Oriental World

ความยากแค้นของสวาซิแลนด์

ประเทศสวาซิแลนด์ (Swaziland) เปลี่ยนชื่อเป็น เอสวาตินี (eSwatini) ในเดือนเมษายน 2018 เพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปีหลังได้รับเอกราชจากเจ้าอาณานิคม

ดินแดนแห่งนี้ถือเป็น absolute monarchy แห่งสุดท้ายของทวีปแอฟริกา ภายใต้
การปกครองของสมเด็จพระราชาธิบดีเอมสวาติที่ 3 ผู้ถือศาสนาคริสต์อีวานเจลิคอลผสมกับความเชื่อท้องถิ่น

การเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศดูเหมือนจะทำให้ผู้คนไม่พอใจมากกว่า เพราะภารกิจ
เร่งด่วนไม่น่าจะใช่เรื่องการเปลี่ยนชื่อประเทศ แต่เป็นเรื่องปากท้องประชาชน


King เอมสวาติที่3 แห่งสวาซิแลนด์และอดีตประธานาธิบดีจาคอบซูมาของแอฟริกาใต้ ที่มาของภาพ

อาณานิคมในทวีปแอฟริกา (Scramble for Africa)
สวาซิแลนด์อยู่ทางใต้ของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนซึ่งถูกตัดแบ่งหลังจากตัดแบ่งเจรจาพื้นที่เข้าขูดรีดผลประโยชน์ในนามอาณานิคมในทวีปแอฟริกา (Scramble for Africa) ระหว่างมหาอำนาจยุโรปในช่วงปี 1881-1914

อาณานิคมในทวีปแอฟริกานี้เป็นการเจรจากันในกลุ่มประเทศยุโรปซึ่งพัฒนา
การทุนนิยมก้าวหน้าระดับต่างๆ กัน ประกอบด้วยสหราชอาณาจักร เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี โปรตุเกสและสเปน จนในที่สุดพบว่าการตัดแบ่งผลประโยชน์กันให้ชัดเจนจะช่วยประหยัดต้นทุนจากการรบพุ่งขัดแย้ง

ผลของการเจรจานี้คือการประชุมที่เบอร์ลินในปี 1884 ระหว่างตัวแทนของผู้เข้าร่วมและตัดแบ่งพรมแดนของบริเวณต่างๆ ตามแต่ที่เจ้าอาณานิคมต้องการ และสวาซิแลนด์ตกเป็นของอังกฤษ มีพรมแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับโมซัมบิกและรายล้อม
โดยแอฟริกาใต้ โดยสวาซิแลนด์เป็นประเทศไม่มีทางออกทางทะเล มีประชากรราว 1.3 ล้านคน ถือว่าเป็นประเทศที่เล็กที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปแอฟริกานี้


ตลาดนัดในสวาซิแลนด์กับพ่อค้าแม่ขาย ที่มาของภาพ

ความไม่เท่าเทียมและประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 21
การที่ประเทศหนึ่งจะปกครองระบอบ absolute monarchy ในยุคศตวรรษที่ 21
นั้นเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะทุนนิยมก้าวหน้าไปมากแล้ว เกิดกลุ่มนายทุนต่างๆ หลากหลายมากมายในสวาซิแลนด์ แต่แรงตึงเครียดขัดแย้งทางสังคมนั้นก็ดำรงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย แม้สังคมได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากระบอบเก่า และปรากฏออกมาเป็นความไม่เท่าเทียมอย่างสาหัส คนจนและคนรวยมีช่องว่างห่างไกลกันอย่างลิบลับ

ทรัพยากรของประเทศกระจุกอยู่กับหน่วยงานที่โคจรรอบ absolute monarchy โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและปราบปรามแรงต่อต้าน โดยเฉพาะที่มาจาก People’s United Democratic Movement (Pudemo) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองและไม่ได้รับอนุญาตให้หาเสียงมาหลายสิบปีแล้ว

งบประมาณของประเทศ 5% ไปอยู่กับกองกำลังตำรวจ ส่วนงบประมาณอีก 8% ทั้งหมดของประเทศ ก็หมดไปกับกองทัพ รวมถึงข้าราชการและทบวง กระทรวง กรมต่างๆ

มีบทบาทของประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลต่อนโยบายมหภาคของประเทศ เช่น ไต้หวันให้เงินช่วยเหลือสวาซิแลนด์เป็นจำนวนสูงมาก คือ $1.3 ล้าน (ยังมีกลุ่มทุนจีนซึ่งแผ่ขยายเม็ดเงินมหาศาลในทวีปแอฟริกา ซึ่งคงจะต้องเล่ารับใช้ในที่อื่นๆ)

แอฟริกาใต้ถือว่าเป็นประเทศใหญ่ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในแอฟริกาใต้จึงส่งผลต่อสวาซิแลนด์

ในช่วงสงครามต่อต้านแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) กองกำลังของพรรค ANC ลี้ภัย
ไปหลบอยู่ที่สวาซิแลนด์

ในขณะเดียวกัน ชาวผิวขาวที่ไม่สนใจโลกใดๆ ก็หลบความวุ่นวายของความขัดแย้งในแอฟริกาใต้ไปฝังตัวใช้ชีวิตตามผับตามบาร์อยู่ในย่านท่องเที่ยวของสวาซิแลนด์ก็มีให้เห็นทั่วไป และตกทอดมาเป็นย่านของคนขาวจนถึงปัจจุบัน

น้ำตาลและน้ำตาของคนจนสวาซิแลนด์
ดูเหมือนว่ายกเว้นคนขาวและชนชั้นอภิสิทธิ์ คนสวาซิแลนด์ที่เหลือทั้งหมดจะตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบากลำบน

ตามตัวเลขของ UNAIDS และ World Bank ประชากรสวาซิแลนด์ 63% อยู่ภายใต้เส้นความยากจน ส่วนอีก 26% ติดเชื้อเอดส์ ประชากรวัยทำงาน 28% ตกงาน ส่วนอีก 200,000 คนมีชีวิตจากเงินและความช่วยเหลือขององค์กรนานาชาติเท่านั้น ส่วนอายุคาดเฉลี่ยของคนสวาซิแลนด์ก็ต่ำเพียง 49 เท่านั้น

เศรษฐกิจหลักของสวาซิแลนด์นั้นเกี่ยวพันกับน้ำตาล ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ผลิตน้ำตาลเป็นอันดับที่ 4 จากทั้งหมดของแอฟริกาทีเดียว รายได้จากการส่งออกน้ำตาลจึงสูงถึง 18% จาก GDP ทั้งหมด

น้ำตาลจึงเป็นสินค้าที่สำคัญที่สุดของประเทศ และมีแรงงานที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมน้ำตาลอยู่ถึงเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด

เพราะฉะนั้นเราสามารถดูสภาวะความเป็นไปของประเทศผ่านอุตสาหกรรมน้ำตาลได้

สภาวะความเป็นไปดูจะดีสำหรับผู้ผลิต แต่เลวร้ายสำหรับแรงงาน มีการใช้แรงงานเด็กเป็นปกติ และชั่วโมงการทำงานโดยปกติสูงถึง 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือวันละ 12 ชั่วโมง

สวาซิแลนด์ถือเป็นซับพลายเออร์ใหญ่ให้กับบริษัทโคคา โคลา ซึ่งมีความเชื่อมโยงเส้นสายกับคนในของชนชั้นนำสวาซิแลนด์ บริษัทโคคา โคลาจึงได้รับการงดเว้นภาษีอย่างมหาศาล

หนักไปกว่านั้นคือ สหภาพยุโรป ผู้ซึ่งประกาศตนว่าจะเป็นผู้ปกป้องสิทธิมนุษย์ชน
เป็นผู้รับซื้อน้ำตาลจากสวาซิแลนด์มากกว่าใคร คือ 40% ของการผลิตทั้งหมดของสวาซิแลนด์

ผู้ที่ลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ ท้าทายก็จะถูกปิดปาก จับกุมคุมขัง

อย่างนาย William K. Mkhaliphi เจ้าของไร่อ้อยขนาดเล็ก อายุปาเข้าไป 84 ปีแล้ว เขาเรียกร้องให้โลกเลิกซื้อน้ำตาลจากสวาซิแลนด์ เพราะมีการใช้แรงงานที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ผลคือ เขาถูกกลั่นแกล้งกดดันจากบริษัทน้ำตาลใหญ่ จนเขาอยู่ไม่ได้ เขาต่อสู้กับอำนาจมืดจนกระทั่งถูกขู่ฆ่า ถูกจับจากข้อหาเท็จต่างๆ นานา เป็นต้น นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ
ของความทุกข์ระทมของชาวไร่อ้อย และแรงงานน้ำตาลอื่นๆ

ในปี 2016 เกิดภัยแล้ง ชาวบ้านได้รับผลกระทบถ้วนหน้า เศรษฐกิจสะดุดจนถึงปัจจุบัน


ชาวไร่ชาวนาของแอฟริกายากจนรูปนี้เป็นชาวไร่ในเคนยา ที่มาของภาพ

การเลือกตั้งและอนาคตที่ไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลง
ในต้นปี 2018 เกิดการประท้วง ต้องการให้รัฐจัดการเลือกตั้งขึ้นเสียที พวกเขาถูกปราบปรามโดยกองกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

18 สิงหาคม 2018 มีการเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศการห้ามหาเสียง และจะมีการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ในวันที่ 21 กันยายน

ผลของการเลือกตั้งดูเหมือนว่าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะผู้ที่ครองอำนาจก็คือชนชั้นนำที่วนเวียนอยู่กับการคอร์รัปชันทรัพยากรแผ่นดินสวาซิแลนด์นั่นเอง

แต่บนท้องถนนและหนทางกฎหมาย นักเคลื่อนไหวก็ต่อสู้ไม่ลดละ นอกจากนี้ยังมีความพยายามให้แอฟริกาใต้ภายใต้ประธานาธิบดี Cyril Ramaphosa เข้าแทรกแซงสวาซิแลนด์เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบอีกด้วย


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Wikipedia
- BBC News, April 2018
- Le Monde Diplomatique, October 2018