World Clvilization

ผลงานศิลปะชิ้นโบแดงของชาวมายาโบราณ

ช่างศิลป์ชาวมายาโบราณในยุคคลาสสิก (Classic Period) หรือในช่วงราวปี ค.ศ. 250 ถึง ค.ศ. 909
ในดินแดนป่าฝนของทวีปอเมริกากลางแถบประเทศเม็กซิโกและกัวเตมาลาได้รังสรรค์ผลงานศิลปะที่น่าทึ่งเอาไว้มากมาย งานเหล่านั้นไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่ความสวยงามของภาพวาดที่แสดงออกมาเท่านั้น แต่ยังได้แฝงเอาไว้ซึ่งความหมายในเชิงวัฒนธรรม ความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนาอีกด้วย ว่าแต่ผลงานชิ้นโบแดงของเหล่าช่างศิลป์ชาวมายาโบราณในยุคคลาสสิกจะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันได้เลย


ขื่อประตูหมายเลข 24 แสดงภาพของสตรีชอคกำลังร้อยเชือกที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมผ่านลิ้นจนเลือดไหลหยดเป็นทางลงมายังชามด้านล่าง ที่มาของภาพ

ผลงานชิ้นแรกที่สมควรหยิบมานำเสนอก็คือ ภาพสลักที่นอกจากจะแฝงนัยของพิธีกรรมทางศาสนาเอาไว้แล้วยังแสดงให้เห็นถึงความน่าหวาดเสียวอีกด้วย ภาพที่ว่านี้เดิมทีปรากฏอยู่ในเมืองยัชชิลัน (Yaxchilan) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอูซูมาชินตา (Usumachinta) ใกล้ชายแดนระหว่างประเทศเม็กซิโกและกัวเตมาลา และภาพที่ว่านั้นแสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมการ “หลั่งโลหิต” ของราชินีแห่งอารยธรรมมายาโบราณนั่นเอง

กษัตริย์ผู้โด่งดังของนครยัชชิลันมีพระนามว่า “วิหคจากัวร์” (Bird Jaguar) พระองค์ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่เมื่อประมาณปี ค.ศ. 752 ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในช่วงปลายยุคคลาสสิกแล้ว และพระองค์ก็เป็นกษัตริย์พระองค์ท้ายๆ ที่ปกครองนครยัชชิลันด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญเกี่ยวกับนครแห่งนี้ก็คือบรรดาวิหารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายในนครยัชชิลันที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่ก็รังสรรค์ขึ้นมาในรัชสมัยของกษัตริย์วิหคจากัวร์และบิดาของพระองค์นี่เอง

ขื่อประตูหมายเลข 25 ปรากฏภาพของสตรีชอคและภาพของ “อสรพิษวิทัศน์” ที่ปรากฏขึ้นมาจากควันของการเผากระดาษ
ในชามรองเลือด ที่มาของภาพ


ตามความเชื่อของชาวมายาโบราณแล้ว พิธีกรรมการหลั่งโลหิตจัดขึ้นเพื่อมอบความชอบธรรมในการครองบัลลังก์ให้กับองค์กษัตริย์ ดังนั้นพิธีกรรมนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในเมืองยัชชิลันเท่านั้น ทว่าเป็นพิธีกรรมที่ชาวมายาโบราณในเมืองอื่นๆ ก็กระทำด้วยเช่นกัน ภาพสลักอันเป็นผลงานชิ้นโบแดงปรากฏในวิหารที่เรียกว่า “วิหารหมายเลข 23” (Temple 23) สร้างโดยบิดาของวิหคจากัวร์ซึ่งมีพระนามว่า “เกราะจากัวร์” (Shield Jaguar) เพื่ออุทิศแด่มเหสีองค์แรกของพระองค์ และภาพสลักที่แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมการหลั่งโลหิตที่ว่านี้ก็ปรากฏบนขื่อเหนือประตูของวิหารหมายเลข 23 ในนครยัชชิลันแห่งนี้เอง

ภาพสลักที่แสดงถึงพิธีกรรมการหลั่งโลหิตในวิหารหมายเลข 23 มีทั้งหมดสามภาพต่อเนื่องกัน ขื่อประตูหมายเลข 24 (Lintel 24) แสดงภาพมเหสีของกษัตริย์เกราะจากัวร์ที่ชื่อว่า “ชอค” (Lady Xoc) นางกำลังประกอบพิธีกรรมการหลั่งโลหิตด้วยการร้อยเชือกที่เต็มไปด้วยหนามทะลุผ่านลิ้นของนางเอง โดยให้เลือดไหลหยดย้อยตามเส้นเชือกลงมายังชามด้านล่างซึ่งใส่แผ่นกระดาษเตรียมเอาไว้ ภาพบนขื่อประตูยังแสดงให้เห็นหยดเลือดจากปากของพระนางชอคที่หยดลงมาบนกระดาษแผ่นนี้ โดยมีกษัตริย์เกราะจากัวร์ประทับยืนถือคบเพลิงอยู่เบื้องหน้านาง


ภาพกษัตริย์ชัน มูวานที่ 2ประทับยืนเหนือเหล่าเชลยศึกสงครามที่บางคนมีเลือดไหลออกมาจากปลายนิ้ว
ถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงจากนครโบนัมปัก ที่มาของภาพ


ฉากต่อไปปรากฏบนขื่อประตูหมายเลข 25 ในภาพนี้มีเพียงแค่ราชินีชอคคนเดียว นางมีเลือดติดที่
ปลายคางจากการทำพิธีกรรมหลั่งโลหิต และในภาพนี้กระดาษในชามรองเลือดจากภาพก่อนหน้ากำลังถูกเผาจนมีควันพวยพุ่งออกมา และควันนี้ก็ปรากฏเป็นภาพของอสรพิษตัวเขื่องที่นักมายันวิทยาเรียกกันว่า
“อสรพิษวิทัศน์” (Vision Serpent) อสรพิษตัวนี้กำลังอ้าปากโดยมีภาพของมนุษย์ที่เชื่อกันว่าเป็น “บรรพบุรุษ” ปรากฏตัวออกมาจากปากของมัน และผู้ที่ “ปลุก” บรรพบุรุษท่านนี้ขึ้นมาก็คือราชินีชอคเองที่ต้องการขอความช่วยเหลือในการทำสงครามนั่นเอง ส่วนภาพที่ปรากฏบนขื่อประตูหมายเลข 26 แสดงให้เห็นภาพของราชินีชอคกำลังตระเตรียมสวามีของนางก็คือกษัตริย์เกราะจากัวร์สำหรับสงครามที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้

นอกจากนครยัชชิลันแล้ว ภาพของพิธีกรรมการหลั่งโลหิตอันน่าสยดสยองเช่นนี้ยังปรากฏให้เห็นในนครอื่นๆ อีกเช่นกัน ดังเช่นในนครชื่อ “โบนัมปัก” (Bonampak) ที่แสดงด้วยภาพวาดปูนเปียก (Fresco)
บนผนังวิหาร ซึ่งนักมายันวิทยาลงความเห็นกันว่าภาพวาดในวิหารของเมืองโบนัมปักนี้คือหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงทางศิลปะของชาวมายาโบราณอย่างแท้จริง


ภาพจากห้องหมายเลข3 ในวิหารของเมืองโบนัมปักแสดงฉากเหล่าสตรีเชื้อพระวงศ์กำลังประกอบพิธีกรรมการหลั่งโลหิตเช่นเดียวกันกับสตรีชอคจากเมืองยัชชิลัน ที่มาของภาพ

ภาพวาดลงสีสันสวยงามนี้วาดขึ้นในสมัยการปกครองของกษัตริย์ที่มีพระนามว่า “ชัน มูวานที่ 2”
(Chan Muwaan II) ซึ่งปกครองอยู่ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 790 ช่างศิลป์แห่งโบนัมปักได้แสดงภาพของพิธีกรรมเอาไว้ในห้องต่างๆ สามห้อง เป็นเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง โดยที่แต่ละภาพล้วนแสดงให้เห็นองค์กษัตริย์ประทับยืนเด่นอยู่กึ่งกลางเสมอ ภาพวาดปูนเปียกแห่ง
เมืองโบนัมปักจึงเป็นแหล่งข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนักของชาวมายาโบราณได้เด่นชัดที่สุดเลยก็ว่าได้

ภาพที่ปรากฏในห้องหมายเลข 1 (Room 1) แสดงให้เห็นถึงการแต่งตั้งรัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์ของชาวมายาโบราณ ภาพบนผนังฝั่งตรงข้ามแสดงให้เห็นขบวนนักดนตรีถือเครื่องดนตรีหลากชนิดทั้งแตร กลองและเครื่องเขย่าประกอบจังหวะรูปลักษณ์คล้ายน้ำเต้า นอกจากนั้นยังมีภาพของนักเต้นรำที่สวมอาภรณ์สีสันสวยงาม ภาพในห้องหมายเลข 1 นี้จึงแสดงให้เห็นถึงบรรยากาศอันแสนเอิกเกริกของพิธีกรรมการแต่งตั้งรัชทายาทในราชสำนักของชาวมายาโบราณที่ไม่สามารถหาชมบรรยากาศเช่นนี้ได้ง่ายนักในวิหารของนครแห่งอื่นๆ


ภาพวาดของการเล่นเกมบอลปรากฏบนภาชนะเซรามิกของชาวมายาโบราณด้วยเช่นกัน ที่มาของภาพ

ภาพในห้องหมายเลข 2 (Room 2) แสดงภาพที่เกี่ยวข้องกับสงครามและชัยชนะที่นักมายันวิทยาเสนอว่าเกิดขึ้นหลังจากภาพการแต่งตั้งรัชทายาทในห้องหมายเลข 1 เพียงแค่ว่าในฉากนี้ไม่มีใครถูกสังหาร จุดมุ่งหมายของกษัตริย์คือต้องการจับกุมนักโทษมาเพื่อทำการบูชายัญ ภาพที่โดดเด่นในห้องที่ 2 นี้คือภาพของสงครามและภาพของเชลยศึกที่ถูกจับมากำลังรู้สึกเจ็บปวดกับเลือดที่ไหลเป็นสายออกจากปลายนิ้ว โดยมีกษัตริย์ชัน มูวานที่ 2 ประทับยืนเด่นอยู่กึ่งกลางภาพเพื่อควบคุมดูแลเชลยศึกเหล่านี้ ภาพวาดปูนเปียกบนผนังห้องหมายเลข 2 ทำให้เราเห็นถึงความโหดร้ายของสงครามในโลกของชาวมายาโบราณได้เป็นอย่างดี

สำหรับภาพในห้องหมายเลข 3 (Room 3) นั้น ฉากสำคัญของห้องนี้ก็คือภาพของเหล่าสตรีเชื้อพระวงศ์ประทับนั่งบนม้านั่งและกำลังประกอบพิธีกรรมการหลั่งโลหิตเช่นเดียวกับที่ปรากฏบนภาพสลักจาก
เมืองยัชชิลัน แต่ครั้งนี้พวกเธอกระทำเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากสงครามที่เกิดขึ้นในฉากจากห้องหมายเลข 2 ภาพที่โดดเด่นอีกหนึ่งภาพแสดงกษัตริย์ชัน มูวานที่ 2 ออกมาร่ายรำในอาภรณ์แสนโอ่อ่า ตกแต่งด้วยปีกนกและเครื่องประดับศีรษะทำจากขนนกเควตซัล (Quetzal) สีเขียวสะดุดตา พิธีกรรมการเต้นรำเฉลิมฉลองนี้กระทำกันบริเวณขั้นบันไดของวิหาร ทำให้นักมายันวิทยาเข้าใจว่าวิหารของชาวมายาโบราณนั้นไม่ได้มีหน้าที่เพื่อบูชาเทพเจ้าเพียงอย่างเดียว ทว่าในพระราชพิธีการเฉลิมฉลองชัยชนะจากสงครามก็ใช้พื้นที่ของวิหารในการจัดงานด้วยเช่นกัน

นอกจากภาพสลักที่ลงรายละเอียดงดงามอย่างเช่นบนขื่อประตูของเมืองยัชชิลันและภาพปูนเปียกลงสีสันสวยงามบนผนังวิหารที่เมืองโบนัมปักแล้ว ผลงานทางด้านเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกของชาวมายาโบราณก็โดดเด่นไม่แพ้กัน


ภาพถ่ายแบบคลี่ออกของภาพวาดบนถ้วยเซรามิกทรงกระบอกแสดงให้เห็นอักขระมายาโบราณวาดด้วยอักขระสีดำใกล้ปากภาชนะ (แถวแนวนอนด้านบน) บางครั้งช่างศิลป์ก็จะลงชื่อและลายเซ็นของตัวเองกำกับเอาไว้ด้วย ที่มาของภาพ

โดยปกติแล้วงานเครื่องปั้นดินเผาของชาวมายาโบราณมักจะวาดลวดลายแสดงถึงตำนานต่างๆ เอาไว้อยู่เสมอ บ่อยครั้งเป็นตำนานที่นักมายันวิทยาไม่คุ้นเคยมาก่อน ทำให้ตีความได้ว่าบางทีตำนานเหล่านั้นอาจจะสูญหายไปกับคัมภีร์ที่ถูกเผาทำลายไปในยุคที่ชาวสเปนบุกเข้าไปในอารยธรรมมายาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็เป็นได้ ภาพวาดบางภาพแสดงถึงพิธีกรรมและการเล่นกีฬาเช่นเกมบอล (Ball Game) รวมทั้งตำนานของวีรบุรุษฝาแฝดอย่างฮูนาห์พู (Hunahpu) และชบาลังเก (Xbalanque) จากคัมภีร์ที่รู้จักกันในชื่อว่า
“โพโพล วูห์” (Popol Vuh) ด้วย

งานเครื่องปั้นของชาวมายาโบราณโดยเฉพาะภาชนะต่างๆ นั้นมีทั้งแบบจานและแบบถ้วย และส่วนใหญ่ถ้วยของชาวมายาโบราณก็มักจะใช้ใส่ “เครื่องดื่มของพระเจ้า” ก็คือ “โกโก้” นั่นเอง สิ่งที่น่าสนใจก็คือ
ช่างศิลป์ชาวมายาโบราณมักจะวาดอักขระเฮียโรกลิฟฟิคลงไปใกล้กับขอบของภาชนะเพื่ออธิบายว่าภาชนะนี้ใช้สำหรับบรรจุอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดใด เราก็มักจะเห็นคำว่า “คาเคา” (kakaw) หรือ “โกโก้” เป็นหนึ่งในอักขระที่ปรากฏอยู่ร่วมกับข้อความเหล่านี้เสมอ สื่อว่าภาชนะชิ้นนี้ใช้สำหรับบรรจุโกโก้อันเป็นเครื่องดื่มแสนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมายาโบราณนั่นเอง

จุดเด่นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ บางครั้ง ช่างศิลป์ชาวมายาโบราณก็มักจะใส่ “ลายเซ็น” หรือ “ชื่อ” ของตัวเองลงไปบนชิ้นงานด้วยเช่นกัน อย่างเช่นหนึ่งในเซรามิกที่ค้นพบจากเมืองนารันโฮ (Naranjo) แสดงข้อความของช่างศิลป์ที่เขียนบอกว่าเขาเป็นถึง “พี่เขย” ของกษัตริย์ สื่อว่าตัวเขาเองเป็นชนชั้นสูงด้วยเช่นกัน และที่สำคัญก็คือเขาได้ทิ้งลายเซ็นของตัวเองเอาไว้บนชิ้นงานด้วย ทุกวันนี้หนึ่งในงานที่นักมายันวิทยาให้ความสนใจก็คือการตามล่าหาลายเซ็นของช่างศิลป์ชาวมายาโบราณที่ทิ้งเอาไว้บนผลงานของเขา เพราะน้อยครั้งนักที่เราจะทราบว่าศิลปินมากฝีมือในอดีตที่ฝากผลงานชิ้นโบแดงเอาไว้จะมีชื่อว่าอะไรบ้าง การได้ทราบถึงลายเซ็นหรือชื่อของเขาเช่นนี้จึงถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญในวงการโบราณคดีมายาเลยทีเดียว


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: https://www.historyonthenet.com/overview-of-mayan-art
Website: http://www.crystalinks.com/mayanarch.html
Website: https://www.khanacademy.org/humanities/ap-art-history/indigenous-americas/a/maya-the-yaxchiln-lintels
Website: http://www.mexicolore.co.uk/maya/home/the-bonampak-murals
Website: http://www.haciendapetac.com/blog/culture/mayan-pottery-101
Website: https://www.metmuseum.org/toah/hd/mayac/hd_mayac.htm