Oriental World

ปฏิวัติเฮติ (Haitian Revolution) และการทำลายระบบทาส

นักประวัติศาสตร์เรื่องระบบทาสในทวีปอเมริกาคนสำคัญท่านหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตอันน่าขบคิดดังนี้
“ข้อเท็จจริงที่ว่า เหตุการณ์ใหญ่ครั้งแรกที่ทำลายระบบการค้าทาสในอเมริกาไม่ได้เกิดจากนักรณรงค์
เลิกทาสในอังกฤษและอเมริกา แต่เกิดจากนักปฏิวัติจาคอบิน (Jacobin) และชาวนาชาวไร่ในแซงโดแมงงิ (Saint-Domingue) หรือเฮติ (Haiti) ข้อเท็จจริงนี้ใช้เวลายาวนานจริงๆ กว่าจะเป็นที่รับรู้กันในโลกภาษาอังกฤษ”

ข้อสังเกตที่ว่านี้วิพากษ์วิจารณ์ฉันทามติที่มีร่วมกันมานาน ว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นจุดตั้งต้นของการคิดเรื่องการปลดแอกตัวเองของทาสในอาณานิคมต่างๆ


การปฏิวัติเฮติ ที่มาของภาพ

การลุกขึ้นปฏิวัติในเฮติในปี 1791 ต่างหาก ที่ทำให้การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 เป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายขึ้นมาได้

แซงโดแมงงิ/เฮติแหล่งผลิตน้ำตาลและกาแฟ
ฝรั่งเศสได้เกาะเฮติเป็นเมืองขึ้นตั้งแต่ในศตวรรษที่ 17 ต่อจากสเปน โดยเฮตินี้ถือเป็นดินแดนที่มีบทบาทสำคัญในพัฒนาการทุนนิยมของเมืองแม่ฝรั่งเศสอย่างมากทีเดียว

ช่างฝรั่งเศสที่ตั้งรกรากในเฮติแรกสุดทำการค้าขายหนังวัวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวัว ซึ่งอันที่จริงเป็นอาชีพที่สเปนทำมาก่อน

ตลอดช่วงศตวรรษที่ 17 ทุนนิยมของจักรวรรดิฝรั่งเศสนั้นขยายตัว เกิดการสะสมทุนและมีการลงทุนเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าสำคัญนั่นคือน้ำตาล เฮติจึงเป็นเมืองขึ้นที่มีการปลูกอ้อยเป็นหลัก

เฮติเป็นเมืองขึ้นที่มีความสำคัญต่อเมืองแม่เป็นอย่างยิ่ง และแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองขึ้นที่ทำกำไรได้สูงที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองขึ้นทั้งหมดที่เจ้าอาณานิคมยุโรปมีก็ว่าได้

คิดสะระตะอย่างง่ายๆ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับว่า น้ำตาลที่บริโภคกันในตลาดยุโรป 40% มาจากอ้อยที่ปลูกในเฮติ

นอกจากนี้ยังมีกาแฟ ซึ่งกว่า 60% ที่บริโภคกันในยุโรปก็มาจากเฮตินี่เอง


สมาชิกของฐานันดรที่สามหลายคนเกี่ยวข้องกับระบบค้าทาสในอาณานิคม ที่มาของภาพ

ใช้งานเยี่ยงทาส
แน่นอนเหลือเกินว่า แรงงานที่มาปลูกอ้อยและกาแฟนี่ย่อมจะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ที่พำนักอาศัยในปารีสเป็นแน่ แต่เป็นผู้ถูกบังคับให้กลายเป็นทาส ซึ่งโดยส่วนมากมาจากแอฟริกา

ระบบการค้าทาสขยายตัวไปตามความสำเร็จของการลงทุนในไร่อ้อยและไร่กาแฟเหล่านี้ ทุกๆ ปีจะมีทาสจากแอฟริกาถูกขนส่งไปที่เฮติปีละไม่ต่ำกว่า 40,000 คน จะว่าไปแล้วประชากรเกือบทั้งหมดของเฮติเป็นทาสทั้งนั้น มีเพียงชาวยุโรปเจ้าของทาสมีจำนวนส่วนน้อย

ประชากรของเฮติที่เพิ่มส่วนใหญ่นั้นมาจากการนำเข้าทาส จำนวนการเพิ่มประชากรที่ตั้งรกรากมีอยู่น้อยนิด ทั้งนี้เนื่องจากสภาพการทำงานอันเลวร้าย การขาดสารอาหารและโรคระบาด ต่างก็ทำให้ทาสตายลงอย่างไร้ค่า เพราะพ่อค้าทาสสามารถหาแรงงานมาเพิ่มเติมเสมอ

และที่น่าตกใจไปกว่านั้น แรงงานส่วนใหญ่เป็นทาสผู้หญิงด้วย


ประกาศสิทธิ์ของความเป็นมนุษย์และพลเมือง ที่มาของภาพ

กลุ่มทางสังคมในเฮติภายใต้ฝรั่งเศส
เราอาจจะสามารถแบ่งกลุ่มคนในอาณานิคมเฮติใต้ฝรั่งเศสออกได้คร่าวๆ เป็น 4 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือ นายทุนเจ้าของไร่อ้อย ไร่กาแฟและไร่อื่นๆ ซึ่งเป็นชาวยุโรป คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็มีชีวิตสุขสบายอยู่ในเมืองแม่ มีแต่ลงทุนเอาไว้และจ้างคนคอยดูแลเก็บผลประโยชน์ให้กับตน

กลุ่มที่สองคือ คนผิวสีอิสระ (free people of color) คนเหล่านี้อาจจะเป็นลูกที่เกิดจากพ่อชาวฝรั่งเศสและแม่ชาวพื้นเมือง คนเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ระบบอาณานิคมดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น พวกเขาอาจเป็นทหาร สำนักงานของเจ้าผู้ปกครอง ทำงานเสมียน ทำงานในบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส บางคนก็ประสบความสำเร็จมากถึงกับร่ำรวย บางรายมีทาสเป็นของตนเอง

กลุ่มที่สามคือ ชาวผิวขาวที่ไม่ได้ร่ำรวยและมีอำนาจน้อยกว่าคนกลุ่มแรก คนเหล่านี้ทำงานเป็นแรงงานเช่นกันหรือบางรายก็เป็นช่าง คนเหล่านี้มีความไม่พอใจต่อกลุ่มที่สองเป็นอย่างยิ่งทีเดียว เพราะเห็นว่าเหล่านี้เป็นพวกที่ไม่ควรมีสิทธิ์ใดๆ เหนือกว่าตน

กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดก็คือ เหล่าทาสทั้งหลายที่ถูกนำเข้าจากทวีปแอฟริกาไปทำงานในไร่นั่นเอง


เหล่าทาสทนไม่ไหว ก่อการลุกฮือฆ่าคนขาว ที่มาของภาพ

จุดระเบิดที่ทำให้การปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 มีความหมาย
ระบบทาสของฝรั่งเศสในอาณานิคมถือเป็นกระเป๋าเงินของชนชั้นกระฎุมพี จะเห็นได้ว่าในสภาฐานันดร (Estates General) ในปี 1789 มีสมาชิกฐานันดรที่สาม (Third Estate) และขุนนางหลายคนลงทุนในการเพาะปลูกไร่การเกษตรในอาณานิคมที่ฝรั่งเศสยึดมาได้ เรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ผู้ร่วมปฏิวัติต่างปกป้องกันอย่างคึกคัก

เพราะฉะนั้นดูเหมือนว่าในแถลงการณ์สิทธิ์ของความเป็นมนุษย์และพลเมือง (Declaration of the Rights of Man and Citizens) ที่ประกาศออกมาในปีนั้น จะไม่ได้รวมเหล่าทาสที่ถูกบังคับทำงาน และล้มตายกันเป็นเบืออยู่ในอาณานิคมโดยเฉพาะเฮติ

จนกระทั่งทาสผิวดำในเฮติต้องลุกขึ้นมาประกาศความเท่าเทียมกันเองในปี 1791 ด้วยการปฏิวัติ