World Clvilization

หมอตำแยโรมัน

แม้ทุกวันนี้ การคลอดบุตรก็ยังเป็นเรื่องยุ่งยากและอันตราย หากมองย้อนกลับไปในสมัยโบราณ แม่จะให้กำเนิดลูกอย่างปลอดภัยได้อย่างไร

มาร์คุส อัลพิอุส อาเมริมนุส (Marcus Ulpius Amerimnus) กับ สคริโบเนีย อัตติกา (Scribonia Attica) สามีภรรยาโรมันในศตวรรษที่ 2 ซึ่งศพของทั้งคู่ฝังไว้คู่กันที่เมืองท่าออสเตีย (Ostia) ใกล้ๆ กรุงโรม จากจารึกบนผนังสุสาน ปรากฏคำอธิษฐานของสคริโบเนียที่ปรารถนาให้เธอได้อยู่ร่วมกับครอบครัวและบุคคลผู้เป็นอิสรชนตลอดกาล ส่วนมาร์คุสนั้นเป็นหมอผ่าตัดซึ่งเรารู้ได้จากภาพสลักนูนต่ำในสุสานที่เป็นภาพเขากำลังรักษาแผลที่ขาและมีอุปกรณ์ผ่าตัดอยู่ข้างๆ ตัว

สคริโบเนียเป็นหมอตำแยหรือผดุงครรภ์ (midwife) ก็มีภาพสลักนูนต่ำที่แสดงว่าเธอกำลังทำคลอดให้กับหญิงเปลือยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คลอด (เก้าอี้พิเศษซึ่งมีที่จับให้แม่ได้ยึดระหว่างเบ่งคลอด) หน้าท้องของเธอบวมโต มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งอาจเป็นญาติคอยดันหลังไว้ ขณะที่หมอตำแยนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ ที่ด้านหน้าคอยจับตัวเด็กที่คลอดออกมา

ภาพสลักนูนต่ำในสุสานของสคริโบเนีย แสดงภาพเธอกำลังทำหน้าที่เป็นหมอตำแย ที่มาของภาพ

จากจารึกในสุสาน ชื่อ สคริโบเนีย หรืออีกชื่อหนึ่งของเธอคือ อัตติกา แสดงว่าเธอมีต้นกำเนิดมาจาก
ชาวกรีก เช่นเดียวกับมารดาที่ชื่อว่า สคริโบเนีย คัลลิไทชี (Scribonia Callityche) บางทีบรรพบุรุษของเธออาจเป็นทาสชาวกรีกมาก่อนก็เป็นได้ แต่หมอตำแยคนนี้ก็ก้าวขึ้นมามีหน้ามีตาในสังคมเพราะเธอแต่งงานกับหมอผ่าตัดผู้มีฝีมือและเธอเองก็มีรายได้มาก เธอมีเครื่องมืออุปกรณ์การทำงาน นั่นคือ เก้าอี้คลอดและม้านั่งเตี้ยๆ ที่เธอใช้นั่งอยู่นั่นเอง

ภาพจำลองเก้าอี้คลอด หญิงที่จะคลอดและหมอตำแย ที่มาของภาพ

การคลอดในสมัยจักรวรรดิโรมันก็เป็นเช่นเดียวกันกับทุกแห่งทั่วโลก นั่นคือ เป็นเรื่องของผู้หญิงโดยเฉพาะ หมอตำแย (ซึ่งก็เป็นผู้หญิง) และสมาชิกในครอบครัวจะช่วยกันทำคลอดเด็กและเลี้ยงดูทารกให้เติบโตขึ้น แต่ความรู้ของเราเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอดในสมัยโรมันโบราณเท่าที่มีอยู่ (ยกเว้นกรณีจารึกใน
สุสานของสคริโบเนีย) มาจากข้อเขียนของผู้ชายแทบทั้งสิ้น

เป็นที่ทราบกันว่ามีผู้ชายที่มีข้อมูลมากพอที่จะเขียนถึงการทำหน้าที่แบบหมอตำแย อย่างกรณีของ โซรานุสแห่งเอฟิซุส (Soranus of Ephesus) ในเอเชียไมเนอร์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) ที่เป็นแพทย์ในสมัยศตวรรษที่ 1-2 เขาเขียนตำราชื่อ นรีเวชศาสตร์ (Gynaecology) ซึ่งเริ่มต้นด้วยการอธิบายเรื่องหมอตำแยหรือผดุงครรภ์ในอุดมคติว่า เธอเหล่านั้นควรเป็น “ผู้มีความรู้ มีเชาวน์ปัญญา มีความทรงจำที่ดี รักการทำงาน น่านับถือ และมีร่างกายสมบูรณ์ ไม่พิกลพิการจนเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน มีแขนแข็งแรง กระฉับกระเฉง และสำหรับบางคน ยังควรมีนิ้วเรียวยาวและเล็บมือสั้น” คำแนะนำเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล แต่กระนั้นก็ใช่ว่าหมอตำแยสมัยโบราณทุกคนจะเป็นคนรู้หนังสือ การอ่านออกเขียนได้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะถ่ายทอดกันในหมู่ผู้หญิง แต่เป็นการบอกเล่าแบบมุขปาฐะแทน กลวิธีบางอย่างเช่นการคุมกำเนิดหรือการรักษาผู้หญิงแท้ง รวมถึงการเตรียมรับมือกับการคลอดที่ผิดปกติ จะถูกเก็บไว้เป็นความลับอย่างที่สุดและไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่จะบอกเล่าเฉพาะคนใกล้ชิดเท่านั้น

อาชีพเสริม
ผู้หญิงบางคนทำงานอย่างอื่นควบคู่ไปกับการเป็นหมอตำแย อย่างกรณีที่ยูนาพีอุส (Eunapius) นักเขียนคนหนึ่งในศตวรรษที่ 4 เขียนถึงเรื่องราวของหญิงเจ้าของร้านขายเหล้าองุ่นว่าเธอกำลังดูแลลูกค้าอยู่ในขณะที่มีคนบ้านใกล้ๆ กันหรือญาติมาเรียกให้ไปช่วยดูหญิงที่มีอาการคลอดผิดปกติ (เธอเป็นหมอตำแยที่มีฝีมือ) หลังจากจัดการการคลอดจนเรียบร้อยและปลอดภัยแล้ว เธอก็ล้างมือแล้วกลับมาดูแลลูกค้าเหมือนเดิม ในหลายกรณีการเป็นหมอตำแยเป็นอาชีพเสริม บางครั้งหมอตำแยก็เข้าร่วมทำงานให้กับชุมชน แต่กรณีของสคริโบเนียถือเป็นกรณียกเว้น เพราะเธอเป็นหมอตำแยอาชีพและได้รับการยกย่องด้วยคำนำหน้านามว่า obstetrix (หมอตำแย)

อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่าการคลอดในสมัยโบราณเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายมากกว่าในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการลดความเจ็บปวดระหว่างคลอดที่ทำได้เพียงเล็กน้อยและการมีความรู้ไม่มากนักเกี่ยวกับการติดเชื้อและสุขอนามัยพื้นฐาน แต่ในกรณีที่การคลอดไม่ซับซ้อนนัก ผู้หญิงในสมัยโรมันอาจได้รับการช่วยเหลือจากสมาชิกในครอบครัวโดยไม่มีการแทรกแซงการคลอดตามธรรมชาติมากนัก เว้นแต่การนวดบริเวณอวัยวะเพศด้วยสารหล่อลื่นอย่างน้ำมันมะกอกอื่นๆ คำแนะนำของซาโรนุสก็มีประโยชน์ไม่น้อย เขาบอกเราถึงการที่ผู้หญิง “กลั้นหายใจ” เมื่อมีอาการเจ็บปวดรุนแรงขึ้นมา

ขณะเดียวกันผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่นิยมสวมเครื่องรางเพื่อช่วยให้คลอดง่าย เครื่องรางหลายชิ้นในสมัยโบราณทำด้วยวัสดุที่ผุพังได้ตามกาลเวลา แต่ตัวอย่างจากดินแดนอียิปต์สมัยโรมัน (ปี 30 ก่อน ค.ศ. - ค.ศ. 641) ทำด้วยหินแร่เฮมาไทต์ที่ทนทานและยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น กรณีของเครื่องรางชิ้นหนึ่งที่แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์คิลซีย์ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา มีข้อความจารึกคาถาและเป็นสัญลักษณ์ของมดลูกที่ใช้กุญแจเปิดปิดได้ โดยจะปิดไว้เมื่อผู้หญิงอยากหลีกเลี่ยงการคลอดหรือต้องการ “ใส่กุญแจ” มดลูกของตนไว้หลังตั้งครรภ์และเปิดขึ้นมาเมื่อต้องการตั้งครรภ์หรือเปิดออกเมื่อรู้สึกเจ็บท้องคลอด เป็นต้น

การคลอดจะซับซ้อนมากขึ้นหากอาการเจ็บท้องยาวนานและเด็กเข้าสู่ท่าพร้อมคลอดช้า หมอตำแยและแพทย์ใช้เครื่องมือที่พวกเขามั่นใจที่สุด นั่นคือ “มือ” ค่อยๆ เปิดช่องคลอดหรือปรับตำแหน่งเด็กในอยู่ท่าที่เหมาะสม


ภาพสลักนูนต่ำสมัยโรมัน (ราว ค.ศ. 40) แสดงภาพหมอตำแยกำลังทำคลอด ที่มาของภาพ 

เอกสารโบราณไม่ได้กล่าวถึงการตัดบริเวณฝีเย็บเพื่อขยายปากช่องคลอด (episiotomy) และการเอ่ยถึงคีม (forcep) ในการช่วยทำคลอดและไม่มีหลักฐานโบราณคดียืนยันด้วย แม้แต่การผ่าคลอด หรือ caesarean section ซึ่งกล่าวกันว่ามาจากคำว่า ซีซาร์ (Caesar) ก็ไม่มีแพทย์หรือหมอตำแยสมัยโรมันคนใดลงมือทำเช่นนั้น ขณะที่มีเรื่องการผ่าคลอดในเทพปกรณัมที่กล่าวว่า เอสคูลาปิอุส (Aesculapius) เทพแห่งการแพทย์เมื่อคลอดนั้น ถูกเทพอะพอลโล ผู้เป็นบิดากระชากออกมาจากครรภ์ของโคโรนิส (Coronis) มารดาผู้กำลังจะสิ้นใจ


ภาพพิมพ์ไม้แสดงเรื่องอะพอลโลนำเอสคูลาปิอุสออกจากครรภ์มารดาที่มาของภาพ

การรักษาและการบาดเจ็บ
แพทย์และหมอตำแยอาจใช้สมุนไพรช่วยในกรณีที่ช่องคลอดหดตัวเมื่อการคลอดช้าออกไป มีหลักฐานว่าหญิงตั้งครรภ์จะถูกมัดกับบันไดแล้วเขย่าเพื่อเร่งให้คลอดเร็วขึ้น แม้โซรานุสจะวิพากษ์วิจารณ์วิธีการเช่นนี้อย่างรุนแรงก็ตาม และหากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด ชีวิตของแม่ต้องได้รับการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แล้วค่อยตัดชิ้นส่วนของเด็กในครรภ์ออกเป็นชิ้นๆ (embryotomy) แล้วใช้ตะขอเกี่ยวออกมาจากครรภ์ภายหลัง ความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งของผู้หญิงหลังคลอดคือการที่รก (placenta) ไม่ถูกขับออกมา ซึ่งนำไปสู่การตกเลือด (haemorrhage) ได้ ในตำราแพทย์ภาษาละตินจึงมีการกล่าวถึงตำรับยาจำนวนมากที่ใช้ขับรกและของเสียในร่างกายหลังคลอด


ภาพสลักนูนต่ำสมัยกรีกแสดงภาพหมอตำแยกำลังทำคลอด ที่มาของภาพ

นักเขียนสมัยโบราณหลายคนเป็นกังวลว่าการคลอดอาจจะทำให้ผู้หญิงทรมาน จนหมดเรี่ยวหมดแรงหรือเสียชีวิต เช่นเดียวกับการตั้งครรภ์ที่ทำให้อึดอัดหรือการอยากกินของแปลกๆ เช่น ถ่านหินหรือแม้แต่ดิน เป็นต้น รวมถึงอาการอาเจียนซึ่งนักปรัชญาธรรมชาติสมัยศตวรรษที่ 1 นามว่า พลีนี ผู้อาวุโส (Pliny the Elder) แนะนำให้กินเมล็ดส้มหรือพืชที่มีรสเปรี้ยว

หลักฐานชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึงวิธีการลดอาการอาเจียนแพ้ท้อง หรือ hyperemesis gravidarum คือข้อเขียนในศาสนาคริสต์สมัยศตวรรษที่ 4 เรื่อง ปาฏิหาริย์ของนักบุญสตีเฟน ที่เล่าเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งนามว่า
เมเกเทีย (Megetia) ที่เจ็บป่วยจากอาการแพ้ท้องรุ่นแรงจนขากรรไกรค้างและกินอาหารไม่ได้ หลังจากแพทย์บอกว่าอาการของเธอรักษาไม่ได้ เธอก็เดินทางไปยังแท่นบูชานักบุญสตีเฟนใกล้เมืองคาร์เธจ ในเวลาต่อมาเธอก็หายเป็นปกติด้วยพลังศรัทธาที่เธอมีต่อพระเป็นเจ้า

เอกสารอีกชิ้นหนึ่ง ชื่อ พระวรสารโบราณของนักบุญเจมส์ (Protoevangelium of St James) ซึ่งเป็นเอกสารสมัยศตวรรษที่ 2 กล่าวว่าโยเซฟเรียกหมอตำแยมาทำคลอดพระเยซูคริสต์ที่เกิดในถ้ำ (ไม่ใช่คอกสัตว์อย่างที่ทราบกันทั่วไป) หมอตำแยคนหนึ่ง ชื่อ ซาโลเม (Salome) ปฏิเสธความเชื่อที่ว่าหญิงบริสุทธิ์ให้กำเนิดทารก และขอตรวจสอบอาการทางกายภาพที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ เธอไม่พบสัญญาณดังกล่าวเลย แต่มือของเธอกลับลุกเป็นไฟ และหายไปเมื่อเธอสำนึกและยอมละความสงสัยนั้น แม้จะดูเหลือเชื่ออยู่บ้าง แต่อย่างน้อยข้อมูลนี้ก็ยืนยันได้ว่าหมอตำแยได้ทำหน้าที่ในการทำคลอดมานานนับศตวรรษแล้ว

กินนมใครดีที่สุด
ในสมัยโบราณวิธีที่ปลอดภัยที่สุดเพียงอย่างเดียวในการให้นมบุตรคือการให้กินนมแม่ การหานมสัตว์
(ซึ่งปกติ คือ นมแพะ) ในเมืองใหญ่อย่างกรุงโรมไม่อาจทำได้ง่ายนัก และนมอาจไม่ย่อยหรือแม้แต่เป็นอันตรายได้ ทารกส่วนใหญ่ในกรุงโรมกินนมแม่อยู่นาน บางคนนานกว่า 18 เดือนเลยทีเดียว มีการค้นพบหลักฐานเป็นขวดนม แต่นักวิชาการเชื่อว่าใช้สำหรับเด็กวัยหัดเดิน (toddler) มากกว่าการป้อนนมทารก แม้แต่ชนชั้นสูงของโรมันก็ถกเถียงกันเรื่องการให้นมบุตร ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนให้เด็กกินนมแม่ อีกฝ่ายหนึ่งเสนอให้มีแม่นมอย่างน้อยก็บางโอกาส ทั้งนี้ โซรานุส แม้เขาจะไม่ปฏิเสธการให้เด็กกินนมแม่ แต่เขาก็เห็นว่าการที่แม่ต้องมาให้นมลูกจะทำให้แม่เหนื่อยเกินไป น้ำนมจากแม่ที่เหน็ดเหนื่อยหรือเป็นไข้ก็จะเป็นอันตรายกับเด็กด้วย ดังนั้น แม่นมที่มีคุณสมบัติเหมาะสม คือ เป็นหญิงชาวกรีก อารมณ์สงบเยือกเย็นและอายุต่ำกว่า 40 ปี จึงเป็นทางเลือกที่ดี แต่คนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมเช่นนั้นก็หาได้ยาก แม้แต่โซรานุสเองก็ยังวิตกในเรื่องนี้ เพราะคนโรมันเชื่อว่าอุปนิสัยใจคอจะถ่ายทอดผ่านทางน้ำนมที่เด็กกิน


ภาพสลักนูนต่ำแสดงภาพแม่กำลังให้นมลูก บางคนสันนิษฐานว่าเป็นแม่นม ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Knapp. Robert. 2013. Invisible Romans. London: Profile Books.
Parker, Steve. 2013. Kill or Cure: An Illustrated History of Medicine. London: DK.
https://www.historyextra.com/period/roman/call-the-roman-midwife/
https://womeninantiquity.wordpress.com/2017/04/03/midwives/