Armies Weapons and Warfare

โยอาคิม ไพเพอร์ อัศวินเอสเอส

กองกำลังวาฟเฟ่นเอสเอส [The Waffen-SS] เป็นกองกำลังที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงที่ฮิตเลอร์และพรรคนาซีพยายามจะไขว่คว้าอำนาจในการปกครองเยอรมัน มันเป็นกองกำลังของพรรคนาซีซึ่งขึ้นตรงต่อฮิตเลอร์ พวกเขาคือชายหนุ่มผู้จงรักภักดีและสาบานว่าจะทำทุกอย่างที่ท่านผู้นำต้องการและพร้อมจะสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องท่านผู้นำ การกำเนิดขึ้นของพวกเขาในช่วงที่เยอรมันยังต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาแวร์ซาย ดูราวกับว่าพวกเขานั้นเป็น “ซุ้มมือปืน” หรือ “นักเลงหัวไม้” ของพรรคในการจัดการกับศัตรูทางการเมืองและกำจัดคู่แข่งหรือกระการใดๆก็ตามที่จำเป็นในการดำรงอยู่ของพรรครวมทั้งท่านผู้นำและเหล่าบรรดาสมาชิกคนสำคัญ


ไพเพอร์ ในเครื่องแบบพลรถถังเอสเอส ที่มาของภาพ

เมื่อสถานการณ์อันไม่แน่นอนของเยอรมันในช่วงนั้นพลิกผันทำให้ “อดีตสิบโท” ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเผด็จการที่รวบอำนาจการปกครองทุกอย่างมาไว้กับตนเอง คนเยอรมันนับล้านถูกกำหนดแนวทางชีวิตจากนโยบายของพรรคนาซีที่อิงมาจากความต้องการส่วนตัวของท่านผู้นำ อำนาจเด็ดขาดอันล้นเหลือในกำมือของเผด็จการอำนาจนิยมดูเหมือนจะนำพาเยอรมันให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง นโยบายต่างๆ ถูกนำไปปฏิบัติทันทีเพื่อสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในชาติโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลเสียใดๆ โดยเฉพาะการที่ฮิตเลอร์กล้าฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายอันเป็นแอกที่อยู่บนหลังคนเยอรมันทั้งประเทศจากการยอมรับข้อตกลงสงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 กับชาติพันธมิตร

คนเยอรมันในตอนนั้นล้วนยินดีกับการกล้านำพาประเทศท้าทายกับผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 และยิ่งยินดีมากขึ้นกับการพัฒนาประเทศไปในทางที่ดี แต่หนึ่งในนโยบายที่เชิดหน้าชูตาพรรคนาซีและเป็นสิ่ง
ฮิตเลอร์ต้องการจะทำให้สำเร็จคือนโยบายการกีดกันคนเยอรมันเชื้อสายยิว และชนชาติอื่นๆ ที่พรรคนาซีมองว่าเป็นชนชาติที่ต่ำต้อย พวกเขาถูกไล่ออกจากงานถูกกีดกันไม่ให้เรียนหนังสือและค่อยๆ บีบให้พวกเขาไม่มีที่ยืนในสังคม จากนั้นจึงค่อยๆ จำกัดที่อยู่อาศัย จำกัดสิทธิเสรีภาพต่างๆ จนพวกเขากลายเป็นส่วนเกินและต้องถูกนำไปกำจัดทิ้งเพื่อสร้างสังคมในอุดมคติของพรรคนาซี


ทหารอเมริกันขณะกำลังค้นหาศพเชลยศึกที่ถูกสังหารบริเวณหมู่ที่มัลเมดี้โดยฝีมือของทหารเยอรมันหน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์
ที่มาของภาพ


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีคนเยอรมันจำนวนมากเห็นดีเห็นงามกับการ “สร้างชาติด้วยการพิฆาตยิว” และหนึ่งในผู้เลื่อมใสในแนวทางของพรรคนาซีและเปี่ยมล้นด้วยอุดมการณ์แบบนาซีเต็มเปี่ยมอยู่ในใจ คือชายหนุ่มจากไซลีเซียบุตรชายของร้อยเอกในกองทัพจักรวรรดิเยอรมัน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลไพเพอร์นามว่า “โยอาคิม ไพเพอร์”

ไพเพอร์เกิดวันที่ 30 มกราคม ปี ค.ศ. 1915 ในครอบครัวทหารบิดาของเขาร้อยเอกวาลแดมาร์ ไพเพอร์ คืออดีตทหารผ่านศึกจากกองทัพอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกาตะวันตก แต่หลังจากนั้นเขาจำต้องออกจากราชการด้วยอาการป่วยจากโรคมาลาเลียเรื้อรัง ในช่วงที่ประเทศชาติกำลังวุ่นวายจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 วาลแดมาร์พยายามประคับประคองชีวิตครอบครัวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายของประเทศให้ได้ เขาส่งเสริมให้ลูกเรียนหนังสือ แต่ลูกชายคนนี้ของเขาก็ฉายแววดื้อรั้นตั้งแต่เด็กด้วยการไม่ยอมไปโรงเรียน โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา และหนึ่งในเหตุผลนั้นคือ เขาไม่ต้องการเรียนหนังสือกับครูเชื้อสายยิว แม้เขาจะหัวดีแต่ความหัวรั้นเอาแต่ใจก็ทำให้เขาพลาดไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเพียงเพราะเขามีคะแนนสอบไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ทำให้ไพเพอร์เสียใจเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เล็กจนโตเขาเฝ้าดูพ่อในฐานะทหารยศกลางๆ ที่แทบไม่มีความก้าวหน้าใดๆ จากสถานการณ์ที่เยอรมันกำลังเผชิญอยู่ในขณะนั้น แม้เขาจะซึมซับและชื่นชอบในอาชีพทหารเช่นเดียวกับพ่อ แต่เขาก็ไม่ใฝ่ฝันจะเป็นทหารที่ต้องมาอยู่ใต้คำสั่งของผู้ชนะเช่นนี้


โอเบิร์สชตวมบานฟือเรอร์โยอาคิม ไพเพอร์ ที่มาของภาพ

เขาต้องการใช้ชีวิตามอุดมการณ์ของตนเองและกระหายที่จะสร้างเยอรมันให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง และแล้วความหวังของเขาก็ดูเหมือนจะมาเจอกับแสงสว่างที่เขารอคอย เมื่อพี่ชายของเขาสมัครเข้าเป็นกองกำลังของพรรคนาซี หรือ เอสเอสในยุคเริ่มแรก พี่ชายของไพเพอร์ไต่เต้าขึ้นมาเป็น ฮอพชตวมฟือเรอร์ [Hauptsturmführer] หรือเทียบเท่ากับยศร้อยเอก และพี่ของไพเพอร์ไม่ลังเลเลยที่จะนำน้องชายมาร่วมอุดมการณ์ของพรรคนาซี ในตอนนั้นไพเพอร์อายุเพียง 18 ปี เขาสมัครเข้าร่วมองค์กรยุวชนฮิตเลอร์ หรือ ฮิตเลอร์ยูเกินด์ [Hitlerjugend] ที่นี่เองจะเป็นเบ้าหลอมให้เขากลายเป็นนาซีแบบเต็มตัว

ในค่ายฝึกยุวชนฮิตเลอร์ เขาคือยุวชนตัวอย่างที่ศรัทธาอย่างแรงกล้าในการสร้างชาติเยอรมันให้ยิ่งใหญ่ และด้วยบุคลิกหน้าตาที่ดูหล่อเหลาของเขาจึงไม่แปลกที่บ่อยครั้งเขามักจะถูกเสนอให้เป็นผู้นำในการทำกิจกรรมต่างๆ หรือเป็นตัวอย่างของเยาวชนเยอรมันใต้การปกครองของนาซีที่จะกลายเป็นพลเมืองของชาติพันธุ์อันสมบูรณ์แบบที่สุดในโลก ไพเพอร์ได้รับตำแหน่งสำคัญในองค์กรยุวชนก่อนจะถูกโอนย้ายเข้ามาเป็นสมาชิกในหน่วยอัลเกไมเนอร์เอสเอส [Allgemeine SS] หรือ ส่วนบริหารทั่วไปของเอสเอส มีหน่วยในสายการบังคับบัญชาที่ดูแลเรื่องของนโยบายพรรคและแนวทางต่างๆ ที่มาจากคำสั่งของท่านผู้นำโดยตรง ด้วยวัยไม่ถึง 20 ปี เขาได้รับความชื่นชมจากผู้บังคับบัญชาและรางวัลต่างๆ มากมาย ในปี ค.ศ. 1934 ในการชุมนุมที่นูเรมเบิร์ก เขาได้รับการแต่งตั้งยศเป็น ชตวมมาน [Sturmmann] เป็นยศเทียบเท่าพลทหารแต่เขาก็เป็นดาวเด่นที่ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอสให้ความสนใจ กระทั่งในปี ค.ศ. 1936 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งยศ อุนเทอร์ชตวมฟือเรอร์ หรือเทียบเท่ากับยศร้อยตรี ในหน่วยกำลังรบที่น่าเกรงขามและเป็นความภาคภูมิใจของท่านผู้นำนั่นคือ ไล้ป์ชตานดาเทอร์ เอสเอส อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ [Leibstandarte SS Adolf Hitler] หรือ หน่วยองครักษ์ฮิตเลอร์ อันมีชื่อย่อว่า (LSSAH)



ไพเพอร์ (กลาง) และ ผู้บังคับบัญชาของเขาฮิมเลอร์ (สวมแว่ม) ขณะออกเดินทางตรวจความเรียบร้อยในพื้นที่ยึดครอง ที่มาของภาพ

เมื่อไพเพอร์มาทำงานให้หน่วยเอสเอสแบบเต็มตัว ความรู้ความสามารถของเขา นำพาให้เขารู้จักกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยเอสเอส ไม่นานเขาก็กลายเป็นผู้ติดตามคนสำคัญของไฮน์ริช ฮิมเลอร์ ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส และกลายมาเป็นคนสนิทของหนึ่งในสมาชิกระดับสูงของพรรคนาซีคนนี้ พร้อมทั้งได้เลื่อนยศเป็นโอเบิร์สชตวมฟือเรอร์ [Obersturmführer] เทียบเท่ากับยศร้อยโท และการมาเป็นคนสนิทของ
ฮิมเลอร์ยังชักนำให้เขาพบกับคนรักซึ่งก็คือเลขาส่วนตัวของฮิมเลอร์ชื่อว่า ซิกูร์ด ฮินริคเซน หลังจากนั้นพวกเขาจะให้กำเนิดทายาททั้ง 3 คน

ไม่นานหลังจากนั้นไพเพอร์พิสูจน์คุณค่าตนเองให้ผู้บังคับบัญชาของเขาได้ประจักษ์ ฮิมเลอร์ไว้ใจเขามากและยกย่องให้เขาเป็น “มือขวา” ของเขา อันมาจากการทำภารกิจกวาดล้างและสังหารชาวยิวตามคำสั่งของฮิมเลอร์ เดือนกันยายน ค.ศ. 1939 เยอรมันรุกรานโปลแลนด์ กองทัพเยอรมันทั้ง กองทัพบก เรือ และ อากาศบดขยี้กองทัพโปแลนด์อย่างง่ายดาย แต่ถึงแม้จะมีปฏิบัติการทางทหารตามแผนยุทธการของกองทัพ แต่ทว่า ยังมีภารกิจที่ทับซ้อนกันอยู่ มันคือการสนองคำสั่งจากท่านผู้นำโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือ หน่วยเอสเอส


ไพเพอร์ กับท่าทางเมื่อนั่งอยู่ในศาลอาชญากรสงคราม ที่มาของภาพ

ภารกิจนี้คือ การล่าสังหารชาวโปแลนด์เชื้อสายยิวหรือชุมชนชาวยิวต่างๆ ที่อยู่ในเขตยึดครองของฝ่ายเยอรมัน นอกเหนือจากการสังหารโหดแล้ว เขายังมีภารกิจในการค้นหาทรัพย์สินอันมีค่าที่ถูกทิ้งไว้ของเหยื่อที่โดนสังหาร เมื่อโปแลนด์ถูกพิชิตลงภายหลังจากนั้นไม่นาน ไพเพอร์ยังมีส่วนสำคัญในการสถาปนาหน่วยตำรวจลับ และบริหารจัดการเขตพื้นที่ยึดครอง รวมทั้งการนำชาวโปแลนด์เชื้อสายยิวหรือคนเชื้อชาติต่างๆ ที่พรรคนาซีประกาศให้เป็นชนชาติที่ต่ำต้อยและไม่คู่ควรกับการเป็นมนุษย์ ต้องถูกนำไปใช้แรงงานทาสสร้างเสริมในอุตสาหกรรม หรือการสร้างแนวป้องกันให้กับกองทัพเยอรมัน มันเป็นการบริหารจัดการการกดขี่ทารุณมนุษย์อย่างถึงที่สุด

ในปี ค.ศ. 1940 การรบกับกองทัพฝรั่งเศสดำเนินไปถึงขีดสุด ไพเพอร์เดินทางติดตามฮิมเลอร์ดั่งเงาตามตัวไปในทุกสมรภูมิของแนวรบด้านตะวันตก แม้ตอนนั้นหน่วยเอสเอสอาจจะยังมีบทบาทในสนามรบยังไม่เต็มที่เหมือนกำลังรบอื่นๆ ในกองทัพ แต่พวกเขาก็เป็นหน่วยเฉพาะกิจ หรือชุดปฏิบัติการขนาดเล็กเข้าทำการรบเคียงข้างกับกองทัพบกเยอรมัน และในสนามรบนี่เองที่ทำให้ไพเพอร์เปลี่ยนจากเจ้าหน้าที่ในหน่วยเอสเอส มาเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยรบ เขาทำหน้าที่ผู้บังคับหมวดในกองพันที่ 3 ของหน่วยเฉพาะกิจไล้ป์ชตานดาเทอร์ เอสเอส อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาฉายแววความเป็นผู้บังคับหน่วยทหารในการรบครั้งนี้ เหรียญกางเขนเหล็กที่เขาได้รับเป็นเครื่องการันตีความสามารถที่เขามีในศึกนั้น พร้อมทั้งยศที่เพิ่มขึ้นเป็น ฮอพชตวมฟือเรอร์ [Hauptsturmführer] หรือเทียบเท่ากับยศร้อยเอก


เจ้าหน้าที่ดับเพลิงฝรั่งเศสขณะเข้าดับเพลิงบ้านของไพเพอร์ที่ถูกเผาจนเหลือแต่ซาก ที่มาของภาพ

หลังจากที่กองทัพเยอรมันรุกรานสหภาพโซเวียตในยุทธการบาร์บารอสซ่า ไพเพอร์กระหายที่จะเข้าร่วมในศึกนี้เป็นอย่างมากจากอุดมการณ์ที่เขาเคยถูกหล่อหลอมมาในค่ายยุวชนฮิตเลอร์ ดินแดนของสหภาพโซเวียตอันอุดมสมบูรณ์นี้ ไม่สมควรที่จะให้พวกบอลเชวิคและชนชาติสลาฟของพวกมันมาอยู่อาศัยใช้
ประโยชน์ใดๆ กับดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลและมั่งคั่งไปด้วยทรัพยากรแห่งนี้ ชนชาติอารยันสมควรที่จะเข้ามาอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีในการสร้างโลกตามอุดมคติของนาซี ภารกิจของหน่วยเอสเอสของเขา ก็ไม่ต่างกันกับภารกิจที่เคยได้รับในช่วงที่เยอรมันรุกรานโปแลนด์ มันคือการล่าสังหารคนเชื้อสายยิว สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ หรือกลุ่มใต้ดินที่กระด้างกระเดื่องต่อต้านการรุกของกองทัพเยอรมัน ผลงานของไพเพอร์สร้างความประทับใจให้ผู้บังคับบัญชาของเขาอย่างมาก

ไพเพอร์บังคับบัญชากองร้อยที่ 11 บุกตะลุยแนวรับของกองทัพแดง ถึงแม้หน่วยของเขาจะเป็นหน่วยรบระดับกองร้อย แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เขามีในหน่วยนั้นค่อนข้างดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าหน่วยทหารระดับกองร้อยบางหน่วยของกองทัพบกเยอรมันด้วยซ้ำ มันเป็นความแตกต่างอย่างหนึ่งในกองทัพเยอรมันภายใต้การปกครองของฮิตเลอร์ที่กองกำลังเอสเอสซึ่งถือว่าเป็นกองทัพส่วนตัวของท่านผู้นำ มักจะได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้จะตรงกันข้ามกับหน่วยทหารของกองทัพบกเยอรมัน ซึ่งกว่าที่พวกเขาจะได้อาวุธดีๆ ใช้งานก็มักจะหลังจากที่กองกำลังเอสเอสได้รับอาวุธเหล่านี้ไปใช้แล้ว กองร้อยที่ 11 ของไพเพอร์ขึ้นชื่อในเรื่องของความเหี้ยมโหด และไร้ความเมตตาปราณีใดๆ พวกเขาสังหารเชลยศึกที่จับได้รวมถึงพลเรือนข้าศึกที่อยู่ในเขตพื้นที่การรบ หรือมีคนโซเวียตเชื้อสายยิวนับร้อยนับพันถูกจับและถูกส่งเข้าค่ายกักกันเพื่อใช้เป็นแรงงานทาส หรือถูกส่งเข้าค่ายมรณะเพื่อกำจัดทิ้ง


สีหน้าท่าทางของไพเพอร์ในตอนที่ถ่ายรูปทะเบียนอาชญากรสงคราม ที่มาของภาพ

หลังจากทำศึกในแนวรบด้านตะวันออกมาระยะหนึ่ง หน่วยของไพเพอร์ถูกส่งกลับไปพักฟื้นและปรับกำลังที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่ง ณ ขณะนั้นถูกเยอรมันยึดครองอยู่ เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองพันที่ 3 และหน่วยของเขาได้รับการยกฐานะเป็น กองพลทหารราบยานเกราะ หรือพานเซอร์เกรนาเดียร์ [Panzergrenadier] และได้รับการเลื่อนยศเป็น โอเบิร์สชตวมบานฟือเรอร์ เทียบเท่ากับยศพันโท แต่ช่วงเวลาแห่งการดื่มด่ำของความสำเร็จและยศศักดิ์ของหนุ่มนาซีผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์คนนี้แสนสั้นนัก กองทัพแดงเริ่มตั้งตัวได้พวกเขาระดมพลและระดมสรรพกำลังที่มีอยู่ รุกโต้ตอบกองทัพเยอรมันอย่างเต็มอัตราแบบไม่รู้จักหมดจักสิ้น ข้าศึกที่พวกเขาเคยคิดว่าพวกมันเป็นทหารคุณภาพต่ำและไม่มีทางที่จะมีศักยภาพจะขัดขวางกองทัพเยอรมันได้ แต่ความปราชัยที่เมืองสตาลินกราด เหมือนกับสาดน้ำใส่หน้าทหารเยอรมันให้ตื่นจากความฝันและเผชิญกับความจริงได้แล้วว่า จากนี้ไปพวกอีวานที่พวกเขาเคยดูหมิ่นดูแคลนจะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจ ที่มิอาจพิชิตได้

และในสมรภูมิแนวรบด้านตะวันออกครั้งนี้ไพเพอร์และลูกน้องก็สร้างวีรกรรมครั้งสำคัญ ในการตีฝ่าวงล้อมของกองทัพแดงเข้าไปช่วยทหารกองพลทหารราบที่ 320 ซึ่งตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึกใกล้ๆ กับเมืองคาคอฟ เขาจัดกำลังเฉพาะกิจขึ้นมาโดยเป็นกำลังทหารจากกองพันที่ 3 กรมทหารราบยานเกราะที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์ฝ่าแนวรบข้าศึกเป็นระยะทางถึง 48 กิโลเมตรรุกเข้าไปแหกวงล้อมข้าศึกที่กำลังจะบดขยี้กองพลทหารราบที่ 320 การรบของไพเพอร์ในครั้งนี้รวดเร็วและรุนแรงเป็นอย่างมาก ทหารของเขาแม้จะมีเพียงยานเกราะลำเลียงพลและปืนใหญ่จู่โจมอัตราจรพร้อมทั้งทหารราบยานเกราะเอสเอสที่สู้ไม่ถอย รวมถึงผู้บังคับบัญชาอย่างไพเพอร์ ทั้งหมดนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความกล้าหาญและบ้าบิ่นของนักรบผู้กระหายในชัยชนะอย่างไพเพอร์ นั่นจึงทำให้ภารกิจนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี

แม้เขาจะขึ้นชื่อในความกล้าหาญ แต่ชื่อเสียงในความเหี้ยมโหดจากคำสั่งในการสังหารผลาญชีวิตข้าศึกที่ยอมแพ้หรือพลเรือนผู้บริสุทธิ์ก็เป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาให้แก่เขาเป็นอย่างมาก หน่วยทหารของไพเพอร์ได้รับการตั้งชื่อเล่นในหมู่ทหารเยอรมันว่า “กองพันวางเพลิง” เพราะทุกที่ๆ หน่วยของเขาไปถึงที่นั่นจะกลายเป็นเถ้าถ่านในไม่ช้า ไพเพอร์มักจะสั่งให้ลูกน้องเผาทำลายหมู่บ้าน อาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทิ้งแสงเพลิงและควันไฟให้โชติช่วงปกคลุมทุกที่ เมื่อหน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์เดินทางไปถึงที่ใดก็จะมีซากศพของทุกคนที่อยู่ที่นั่นเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นดินเสมอ

หลังจากนั้นเขาถูกย้ายไปในแนวรบอิตาลี เมื่อพันธมิตรของเยอรมันแปรเปลี่ยนสถานะตนเองในสงครามจากมิตรเป็นศัตรู และถึงแม้จะย้ายมาที่แนวรบแห่งนี้ แต่ความโหดเหี้ยมของเขาก็หาได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด ตัวอย่างของเหตุการณ์ที่เป็นตราบาปของเขาคือ เหตุการณ์ที่หมู่บ้านโบเวส เมืองซูนีโอ้ ในวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 1943 ลูกน้องของไพเพอร์จำนวน 2 นายถูกกลุ่มต่อต้านอิตาเลียนจับกุมตัวได้ เขานำกำลังเต็มอัตราเข้าล้อมหมู่บ้านแห่งนี้และส่งตัวแทนซึ่งเป็นบาทหลวงเข้าไปเจรจา โดยเขาให้คำมั่นว่าจะไม่ทำร้ายชาวบ้านและสมาชิกกลุ่มต่อต้านหากปล่อยตัวคนของเขาออกมา ด้วยกำลังอาวุธและทหารเต็มอัตราเป็นสิ่งที่กลุ่มต่อต้านมิอาจต่อกรด้วยได้ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะปล่อยตัวคนของไพเพอร์ ทุกอย่างในตอนนั้นดูเหมือนจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่เมื่อลูกน้องของเขาทั้งสองคนเดินกลับมาถึงแนวทหารเยอรมันที่เตรียมพร้อมอยู่ ทันใดนั้นเองคำสั่งยิงก็ดังขึ้นจากปากของไพเพอร์ทันที ปืนเล็กยาว ปืนกล ระเบิดมือกระหน่ำยิงและขว้างเข้าสู่บ้านและอาคารที่กลุ่มต่อต้านและพลเรือนหลบซ่อนอยู่ เมื่อสิ้นเสียงและควันปืนจางหายสิ่งที่ตามมาคือการเผาทำลายทั้งหมู่บ้านไปพร้อมๆ กับศพผู้เสียชีวิตจำนวน 22 ศพ ที่มีทั้งกลุ่มต่อต้านและพลเรือนอิตาเลียน


ภาพถ่ายของไพเพอร์ในวัย 61 ปี โดยทีมข่าวฝรั่งเศสหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่เขาจะถูกสังหาร ที่มาของภาพ

ไพเพอร์อาจจะเป็นคนเหี้ยมโหดหากดูจากคำสั่งฆ่าอย่างไม่ปราณีของเขา แต่พฤติกรรมของเขาบางอย่างก็ทำให้เขาดูเหมือนเป็นคนที่มีบุคลิกซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่ แม้ดูเผินๆ ไพเพอร์อาจจะรักและให้เกียรติลูกน้องของตนเองมาก แต่เขาก็ไร้ซึ่งความรักใดๆ แก่ลูกน้องที่บังอาจทำผิดกฎที่เขาตั้งขึ้น ดังตัวอย่างเช่นคำสั่งประหารชีวิตทหารของเขาจำนวน 5 นาย ที่ไปปล้นอาหารของพลเรือนเบลเยี่ยมในช่วงที่หน่วยของเขามาพักฟื้นและปรับกำลังที่นั่น คำสั่งนี้เป็นการทำลายขวัญทหารคนอื่นๆ แต่เขาก็ถือว่าทหารพวกนี้บังอาจแหกกฎที่เขาตั้งขึ้น แต่ทว่าหลังจากนั้นในตอนปลายปี ค.ศ. 1944 เขากลับทำเรื่องเลวร้ายกับพลเรือนเบลเยี่ยมเสียเอง

กองทัพเยอรมันเปิดฉากรุกโต้ตอบกองกำลังพันธมิตรที่ป่าอาเดนส์ตอนเดือนธันวาคม ค.ศ. 1945 โอเบิร์สชตวมบานฟือเรอร์โยอาคิม ไพเพอร์ คือนายทหารของกองกำลังเอสเอสที่เป็นหนึ่งในหน่วยเฉพาะกิจที่รุกตีฝ่าแนวรบของอเมริกันมุ่งตรงไปยึดท่าเรือแอนท์เวิปให้ได้ หน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์ หรือ คัมพ์กรุ๊ปเพอร์ไพเพอร์ [Kampfgruppe Peiper] ถูกจัดกำลังขึ้นมาโดยใช้กำลังทหาร 5 กองพัน กับอีก 5 กองร้อย ที่มีทั้งยานเกราะและรถถังหนักแบบไทเกอร์ 2 ทะลวงแนวรบอเมริกันและมุ่งตรงไปอย่างต่อเนื่องสู่จุดหมาย และในยุทธการครั้งนี้จอมโหดอย่างเขาก็ไม่ลดความอำมหิตลงเลย พลเรือนเบลเยี่ยมที่บังอาจขัดขวางการรุกของหน่วยเฉพาะกิจของเขา และไม่ยอมแบ่งปันเสบียงอาหารแก่ทหารเยอรมันที่เคลื่อนพลผ่าน ล้วนถูกสังหารทั้งสิ้น หนึ่งในเรื่องอื้อฉาวในครั้งนี้คือการสังหารหมู่เชลยศึกอเมริกันที่หมู่บ้านมัลเมดี้ด้วยเหตุผลที่เขามิอาจควบคุมเชลยเหล่านี้พร้อมกับเคลื่อนพลไปต่อได้ มีศพทหารอเมริกันจำนวนเกือบ 90 ศพ ในจำนวนนี้กว่า 20 ศพมีรอยกระสุนถูกยิงเข้าที่ศีรษะทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง เป็นอีกหนึ่งผลงานความโหดที่ไพเพอร์ที่สร้างมันขึ้นมาประดับตำนานเรื่องราวของเขา

เมื่อเยอรมันยอมแพ้ในปี ค.ศ. 1945 โยอาคิม ไพเพอร์ ถูกจับและถูกดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรสงคราม มีการบันทึกทั้งภาพถ่ายและถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ถึงช่วงเวลาที่เขาขึ้นศาล สีหน้าและท่าทางของไพเพอร์แตกต่างจากสมาชิกพรรคนาซี หรือนายพลกองทัพเยอรมันและเอสเอสที่มีสีหน้าเคร่งเครียดต่อการขึ้นศาล เขามีแสดงหน้าเรียบเฉยนั่งไขว่ห้างให้ปากคำอย่างไม่สะทกสะท้าน ต่อหน้านายทหารพันธมิตรและชาติเป็นกลางที่ถูกเชิญมาเป็นสักขีพยานในการไต่สวนคดี และเขายังทำให้โลกต้องตะลึงด้วยการปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่กองทัพของผู้ชนะยัดเยียดให้เขา สิ่งที่เขาก่อทั้งในโปลแลนด์ ฝรั่งเศส โซเวียต อิตาลี และเบลเยี่ยม คือสิ่งที่เขาปฏิเสธอย่างหน้าตาเฉย แม้จะมีพยานที่รอดชีวิตจากการสังหารโหดของเขามายืนยันสิ่งที่ไพเพอร์ได้กระทำ แต่ก็ไร้หลักฐานเป็นชิ้นเป็นอัน แถมเขายังกล่าวต่อศาลว่าพยานเหล่านี้เชื่อถือไม่ได้ พวกเขาเป็นเพียงบุคคลที่ถูกสั่งให้ปรักปรำเขาโดยเฉพาะ ส่วนในกรณีการสังหารพลเรือนเบลเยี่ยมในการรุกโต้ตอบที่ป่าอาเดนส์ เขาให้การว่าพลเรือนเหล่านี้ต่อต้านการรุกของทหารเยอรมัน พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องสังหารพลเรือนเหล่านี้ทิ้ง นอกจากนี้ฝ่ายโจทก์ก็ยังไม่มีหลักฐานว่าการสังหารหมู่เชลยศึกอเมริกันเป็นคำสั่งที่มาจากเขาจริง

แม้จะมีความเชื่อว่าไพเพอร์คงหนีไม่พ้นจากผลกรรมที่เขาก่อ แต่เขาก็สร้างสิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกตะลึงด้วยคำตัดสินของศาลเป็นการจำคุก 12 ปี และรอดพ้นโทษประหารเพียงเพราะขาดหลักฐานที่เพียงพอจะประหารชีวิตเขาได้ เขาเดินหน้าเชิดเข้ามาในศาลและฟังคำตัดสินอย่างไม่สะทกสะท้านพร้อมกับออกไปจากศาลอย่างไม่ลดราความหยิ่งทะนงในตนเองซึ่งถูกแสดงออกมาจากท่าทางของเขา โยอาคิม ไพเพอร์ถูกจำคุกอย่างโดดเดี่ยวในเบลเยี่ยม แม้เขาจะได้รับโทษแล้วแต่ยังมีผู้คนที่เกลียดชังเขา ยังเฝ้ารอที่จะใช้ศาลเตี้ยในการตัดสินโทษที่สาสมกับ “ไอ้นาซีจอมโหดคนนี้” หลังจากออกจากเรือนจำ เขาใช้ชีวิตพลเรือนในฐานะช่างเทคนิคของบริษัทพอร์ช ผลกรรมที่เขาเคยก่อก็ยังตามมาหลอกหลอนตัวเขาและครอบครัว แม้จะพยายามใช้ชีวิตพลเรือนอย่างเรียบง่าย แต่ก็มิวายที่เขาจะถูกกีดกันและกดดันทางสังคมต่างๆ จากสิ่งที่เขาเคยก่อในสงคราม

ในปี ค.ศ. 1967 หลังจากที่ย้ายมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งที่นี่เองได้กลายมาเป็นสถานที่ที่เขาเอาชีวิตตัวเองมาเป็นเหยื่อของความแค้นที่รอวันชำระ บ้านที่เขาพักอาศัยถูกจู่โจมจากคนที่เกลียดและชิงชังตัวเขา ราวกับถึงเวลาที่เวรกรรมที่เขาเคยก่อไว้จะต้องมาทวงเอาชีวิตของเขาให้ได้ เขาถูกยิงและกลายเป็นศพอยู่ในเศษซากของบ้านตัวเองที่โดนเผา เหมือนกับที่เขาเคยสั่งให้ลูกน้องสังหารพลเรือนและเผาหมู่บ้านที่หน่วยของไพเพอร์เคลื่อนพลไปถึง ความตายของเขาเป็นการปิดฉากชีวิตที่ทิ้งไว้ด้วยตำนานของความโหดร้ายและหาญกล้า ไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1.https://ww2gravestone.com/people/peiper-jochen/
2. https://www.warhistoryonline.com/world-war-ii/top-10-facts-joachim-peiper.html
3. https://www.jewishvirtuallibrary.org/joachim-peiper
4. https://en.wikipedia.org/wiki/Joachim_Peiper
5. https://en.wikipedia.org/wiki/Malmedy_massacre