Armies Weapons and Warfare

รหัสสะท้านฝ่าสมรภูมินรก (Comanche Code Talkers)

ชนพื้นเมืองอเมริกัน หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อของ “อินเดียแดง” เป็นกลุ่มคนที่อาศัยในทวีปอเมริกามานานก่อนที่ชาวยุโรปจะอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งรกราก พวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาเป็นเวลานับพันปี ชนพื้นเมืองเหล่านี้มีภาษา ตลอดจนมีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเองและใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขในแผ่นดินอันเก่าแก่ของบรรพบุรุษ


พลวิทยุอเมริกันพื้นเมือง2 นาย กำลังส่งข้อความในสมรภูมิแปซิฟิก ที่มาของภาพ

การมาถึงของ “คนขาว” อันหมายถึงชาวยุโรปที่เข้ามาสำรวจและเริ่มสร้างอาณานิคมของตนเองขึ้นในแถบทวีปอเมริกาเหนือและใต้ ในตอนแรกทุกอย่างยังคงสงบสุขต่างฝ่ายต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและกัน หลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาเรียนรู้และแบ่งปันให้กันและกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปความจำเป็นและความกระหายในทรัพยากรของชาวยุโรปเริ่มส่งผลให้ความสัมพันธ์ที่ดีกลายเป็นความหวาดระแวง ไม่นานหลังจากนั้นวิถีชีวิตของคนอเมริกันพื้นเมืองแทบทุกแห่งในทวีปอเมริกาเหนือและใต้จึงเปลี่ยนไปตลอดกาล โศกนาฏกรรมที่ประจานความละโมบของคนขาวรวมทั้งนโยบายกดขี่และจำกัดสิทธิชนพื้นเมือง มีให้เห็นตลอดช่วงระยะเวลาของความโกลาหลนี้

ประเทศสหรัฐอเมริกาถือกำเนิดขึ้นมาจากความต้องการอิสรภาพและเสรี พวกเขาเทิดทูนประชาธิปไตยและเคารพในสิทธิเสรีภาพที่พึงมีแก่พลเมืองของตนเอง แต่สิทธิเสรีภาพที่ถูกเขียนลงในรัฐธรรมนูญอย่างสวยหรูในทุกๆ ประโยคและกลุ่มคำที่อยู่บนกระดาษ มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของชาวอเมริกันพื้นเมืองดีขึ้นแต่อย่างใด นโยบายที่เหมือนจะดูดีและคำว่า “พลเมืองอเมริกัน” ในยุคแรกๆ ของช่วงการก่อร่างสร้างประเทศก็เหมือนดั่งฝนที่ตกไม่ทั่วฟ้า เพราะพวกเขาก็ยังถูกเลือกปฏิบัติในหลายๆ สิ่ง แต่ด้วยความที่ชาวอเมริกันพื้นเมืองเหล่านี้เป็นนักสู้และนักบุกเบิกที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในสายเลือดของพวกเขา นั่นจึงทำให้พวกเขาไม่ยอมแพ้ที่จะเรียกร้องและทวงสิทธิที่พวกเขาพึงได้รับมาจากการเป็นพลเมืองอเมริกันโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ แม้ต้องใช้เวลานานเท่าไรพวกเขาก็ไม่ย่อท้อกับการทวงถามความยุติธรรมให้แก่ชนเผ่าของตนเอง

ทหารอเมริกันพื้นเมืองเผ่าช็อกทอว์ แห่งกองพลทหารราบที่ 36 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่1 ที่มาของภาพ

เมื่ออเมริกาจำต้องเข้าสู่สงครามและต้องกระโจนเข้าร่วมในความขัดแย้งที่มีขึ้นในทวีปยุโรปในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1914-1948 อันเป็นช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อรัฐบาลอเมริกันประกาศสภาวะสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลางที่มี จักรวรรดิเยอรมัน ออสเตรียฮังการี ตุรกี และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชาติพันธมิตรที่มีอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย การระดมพลชายหนุ่มนับแสนนายเข้าสู่กองทัพเพื่อฝึกและส่งเข้าทำการรบจึงเริ่มขึ้น ชายหนุ่มอเมริกันจำนวนมากพร้อมออกรบกับข้าศึกของพวกเขาในยุโรป พวกเขาเร่งรุดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปเสริมกำลังและรบเคียงข้างพันธมิตรของตนเองในแนวหน้า แต่เมื่อพวกเขาไปถึงสนามรบและได้ต่อสู้กับศัตรูอย่างกองทัพเยอรมัน นั่นจึงทำให้ทหารอเมริกันได้รู้ว่า พวกเขาคิดผิดที่ประเมินกำลังข้าศึกตนเองต่ำเกินไป
อันเนื่องมาจากการโฆษณาชวนเชื่อว่าข้าศึกของพวกเขากำลังจะพ่ายแพ้

การชิงไหวพริบและความได้เปรียบดำเนินไปตลอดช่วงสงคราม และอีกหนึ่งรูปแบบของการชิงความได้เปรียบของสงครามในตอนนั้นคือ การดักฟัง ทั้งสองฝ่ายดักฟังการสื่อสารของอีกฝ่ายเพื่อต้องการทราบเป้าหมายหรือแผนการที่กำลังจะมีขึ้น การเข้ารหัสข้อความดูจะเป็นทางเลือกที่ดีในการรับส่งข้อความ แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่เกินความพยายามของเหล่าบรรดายอดมนุษย์ในกองทัพของแต่ละฝ่ายที่สามารถถอดรหัสข้อความของอีกฝ่ายจนได้ นั่นจึงทำให้ข้อความต่างๆ ที่ถูกส่งมีความเสี่ยงอย่างมากที่อีกฝ่ายจะล่วงรู้ถึงข้อความที่แท้จริง ซึ่งซ่อนอยู่ภายในรหัสนั้น


อาสาสมัครอเมริกันพื้นเมืองเผ่านาวาโฮ ร่วมพิธีสาบานตนทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ที่มาของภาพ

เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกสามารถถอดรหัสของตนเองได้ กองทัพอเมริกันจึงมีแนวคิดที่จะนำภาษาของคนอเมริกันพื้นเมืองมาใช้ในการสื่อสาร มีความพยายามที่จะเรียนรู้ภาษาของพวกเขาแต่มันก็ยากเกินกว่าที่คนซึ่งไม่ได้เกิดและเติบโตในเผ่าจะเข้าใจมันได้ แต่คนอเมริกันพื้นเมืองกลับสามารถเข้าใจและพูดภาษาอังกฤษของคนขาวได้ ดังนั้นพวกเขาจึงนำชาวอเมริกันพื้นเมืองบางส่วนมาฝึกเพื่อเป็นทหาร

เนื่องจากชาวอเมริกันพื้นเมืองแต่ละเผ่ามีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ดังนั้นหน่วยทหารอเมริกันแต่ละหน่วยจึงมีทหารอเมริกันพื้นเมืองแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น กองพลทหารราบที่ 30 (30th Infantry Division) มีทหารอเมริกันพื้นเมืองจากเผ่า เชอโรกี ปฏิบัติหน้าที่เคียงข้างเพื่อนทหารผิวขาวและได้เข้าร่วมรบในสมรภูมิซอมครั้งที่ 2 (The Second Battle of Somme) กองพลทหารราบที่ 36 (36th Infantry Division) มีชาวอเมริกันพื้นเมืองจากเผ่าช็อกทอว์ พวกเขาร่วมรบอย่างหาญกล้าเป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง ภาษาประจำเผ่าของพวกเขาทำให้ทหารเยอรมันในสมรภูมิมิวส์-อาร์กอน ต้องแตกพ่าย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชัยชนะที่กองทัพอเมริกันได้รับมานั้น เหล่าบรรดาชาวอเมริกันพื้นเมืองคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ทหารข้าศึกแม้จะดักฟังการสนทนาหรือข้อความทางวิทยุได้ แต่พวกเขาก็จนปัญญาที่จะถอดรหัสหรือทำความเข้าใจมันได้ว่าภาษาที่พวกเขากำลังได้ยินและได้อ่านอยู่นั้นมันหมายถึงอะไร ความลับที่มิอาจล่วงรู้ได้ของภาษาชนพื้นเมืองอเมริกัน คือสิ่งที่แม้แต่นักภาษาศาสตร์ที่เก่งที่สุดของเยอรมันก็ไม่อาจเข้าใจ ข้อความและการสนทนาทางวิทยุจำนวนนับร้อยนับพันครั้งในสนามรบ นำพาการยิงสนับสนุน กำลังเสริม แจ้งตำแหน่งที่ตั้งข้าศึกหรือเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ ที่ทหารในแนวหน้าร้องขอ มันถูกส่งไปมาอย่างปลอดภัยตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

พลวิทยุอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโคมาเช่ แห่งกองพลทหารราบที่ 4 ที่มาของภาพ

21 ปีต่อมา สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็อุบัติขึ้น ชาวอเมริกันยังมิลืมความสูญเสียจากสงครามครั้งแรกและพยายามดำเนินนโยบายเป็นกลาง พร้อมกับโดดเดี่ยวตนเองออกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอีกครั้งในยุโรป แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่แม้ไม่อยากส่งลูกหลานและคนรักให้ต้องออกไปรบอีกครั้ง แต่พวกเขาก็โน้มเอียงไปทางฝ่ายพันธมิตรมากกว่าฝ่ายอักษะ กระทั่งในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 หนึ่งในชาติอักษะอย่างจักรวรรดิญี่ปุ่นก็ทิ้งระเบิดโจมตีฐานทัพเรืออเมริกันที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ในหมู่เกาะฮาวาย หลังจากนั้นประธานาธิบดีรูสเวลต์ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น จากนั้นไม่นานเยอรมันกับอิตาลีก็ประกาศสงครามกับอเมริกา สงครามครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ภาษาของชาว
อเมริกันพื้นเมือง กลายมาเป็นเครื่องมือในการรักษาความปลอดภัยข้อความต่างๆ และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาต้องเข้าร่วมรบในสงครามของคนขาว

ภาพยนตร์เรื่อง Wind Talkers หรือว่า “สมรภูมิมหากาฬโค้ดสะท้านนรก” บอกเล่าเรื่องราวที่ได้จากแรงบัลดาลใจของเหตุการณ์จริง ซึ่งนาวิกโยธินอเมริกันมีชาวอเมริกันพื้นเมืองเข้าร่วมรบและทำหน้าที่พลวิทยุสื่อสารตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเขตแปซิฟิก ชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่า นาวาโฮ นามว่า เบน ยาซี และทหารคู่บัดดี้ของเขา
โจ เอ็นเดอร์ ที่ต้องคอยดูแลไม่ให้ยาซีถูกทหารญี่ปุ่นจับเป็นเชลย ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นต้องการตัวเหล่าบรรดาพลวิทยุอเมริกันพื้นเมืองเหล่านี้อย่างมาก ความเสียสละและความกล้าหาญ รวมถึงความสูญเสียที่มี ทำให้ชัยชนะของฝ่ายอเมริกันกว่าจะได้มาต้องแลกมาด้วยเลือด แต่ภาษาของชาวนาวาโฮก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้ฝ่ายอเมริกันไม่สูญเสียไปมากกว่านี้

แต่เชื่อหรือไม่ว่า นอกเหนือจากสมรภูมิเกาะไซปันที่ภาพยนตร์เรื่อง Wind Talkers บอกเล่าเรื่องราวของชาวอเมริกันพื้นเมืองในสนามรบ วันดีเดย์ (D-Day) 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ก็มีคนอเมริกันพื้นเมืองทั้งที่เป็นชาวอเมริกันพื้นเมืองแท้ๆ รวมทั้งคนอเมริกันที่มีเชื้อสายอเมริกันพื้นเมือง ต่างตบเท้าเข้าร่วมในปฏิบัติการยกพลขึ้นบกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มหายุทธการปลดปล่อยยุโรปจากการยึดครองของกองทัพนาซีเยอรมันเริ่มขึ้นแล้ว ราวกับเป็นอารมณ์ขันของพระเจ้าที่ลิขิตให้พวกเขา ต้องร่วมรบเพื่อช่วยเหลือคนขาว ขณะที่บ้านเมืองของพวกเขาถูกคนขาวอีกเผ่าเข้ามายึดครอง มันจึงเป็นภารกิจสำคัญของชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโคมาเช่ จะต้องเข้าร่วมรบในมหายุทธภูมิครั้งนี้

นักรบหนุ่มจากเผ่าโคมาเช่ 21 นาย อาสาสมัครเข้าร่วมรบในสงครามครั้งนี้ โดยก่อนที่พวกเขาจะถูกส่งเข้าร่วมสนามรบ ทั้ง 21 คน ถูกฝึกอย่างหนักเพื่อเป็นพลวิทยุสื่อสาร แม้ภาษาของพวกเขาจะเป็นภาษาที่คนขาวไม่มีทางเข้าใจได้ง่ายๆ แต่เพื่อความไม่ประมาทการสื่อสารผ่านวิทยุหรือเครื่องรับส่งก็จำเป็นต้องเข้ารหัสในการส่งและถอดรหัสในการรับเสมอ ตัวอย่างเช่น เผ่าภาษาโคมาเช่ที่แปลว่า “เต่า” แต่คำนี้เป็นรหัสที่ใช้เรียกแทนคำว่า “รถถัง” หรือคำว่า “นกยักษ์ตั้งท้อง” หมายถึง “เครื่องบินทิ้งระเบิด” และคำว่า “คนขาววิกลจริต” หมายถึง “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” หลังจากการฝึกอย่างคร่ำเคร่งของการเป็นพลวิทยุแล้ว พวกเขาต้องเรียนรู้วิชาทหารราบ บุคคลท่ามือเปล่าและอาวุธ รวมทั้งการฝึกรบขั้นพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งนักรบโคมาเช่เหล่านี้ก็ไม่ทำให้เผ่าของพวกเขาต้องผิดหวัง ความอดทนอดกลั้นที่เปี่ยมล้นอยู่ภายในใจและพร้อมจะฝ่าฟันเพื่อเกียรติแห่งเผ่า ทำให้พวกคนขาวที่นำพาพวกเขามารบได้รับรู้ว่า พวกเขาก็คือทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นชายชาติทหารไม่แพ้คนขาวหรือคนเชื้อชาติอื่นๆ ที่มาร่วมรบในมหาสงครามครั้งนี้ เมื่อการฝึกยุติลงพวกเขาถูกแบ่งไปร่วมรบในสมรภูมิทั้งสองฝั่งของโลกทั้งยุโรปและแปซิฟิก


อาสาสมัครอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโคมาเช่ ที่มาของภาพ

นักรบเผ่าโคมาเช่ 14 นาย ถูกบรรจุเป็นกำลังพลในกองพลทหารราบที่ 4 (4th Infantry Division) เช้าตรู่ของวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 หาดยูท่าห์ (Utah Beach) บนเรือลำเลียงพลขึ้นบกทหารราบเบียดเสียดอยู่บนเรือที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ “กำแพงแอตแลนติก” ภารกิจของพวกเขาคือทะลวงกำแพงที่ตั้งตระหง่านนี้เข้าไปให้ได้ ทหารเยอรมันที่วางกำลังป้องกันบริเวณหาดระดมยิงอาวุธทุกชนิดที่มีอยู่สกัดกั้นการขึ้นบกของทหารพันธมิตร หนึ่งในจำนวนทหารนับพันที่ลุยน้ำขึ้นหาดในเช้าวันนั้น ทหารอเมริกันพื้นเมืองทั้ง 14 นาย ลุยน้ำขึ้นหาดไปพร้อมกับเพื่อนทหารคนอื่นๆ ในกองพล การรบอันสับสนวุ่นวายคนเจ็บคนตายนอนเกลื่อนอยู่บนหาดท่ามกลางการระดมยิงจากปืนใหญ่ของข้าศึก ข้อความแรกจากวิทยุสื่อสารที่พลวิทยุอเมริกันพื้นเมืองส่งข้อความกลับไปแจ้งกองบัญชาการเป็นภาษาโคมาเช่ก็คือ “ซาอากู นันนูวี อัตตาตู นันนูวี”
ซึ่งหมายถึง “เราขึ้นบกได้แต่ไม่ตรงจุด”

ความสับสนวุ่นวายของการระดมยิงจากปืนต่อสู้รถถังและปืนใหญ่รักษาฝั่งของเยอรมันทำให้เรือลำเลียงพลขึ้นบกบางลำถูกยิงและกระสุนปืนเยอรมันสังหารทหารทุกคนที่อยู่บนเรือ นั่นจึงทำให้เรือลำเลียงพลที่เหลือพากันแล่นออกนอกเส้นทางเพื่อหลบให้พ้นการยิงจากปืนใหญ่ของข้าศึกและมันจึงทำให้ทหารที่อยู่บนเรือต้องขึ้นบกผิดจุดจากเดิมซึ่งถูกกำหนดไว้ในแผนการ หนึ่งในพลวิทยุอเมริกันพื้นเมืองที่บุกเข้าตีหาดยูท่าห์ในเช้าวันนั้นคือสิบโทชาร์ล ชีบิทตี้ เขาคือพลวิทยุประจำกรมทหารราบที่ 22 หนึ่งในสามกรมทหารราบของกองพลทหารราบที่ 4 (กองพลทหารราบที่ 4 มีหน่วยขึ้นตรงระดับกรมจำนวน 3 กรมทหารราบ คือ กรมทหารราบที่ 8, 12 และ 22) เมื่อเขาและเพื่อนๆ ลุยน้ำทะเลมาจนถึงบริเวณชายหาด เขาได้รับคำสั่งให้ใช้วิทยุร้องขอการยิงสนับสนุนจากปืนเรือถล่มที่มั่นเยอรมันที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ท่ามกลางความสับสนสิบโทชีบิทตี้รวบรวมสติของตนเอง หยิบแผนที่และวิทยุออกมา เขาหาจุดอ้างอิงในแผนที่บริเวณเป้าหมาย และส่งข้อความกลับไปเป็นภาษาโคมาเช่ โดยมีเพื่อนอเมริกันพื้นเมืองที่อยู่บนเรือรบจะรับข้อความที่เขาส่งมา ก่อนจะแปลข้อความเพื่อทราบเป้าหมายในการยิงสนับสนุน “ผมรู้ว่าพวกเยอรมันดักฟังเราอยู่ แต่พวกมันไม่มีทางรู้ได้ว่าเรากำลังคุยอะไรกัน” ผู้หมู่ชีบิทตี้กล่าว


สมาชิกอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโคมาเช่ เดินทางประกอบพิธีของเผ่าบริเวณ หาดยูท่าห์ เมื่อปี 2014 ที่มาของภาพ

กองบัญชาการกองทัพเยอรมันตระหนักดีถึงการมีอยู่ของคนอเมริกันพื้นเมืองในกองทัพอเมริกัน และพวกเขาเหล่านี้คือหายนะของกองทัพเยอรมันเลยก็ว่าได้ และมันน่าเจ็บใจมากที่พวกเขาดักฟังการสนทนาทางวิทยุของอเมริกันได้ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครสักคนเลยในกองทัพเยอรมันที่จะมีปัญญาเข้าใจได้ว่าภาษาที่ข้าศึกกำลังสนทนาอยู่นี้มันแปลว่าอะไร ฮิตเลอร์และแม่ทัพนายกองเยอรมันก็รู้ซึ้งถึงข้อได้เปรียบของพวกอเมริกันมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในการนำคนอเมริกันพื้นเมืองมาเป็นพลวิทยุ นั่นจึงทำให้ฝ่ายเยอรมันมีทางออกทางเดียวคือ ต้องจับทหารอเมริกันพื้นเมืองเหล่านี้ให้ได้ ทั้งกองทัพบกเยอรมันและกองกำลังเอสเอส ต่างก็ได้รับคำสั่งให้หาทางจับทหารอเมริกันพื้นเมืองที่ทำการรบอยู่ในนอร์มังดี แต่ทว่าทหารอเมริกันเองก็ทราบดีถึงความสำคัญของสหายร่วมรบจากเผ่าโคมาเช่เหล่านี้ว่าจะให้พวกเขาถูกจับเป็นเชลยไม่ได้ หนึ่งในพลวิทยุอเมริกันพื้นเมืองกล่าวว่า “ผมได้รับคำสั่งว่าห้ามถูกข้าศึกจับได้เป็นอันขาด หากสถานการณ์เลวร้ายถึงที่สุด ผมต้องหนี หรือไม่ก็ต้องตาย”

เพื่อนทหารหาญของผู้หมู่ชีบิทตี้ คุ้มกันเขาอย่างดีในทุกๆย่างก้าวที่พวกเขาเดินเข้าสู่สมรภูมิ สงครามอาจจะล้างผลาญชีวิตมนุษย์ แต่มันก็มีข้อดีที่สงครามสามารถล้างผลาญการแบ่งแยกสีผิวและเชื้อชาติในระหว่างหมู่ทหารที่อยู่ในแนวหน้าด้วยกัน พวกเขาผ่านความเป็นความตายและหลั่งเลือดมาด้วยกัน เพื่อนทหารที่รบเคียงข้างกันในนาทีแห่งความเป็นความตาย ไม่ว่าเขาจะสีผิวอะไรหรือเชื้อชาติใดก็ตาม เขาคือคนที่ไว้ใจได้เสมอ

สิบโทชาร์ล ชีบิทตี้ คือพลวิทยุโคมาเช่คนสุดท้ายที่อายุยืนยาวที่สุด เขาลาโลกนี้ไปอย่างสงบ
ในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2005 ที่มาของภาพ


ผู้หมู่ชีบิทตี้และกองพลทหารราบที่ 4 ตีฝ่าออกจากนอร์มังดีและเคลื่อนพลบุกเข้าไปในคาบสมุทรโคทองแทงเพื่อยึดท่าเรือน้ำลึกแชร์บวก (Cherbourg) จากนั้นทั้งผู้หมู่ชีบิทตี้และหน่วยของเขาทำการรบต่อไปจนกระทั่งเป็นหนึ่งกองพลของอเมริกันที่เคลื่อนสู่กรุงปารีสและช่วยเหลือกองกำลังฝรั่งเศสเสรีปลดปล่อยเมืองนี้จากการยึดครองของนาซีเยอรมัน จากนั้นพวกเขารุกเข้าสู่เบลเยี่ยมและลักเซมเบิร์กก่อนจะบุกข้ามพรมแดนเข้าไปในแผ่นดินเยอรมัน

เหล่าบรรดาพลวิทยุอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโคมาเช่ ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างยอดเยี่ยม ในช่วงที่กองทัพเยอรมันรุกโต้ตอบในนอร์มังดี คำร้องขอการโจมตีทางอากาศและการแจ้งพิกัดที่ตั้งหรือทิศทางการเคลื่อนพลของพวกเยอรมันล้วนแล้วแต่เป็นภาษาโคมาเช่ ทุกคำพูดทุกข้อความสามารถสังหารทหารข้าศึกได้นับร้อยนับพันคนและสร้างความได้เปรียบเหนือกองทัพเยอรมันหลายเท่า มีพลวิทยุโคมาเช่หลายนายบาดเจ็บจากการรบแต่ไม่มีใครเสียชีวิตในการรบเลย ตลอดช่วงเวลาการรบในยุทธภูมิยุโรปและพวกเขาทั้งหมดรอดชีวิตไปตลอดช่วงสงคราม

หลังสงครามรัฐบาลอเมริกันให้สิทธิความเป็นพลเมืองแก่ชาวอเมริกันพื้นเมืองโดยได้รับสิทธิประโยชน์เฉกเช่นที่พลเมืองอเมริกันพึงได้รับทุกประการ จากการต่อสู้และเสียสละเพื่อประเทศชาติของพวกเขา ทำให้ความเสมอภาคและสิทธิเสรีที่ขาดหายไปในอดีตได้รับการแก้ไข สิบโทชาร์ล ชีบิทตี้ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติจากกองทัพสหรัฐฯ และได้รับการเชิดชูในโอกาสต่างๆ เสมอมา ในปี ค.ศ. 1989 รัฐบาลฝรั่งเศสมอบเหรียญกล้าหาญชั้น Chavalier of the National Order of Merit เพื่อเป็นเกียรติในฐานะผู้ร่วมปลดปล่อยฝรั่งเศส สิบโทชาร์ล ชีบิทตี้คือพลวิทยุโคมาเช่คนสุดท้ายที่อายุยืนยาวที่สุด เขาลาโลกนี้ไปอย่างสงบในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2005 ด้วยอายุ 83 ปี


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. https://www.youtube.com/watch?v=fABizJmghFk
2. http://www.comanchemuseum.com/code_talkers.html
3. https://en.wikipedia.org/wiki/Code_talker
4. http://archive.defense.gov/news/newsarticle.aspx?id=16523
5. https://www.army.mil/article/178195/comanche_language_helped_
win_world_war_ii