากการผสมกันระหว่างเสือดาว
(ส่วนลำตัว) กับอสรพิษ (ส่วนลำคอ) อีกทั้งชื่อ Serpopard ก็มาจาก Serpent + Leopard นั่นเอง


อสูรกายอัมมุตหรือ “จอมเขมือบความตาย” ในคัมภีร์มรณะคือสัตว์ผสมที่แตกต่างกันสามชนิด ที่มาของภาพ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือภาพของเซอร์โพพาร์ดเอาคอเกี่ยวพันกันเช่นนี้ ไม่ได้ปรากฏแค่บนจานสีของนาร์เมอร์
แต่ยังมีให้เห็นในตราประทับทรงกระบอกจากอารยธรรมเมโสโปเตเมียด้วย ถึงแม้ว่านักอียิปต์วิทยาจะยังให้
คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วใครเป็นต้นกำเนิดและใครเป็นผู้รับไปใช้กันแน่ แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าในช่วงยุคต้นราชวงศ์ (Early Dynastic) นั้น อียิปต์โบราณได้มีการติดต่อและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับอารยธรรมเมโสโปเตเมียแล้วอย่างแน่นอน

สำหรับตัวกริฟฟินนั้น ก็เกิดจากการผสมสิงโตเข้ากับนก นั่นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นสิงโตที่มีศีรษะเป็นนก แถมมีปีกโผล่ออกมาที่ลำตัวได้บ่อยครั้ง แต่กระนั้นกริฟฟินอียิปต์โบราณก็มีทั้งแบบมีปีกและไม่มีปีก
บางครั้งก็มีศีรษะเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน ในยุคแรกๆ นั้นปีกของกริฟฟินจะวางตัวในแนวนอนขนานราบไปกับส่วนหลังของร่างกายเหมือนที่ปรากฏในศิลปะเมโสโปเตเมีย แต่ในยุคหลังก็เริ่มที่จะเห็นปีกใน
ลักษณะรูปตัววี (V) ตั้งอยู่บนส่วนหลังของร่างกายแทน

สัตว์พิศวงอีกหนึ่งชนิดที่น่าจะคุ้นเคยกันดีก็คือสัตว์ที่ถูกนำมาผสมและผูกโยงเข้ากับเทพเจ้าอย่างเช่น
“อัมมุต” (Ammut) หรือ “จอมเขมือบความตาย” ที่ปรากฏร่างในคัมภีร์มรณะ (Book of the Dead) นั่นเอง พระองค์เป็นสัตว์ผสมที่มีศีรษะเป็นจระเข้ ลำตัวส่วนหน้าเป็นสิงโตและส่วนหลังเป็นฮิปโปโปเตมัส ทำหน้าที่คอยกัดกินหัวใจของคนที่ไม่ผ่านการตัดสินครั้งสุดท้ายจากเทพเจ้าโอซิริส (Osiris) ในโลกหลังความตาย


ยังไม่มีนักอียิปต์วิทยาคนใดสรุปได้ว่าสัตว์พิศวงที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าเซธนี้คือสัตว์ชนิดใด จึงเรียกว่าเป็น “สัตว์แห่งเซธ”
แทน ที่มาของภาพ


ส่วนสัตว์พิศวงชนิดสุดท้ายในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการผสมกันของสัตว์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่นักอียิปต์วิทยากลับยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าแท้ที่จริงแล้วนี่คือสัตว์อะไรกันแน่ เรากำลังหมายถึงสิ่งมีชีวิตที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าเซธ (Seth) จอมชั่วร้ายนั่นเอง นักวิชาการบางท่านบอกว่ามันอาจจะเป็นสายพันธุ์หนึ่งของสุนัขหรือไม่ก็อาจจะเป็นลา แต่ด้วยว่ามันมีหูที่ยาวกว่าปกติแถมยังมีจมูกที่มีลักษณะคล้ายกับตัวกินมดอีกด้วย นักอียิปต์วิทยาส่วนใหญ่จึงยังไม่กล้าที่จะระบุสายพันธุ์ที่ชัดเจนให้กับสัตว์ชนิดนี้ และตั้งชื่อเรียกให้มันว่า “สัตว์แห่งเซธ” (Seth Animal) เสียเลย

ถึงแม้ว่าในศิลปะของชาวไอยคุปต์จะมีสัตว์พิศวงปรากฏให้เห็นมากมาย แต่ก็อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปว่าในอดีตเจ้าสัตว์เหล่านี้จะเคยเดินไปเดินมาอยู่ริมแม่น้ำไนล์จริงๆ เสียล่ะ! อย่างน้อยถ้าไม่นับหลักฐานทางศิลปะแล้วก็ยังไม่เคยมีใครค้นพบโครงกระดูกหรือหลักฐานอื่นๆ ของการมีตัวตนอยู่จริงของพวกมันแต่อย่างใด ดังนั้นสัตว์พิศวงในเทวตำนานอียิปต์โบราณทั้งเซอร์โพพาร์ด กริฟฟินหรือเทพอัมมุตจอมเขมือบนั้นจึงมีอยู่เพียงแค่ในจินตนาการของชาวไอยคุปต์เท่านั้นเอง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://www.touregypt.net/featurestories/beasts.htm
Website: http://www.demonthings.com/ancient-egyptian-demon-advent-calendar-day-3-long-necked-feline
Website: https://www.ancientegyptonline.co.uk/ammit.html
Website: https://www.ancient-egypt-online.com/seth.html
Website: https://www.ancient-origins.net/myths-legends/ancient-origins-legendary-griffin-001693