Oriental World

บางระจันจากความทรงจำของผู้อยู่และผู้มาเยือน: เรื่องเล่าจากหลายทศวรรษก่อน

ครั้งหนึ่ง ผมเห็นกระทู้ในพันทิปถามเรื่องบางระจันว่า จริงหรือไม่หรือเป็นจินตนาการทางประวัติศาสตร์
นับเป็นอีกครั้งที่ผมเห็นกระทู้ถามทำนองนี้ และมักจะเห็นบ่อยๆ เวลามีละครหรือหนังเกี่ยวกับบ้านบางระจัน (ซึ่งไม่รู้ว่าทำไมถึงสร้างกันบ่อยจริงๆ) เรื่องจริงไม่จริงนั้นมีผู้ตอบเคลียร์ไปแล้วว่า มีบันทึกทางประวัติศาสตร์จากหลายแหล่งระบุไว้ แต่ก็ยังมีผู้เถียงว่าถึงมีจริง แต่ไม่ใช่การสู้เพื่อปกป้องชาติ เพราะความเป็นรัฐชาติ (Nation) บ้างก็ว่ารัฐชาติไม่มีแต่มันมีอาณาจักรอยู่นี่ ฯลฯ เถียงกันอย่างนี้จนราวกับวนเป็นลูป [loop] อยู่ชั่วกัลปาวสาน

ผู้เขียนเป็นคนบางระจันโดยกำเนิด ตอนเด็กเข้าใจว่าตัวเองเป็นเลือดบางระจันจริง ได้ยินย่าเล่าให้ฟังว่า
แกได้ยินจากทวด (แม่ของย่า) อีกที ซึ่งแกก็ได้ยินจากบรรพชน 2 - 3รุ่นก่อนมาอีกที เล่าเป็นฉากๆ
ว่าบรรพชนเราชาวบางระจันหนีพม่าข้าศึกอย่างไร เล่าให้ฟังว่าพวกพม่าตัดหัวชาวบางระจันมากองไว้ที่พระปรางค์เป็นพะเนินเทินทึก ฟังตอนนั้นแล้วรู้สึกว่าเรื่องบางระจันคือเหตุการณ์จริงไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นมาเพื่อเร้าอารมณ์ชาตินิยม


ผู้เขียนถ่ายกับพระปรางค์สมัยอยุธยา วัดพระปรางค์ที่อยู่ในเรื่องเล่าของบรรพชน

เมื่อโตขึ้นจึงทราบว่า มีกระแสวิพากษ์เรื่องความแท้จริงของศึกบางระจันกันมากขึ้น ซึ่งผมก็มักจะนึกถึงเรื่องเล่าของบรรพชนทุกที ฝั่งนักวิชาการก็ว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล่าที่แต่งขึ้น แต่คนท้องถิ่นก็ยังมีความทรงจำเหลืออยู่ โชคดีที่ผมได้รับสืบทอดเรื่องเล่าพวกนี้มา เพราะทั้งย่าและทวด จากไปพบหน้าบรรพชนรุ่นศึกบางระจันกันหมดแล้ว

พอโตขึ้นอีก จึงค่อยทราบว่า บางระจันถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ อำเภอบางระจันและอำเภอค่ายบางระจัน เอาเข้าจริงแล้ว อำเภอบางระจันมีความใกล้ชิดกับอำเภอสรรคบุรี ของจังหวัดชัยนาทมากกว่า ทั้งในด้านระยะทางและศิลปวัฒนธรรม ส่วนที่ตั้งของค่ายบางระจันและสถานที่กรำศึกของชาวบางระจันในอำเภอค่ายบางระจันอยู่ใกล้กับอำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทองมากกว่า

กระนั้น ผู้คนจากทั้งบางระจัน สรรคบุรี วิเศษไชยชาญ ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของค่ายบางระจัน

ผมกลับไปอ่านวารสารศิลปากร ปีที่ 5 เล่มที่ 2 พ.ศ. 2494 เรื่องการสำรวจโบราณสถานแถบริมแม่น้ำน้อยของพันโทหลวงรณสิทธิพิชัย อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ซึ่งท่านนั่งเรือไปตรวจแถบอำเภอบางระจัน เพราะทางการมีแนวคิดที่จะสร้างอนุสรณ์สถานชาวบ้านบางระจัน ในแถบบางระจันมีโบราณสถานสำคัญฯ ที่ท่านไปตรวจ 2 แห่ง คือ วัดพระปรางค์ ซึ่งมีพระปรางค์สูงใหญ่สมัยอยุธยาตอนต้นกับแหล่งเตาเผาโบราณ ตอนนั้นยังไม่มีการขุดแต่งจึงมีแต่เนินดินเต็มไปหมด ตอนเด็กผมยังคิดว่าแถวบ้านผมทำไมมีแต่
ภูเขาย่อมๆ ทั้งๆ ที่รอบๆ แถวนั้นราบเรียบทั้งแถบ ที่ไหนได้พอขุดแต่งพบว่าเป็นเตาเผาทั้งหมด สมัยอยุธยาที่นี่ทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพิ่งมาเลิกตอนเสียกรุง สินค้าจากที่นี่ไปโผล่ถึงญี่ปุ่นก็มี


พระอุโบสถหลังเดิมของวัดพระปรางค์

วัดพระปรางค์อยู่ที่ตำบลเชิงกลัด แต่หลวงรณสิทธิพิชัยท่านว่าแต่เดิมน่าจะชื่อบ้านเตาไห แต่คนลืมเรียกไปแล้วเพราะเลิกผลิตไหไปนานนม คนเฒ่าคนแก่บ้านผมเขาเล่าว่า ตอนพม่ายกทัพมาตัดหัวชาวบ้านแถวนี้มีกองอิงกับพระปรางค์เป็นตั้ง อันนี้เป็นเรื่องชาวบ้านเขาเล่ามาไม่มีในประวัติศาสตร์ทางการ

ส่วนที่ค่ายบางระจันตอนที่หลวงรณสิทธิพิชัยไปตรวจยังเป็นป่ารก มีโบราณสถานเน้นทำแนวค่ายยาว 1,200 เมตร ตรงใจกลางมีซากวัดโพธิ์เก้าต้น ซึ่งท่านสันนิษฐานว่าน่าจะมีวัดมาก่อนตั้งค่าย ในค่ายที่รกๆ นั้นมีไม้แดงขึ้นอยู่มาก ผู้เฒ่าผู้แก่ กำนัน ครูโรงเรียนประชาบาล คณะกรรมการอำเภอบอกเป็นเสียงเดียวกันต่อคุณหลวงว่า ใครไปตัดฟันหรือไปถากเปลือกก็ไม่ได้ ใครไปทำเข้าจะมีอันเกิดเรื่องทะเลาะตีรันฟันแทงกันระหว่างคนในครอบครัว เช่นเดียวกับปลาในสระวัดโพธิ์เก้าต้นใครไปจับเข้าก็จะเกิดเหตุทำนองเดียวกัน


เสมาหินทรายของวัดพระปรางค์ ศิลปะอยุธยาตอนต้นหรือตอนกลาง

ที่ท่านบันทึกไว้ค่อนข้างน่าสนใจอีกเรื่องก็คือ ค่ายนี้อยู่บนที่ดอนเข้าถึงลำบาก ส่วนเวลาฝนตกดินจะเหนียวเหนอะทำให้เดินทางเข้าไปลำบาก ในยุคของท่านระยะทาง 5 กิโลเมตรจากท่าข้ามไปค่ายทั้งๆ ที่ทำถนนไว้แล้วแท้ๆ ยังใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง

แม้จะเป็นที่ดอน แต่ทางบ้านผมเล่าว่า มีเส้นทางน้ำสายลับเข้าถึงได้จากสรรคบุรีไปถึงค่ายโดยตรง ไม่ต้องผ่านแม่น้ำน้อยให้พม่ามันจับตัวไป ทางน้ำนี้ปัจจุบันก็ยังอยู่ แต่ลี้ลับมากและขาดเป็นช่วงๆ

ส่วนสาเหตุที่ตั้งค่ายสู้กับพม่าหลวงรณสิทธิพิชัยท่านอ้างสมเด็จฯ กรมพระดำรงฯ ว่าไม่ใช่เพราะช่วยกรุงศรีปกป้องชาติหรอก เป็นเพราะเคืองพวกพม่ามาจับผู้คน ฉุดลูกสาวชาวบ้าน จึงเกิดการรวมตัวกันขึ้นเพื่อล้างแค้น ส่วนที่พม่ามันไปจับชาวบ้านมาได้ก็เพราะใช้คนไทยด้วยกันนี่เองเป็นผู้นำทาง

ทิ้งท้ายตอนล่องเรือกลับจากบางระจันไปยังผักไห่ หลวงรณสิทธิพิชัยท่านพรรณนาว่า ท่านไปตรวจราชการหลายพื้นที่ของประเทศ ไม่เคยเห็นที่ไหนมีศาลาการเปรียญใหญ่โตเท่าแถบแม่น้ำน้อย ผู้คนก็ใจบุญ
สุนทานหมั่นทำบุญกันพร้อมหน้า ท่านเห็นแล้วให้มั่นใจว่าพุทธศาสนาจะไม่เสื่อมถอยแน่นอน

ทุกวันนี้ วัดแถวแม่น้ำน้อยก็ยังมีศาลาการเปรียญใหญ่โตอยู่ เวลาวันธรรมสวนะก็ยังครึกครื้น เพียงแต่คนอาจจะน้อยลงไปเพราะหนุ่มสาวเข้าเมืองไปเสียเยอะ