Oriental World

ฟ้าใหม่หลังไฟเผากรุง: จดหมายว่าด้วยความฉิบหายของอยุธยา

เมื่อปี 2560 มีข้อเสนอหนึ่งเกี่ยวกับจุดจบของอยุธยา ที่สร้างความร้อนแรงในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์
ข้อเสนอนั้นอ้างว่า "พม่าไม่ได้เผากรุงศรีอยุธยา" และอ้างบันทึกของชาวต่างชาติที่ระบุว่า คนไทยและคนพื้นเมืองอื่นๆ ต่างหากที่สร้างความฉิบหายให้กรุงศรีฯ มากกว่าทัพพม่า โดยหลังจากตีกรุงแตกแล้ว พม่าเผาทำลายเมืองบางส่วน แล้วรีบร้อนยกทัพกลับไป เพราะต้องไปยันศึกต้าชิงที่รุกเข้ามาทางเหนือ

ความเสียหายที่รุนแรงกว่าต่อกรุงศรีฯ เกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อคนท้องถิ่นขุดหาสมบัติที่ถูกซุกซ่อนไว้ตามพื้นดิน บ้านเรือน วัดวาและเวียงวัง นักล่าสมบัติเหล่านั้นทำการไม้ที่ประกอบเป็นอาคาร มาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อหลอมโลหะมีค่าที่ขุดคุ้ยมาได้ ทำให้เมืองถูกทึ้งจนไม่เหลือซาก


แผนที่กรุงศรีอยุธยา วาดโดย Johannes Vingboons ชาวดัตช์ เมื่อปี ค.ศ. 1665
ที่มาของภาพ Nationaal Archief


แต่ข้อเสนอนี้เป็นหลักฐานเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การที่ยกบันทึก (ของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส) ที่เล่าถึงการขุดคุ้ยสมบัติและเผาไม้เอามาหลอมทองหลอมเงิน ไม่เพียงพอที่จะอ้างได้ว่ากรุงศรีฯ ไม่ได้ถูกพม่าเผา เพราะมีหลักฐานเป็นบันทึกของคนไทยร่วมสมัยที่เอ่ยถึงการทำลายอย่างย่อยยับนี้ ผู้เสนอแนวคิดนี้ ดูเหมือนจะมีการจะทราบจุดโหว่จึงแก้ไขว่า "พม่าไม่ได้เผาทั้งหมด" แต่น้ำเสียงก็ยังมั่นอกมั่นใจว่า พม่าไม่ใช่ผู้ร้ายทางประวัติศาสตร์เพียงลำพัง แต่รวมถึงชาวไทย ชาวจีน ชาวแขก "ที่อดอยากไม่มีอะไรจะยาไส้"
จนต้องขุดสมบัติบรรพชนมาหลอมขายเอาประทังชีวิต

บันทึกที่เอ่ยถึงความย่อยยับของกรุงศรีฯ โดยคนไทย มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรี เรื่อยมาจนถึงยุครัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หากเราจะยกบันทึกของฝรั่งมาเป็นหลักฐานของทฤษฎี "พม่าไม่ได้เผากรุงศรีอยุธยา (ทั้งหมด)" แล้ว ก็ควรจะเสนอหลักฐานไทยเพื่อถ่วงดุลกันด้วย


ภาพก่อนการบูรณะของวัดใหญ่ชัยมงคล ภาพถ่ายราวรัชสมัยรัชกาลที่ 5 - 6 
ที่มาของภาพ Twentieth century impressions of Siam: 
 

ลิขิตด้านล่างนี้เป็นของพระยาพิพิธโกษา (รองเจ้ากรมพระคลัง) ส่งไปถึงนายข้าหลวงใหญ่บริษัท VOC ที่เมืองปัตตาเวีย เมื่อวันที่ 13 มกราคม 1769 (ปีที่พระเจ้าตากปราบก๊กเจ้าพระฝางรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง) เพื่อรายงานว่า บัดนี้กรุงสยาม (กรุงศรีอยุธยา) ได้แตกเสียแล้ว "ถูกพม่าเผาและปล้นชิง"
หากแต่พระยาตาก "ผู้ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน" ได้กอบกู้กรุงขึ้นใหม่ที่ธนบุรี มีพ่อค้านายวาณิชย์มาค้าขายดังเดิม ทั้งยังคึกคักรุ่งเรืองกว่ากรุงเก่าเสียอีก จึงขอเชิญบริษัทวิลันดาไปเปิดห้างค้าขายอีกครั้ง

"...ข้าพเจ้าขอรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อครั้งที่พม่าข้าศึกได้ทำสงครามรุกรานสยาม พระเจ้าแผ่นดินสยามได้ส่งขุนนางนามว่าพระยาตากไปยังแขวงเมืองจันทบูร เพื่อรวบรวมกำลังคนที่นั่นแล้วพากันมาช่วยกรุงสยาม แต่ภารกิจไม่ว่องไวพอ ราชอาณาจักรสยามจึงถูกข้าศึกที่ว่านั้นพิชิตลง พระเจ้าแผ่นดินกับพระบรมวงศ์และขุนนางกับไพรฟ้าทั้งปวงไม่ถูกสังหารก็พากันหนีตาย

โดยเหตุที่ทั่วแผ่นดินพังนาศจนสิ้น ย่อยยับเสียจนปราศจากผู้ใดมาปกครองบ้านเมือง มีแต่พระยาตากที่กล่าวถึงข้างต้น พระยาตากกับไพร่พลจำนวนหนึ่งยกทัพเข้ากรุง (ซึ่งถูกเผาทำลายและปล้นชิงโดยข้าศึกแล้วทิ้งเมืองไป) ผู้คนที่หนีเข้าป่าก็พากันมาเข้าร่วมกับท่าน และพากันยกให้ท่านเป็นเจ้าเหนือหัวปกครองแผ่นดิน แผ่นดินนี้จึงกลับมาสถาพรอีกครั้ง ที่จริงแล้วยิ่งมั่งคั่งกว่าเดิมเสียอีก บัดนี้มีสำเภาและเรือสินค้ามาเยือนมากกว่าแต่ก่อน ข้าพเจ้าจึงขอร้อง ฯพณฯ ให้สร้างห้างค้าขายที่นั่น และส่งตัวแทนกับข้ารับใช้เพื่อค้าขายเหมือนดังก่อนเก่า โดยเราจะให้คำมั่นสัญญาว่า บริษัทปรารถนาสิ่งใด ข้าพเจ้าจะสั่งการให้คนกรมพระคลังจัดการโดยมิให้ตกหล่น ... "


วัดไชยวัฒนาราม ท่ามกลางความรกเรื้อ ภาพถ่ายราวรัชสมัยรัชกาลที่ 5 - 6
ที่มาของภาพ Twentieth century impressions of Siam: 


อนึ่ง เมื่อครั้งที่พม่าเผากรุง ห้างวิลันดาได้รับความเสียหายพอควร นายห้างคนสุดท้าย คือ "นิโคลาส บาง" จมน้ำสิ้นชีพขณะหนีการปิดล้อมของพม่าครั้งแรก นิโคลาส บางผู้นี้มีภรรยาเป็นหญิงชาวกรุงศรี ชื่อ Meutha (ไม่รู้ออกเสียงยังไงดี) มีลูก 6 คน คนหนึ่งชื่อ "มิเชล บาง" ถูกพม่าจับตัวไว้ ต้องจ่ายค่าไถ่แล้วนำสมาชิกห้างวิลันดาหนีออกจากพระนครราว 1 ปีก่อนกรุงแตก

กระนั้น แม้กรุงศรีจะมีฟ้าใหม่ แต่บริษัทวิลันดามิได้กลับมาตั้งห้างตามคำขออีก

อย่างไรก็ตาม จดหมายฉบับนี้มีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย ช่วยบอกเล่าสถานการณ์หลังเสียกรุงไปสู่การรวมอำนาจใหม่ได้อย่างกระชับ และย้ำว่า "พระยาตาก" ไม่ได้ตีฝ่าโดยพลการ แต่มีโองการให้ไปรวมพลรับมือที่จันทบูร

[อนึ่ง ลิขิตฉบับนี้แปลจากภาษาดัตช์เป็นอังกฤษโดยหอจดหมายเหตุบริษัท VOC ที่กรุงจาการ์ตา (ปัตตาเวีย) และแปลเป็นไทยบางส่วนโดยผมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2560 หรือ 1 วันหลังการรำลึก 250 ปีกรุงไทยถูกพม่าเผาและปล้นชิง ที่มาจาก Dhiravat na Pombejra, “Letter from the acting Phrakhlang Phya Phiphat Kosa in Siam to the Supreme Government in Batavia, 13 January 1769, and the answer from Batavia, 29 May 1769”. In: Harta Karun. Hidden Treasures on Indonesian and Asian-European History from the VOC Archives in Jakarta, document 28. Jakarta: Arsip Nasional Republik Indonesia, 2016.]


วิหารหลวงพ่อมงคลบพิตรก่อนการบูรณะ ภาพถ่ายราวรัชสมัยรัชกาลที่5 - 6 
ที่มาของภาพ Twentieth century impressions of Siam:


นอกจากบันทึกในรูปของสาส์นติดต่อทางการค้าสมัยกรุงธนบุรี ยังมีบันทึกในรูปของร้อยกรอง ที่พรรณนาถึงการทำลาย "กรุงเก่า" โดยอดีตชาวกรุงเก่าแท้ๆ แต่มาเป็นเจ้านายของกรุงใหม่ คือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงรำพึงถึงกรุงเก่าที่งดงาม แต่มาย่อยยับเพราะไฟสงคราม ไว้ใน "เพลงยาวนิราศ"
ความตอนหนึ่งว่า

ศึกมาแล้วก็ล่าไปทันที                 มิได้มีเหตุเสียจึงแตกฉาน
ตีกวาดผู้คนไม่ทนทาน                 เผาบ้านเมืองยับจนกลับไป


บาทสุดท้ายที่ว่า "เผาบ้านเมืองยับจนกลับไป" ย่อมชัดเจนในตัวมันเองแล้วว่าพม่าทำลายกรุงเก่าด้วยการเผาจนย่อยยับ แน่ล่ะว่าหลังจากนั้นมีคนพื้นเมืองทำลายเมืองอย่างโกลาหล แต่เป็นการทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อประทังชีวิต เพราะหลังจากเสียเมืองหลวงแล้ว บ้านเมืองอดอยากยิ่งนัก ภารกิจแรกๆ ของพระเจ้ากรุงธนบุรีก็คือการ Secure การค้าข้าวกับเมืองจีน และหาข้าวมาแจกราษฎร รวมถึงมีโองการสั่งให้ขุนนางร่วมการปลูกข้าว

ดังใน "จดหมายเหตุความทรงจำ กรมหลวงนรินทรเทวี" บันทึกว่า "ได้ปืนใหญ่พม่าเอาไปไม่ได้ค้างอยู่
ให้ระเบิดเอาทองลงสำเภา ซื้อข้าวถังละ 1 ตำลึง 2 บาท เลี้ยงคนโซไว้ได้กว่า 1,000" จะเห็นได้ว่า แม้แต่พระเจ้าตากสินมหาราชก็ยังต้องทรงแสวงหา "ทอง" ซึ่งในที่นี้หมายถึงโลหะที่ประกอบขึ้นเป็นปืนใหญ่ แล้วตีให้ปืนใหญ่แตกเอาโลหะมีค่ามาขาย เพื่อซื้อข้าวมาเลี้ยงราษฎร ประสาอะไรกับคนทั่วไปที่ต้องกระเสือกกระสนหาของมีค่ามาขายยาไส้

เรื่องนี้แสดงถึงปัญหาอดอยากได้เป็นอย่างดี และเทียบไม่ได้กับการทำลายแบบ Systematic destruction ของกองทัพพม่า