Oriental World

จอมคน จอมคลั่ง: 10 ฮ่องเต้ไม่เอาไหนในประวัติศาสตร์จีน ตอนที่ 1

ตลอดห้าพันปีของประวัติศาสตร์ จีนผ่านการมีฮ่องเต้ (ทั้งรัฐน้อยใหญ่) รวมประมาณ 557 พระองค์
มีทั้งฮ่องเต้ที่ปรีชาสามารถและฮ่องเต้ที่อ่อนแอไร้อำนาจ มีทั้งฮ่องเต้ที่เปี่ยมเมตตาและฮ่องเต้ที่เหี้ยมโหด
มีทั้งจอมคนและจอมคลั่ง ขอเชิญพบกับสิบอันดับฮ่องเต้ไม่เอาไหน ณ บัดนี้


เหวินเสวียนตี้ เมาแล้วฆ่า ที่มาของภาพ 

อันดับที่ 10 เหวินเสวียนตี้ 文宣帝 แห่งราชวงศ์เป่ยฉี
เหวินเสวียนตี้ เดิมชื่อ เกาหยาง 高洋 เป็นผู้โค่นล้มราชวงศ์ตงเว่ย แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้
แห่งราชวงศ์เป่ยฉี แห่งยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ เกาหยางเมื่อแรกนั่งบัลลังก์ เป็นฮ่องเต้ที่สามารถ มุ่งมั่นสร้างอาณาจักรจนเข้มแข็ง ปราบการทุจริต จัดเก็บภาษีอาณาประชาราษฎร์อย่างเป็นธรรม

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายรัชสมัย กลับกลายเป็นคนลุ่มหลงสุรานารี ที่หนักสุด คือ ติดเหล้า และเมื่อเมาก็จะคลุ้มคลั่ง และต้อง ฆ่าคน! ในหนังสือ จือจื่อทงเจี้ยน 资治通鉴 ของ ซือหม่ากวง 司马光 บันทึกเกี่ยวกับความเมาคลั่งของเกาหยางไว้ว่า...

“เหวินเสวียนตี้ ดื่มหนักและใช้ชีวิตอย่างไร้ศีลธรรม บางคราก็ดื่มแล้วร้องเต้นทั้งวันทั้งคืน บางคราปล่อยผมสยายสวมชุดชนเผ่าป่าเถื่อน...บางเวลาก็เปลือยกายออกไปนอกถนน นั่งอยู่กลางถนนบ้าง นอนกลางถนนบ้าง”

มีคราวหนึ่ง เกาหยางร่วมหลับนอนกับน้องสาวของพระสนม จากนั้นพอเมาได้ที่ก็ตัดหัวนาง วันต่อมา
เกาหยางยังให้แขวนศีรษะนางไว้กลางงานเลี้ยง เป็นที่สยดสยองกับเหล่าขุนนางเป็นอย่างมาก อัครมหาเสนาบดี หยางยิน 杨愔 ถึงกับต้องจัดหานักโทษประหารมารอไว้ให้เกาหยางฆ่าเวลาเมามาย

เดชะบุญ ที่แผ่นดินเป่ยฉีเวลานั้น เหล่าขุนนางที่นำโดยหยางยินมีความสามารถพอที่จะประคองประเทศไปได้ เกาหยางประชวรหนักและตายลงในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 559 นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะมากจากโรคพิษสุราเรื้อรัง


เทียนจั้วตี้ รักการล่าสัตว์มากกว่าแผ่นดิน ที่มาของภาพ

อันดับที่ 9 เทียนจั้วตี้ 天祚帝 แห่งราชวงศ์เหลียว
เทียนจั้วตี้ หรือ เย-ลวี่เหยียนสี่ 耶律延禧 เป็นฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์เหลียวที่เป็นชนเผ่า ชี่ตัน 契丹 ก่อนจะถูกราชวงศ์จิน (หนีว์เจิน 女真) กลืนชาติในที่สุด ตลอด 25 ปีในรัชสมัยของพระองค์ เอาแต่เสพสุขสุรานารี ราชวงศ์เหลียวพื้นเพเป็นชนเผ่าชี่ตัน ที่อยู่บนหลังม้า ชมชอบการล่าสัตว์ เย-ลวี่เหยียนสี่ จึงชอบตกปลา ล่าสัตว์ ตีคลี มีชีวิตที่หรูหราสุขสำราญ ผลาญเงินทองท้องพระคลังไปมากมายจนไม่มีเวลาให้กับการบริหารราชการงานเมือง

เย-ลวี่เหยียนสี่ ปล่อยให้เรื่องของบ้านเมืองตกอยู่ในมือของขุนนางกังฉิน จนแผ่นดินเกิดกบฏลุกฮือหลายครั้ง แต่เขาก็หาได้ใส่ใจ ในราชสำนักมีแต่การแก่งแย่งชิงดี ในขณะที่ชนเผ่าหนี่ว์เจินที่ก่อตั้งราชวงศ์จินก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ที่สุดแผ่นดินราชวงศ์เหลียวก็ตกเป็นของเผ่าหนี่ว์เจิน ราชวงศ์จิน เทียนจั้วตี้ตายภายใต้การจับกุมของราชวงศ์จินนี่เอง


หยวนซุ่นตี้ ฮ่องเต้องค์สุดท้ายราชวงศ์หยวน ที่มาของภาพ

อันดับที่ 8 หยวนซุ่นตี้ 元顺帝 แห่งราชวงศ์หยวน
ฮ่องเต้ลำดับที่ 11 และเป็นองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์หยวนของชาวมองโกล ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุสิบสามพระชันษา ตลอดรัชสมัยสิ่งที่หยวนซุ่นตี้ทำคือ “เข้าแต่หอล่อกามา”

ว่ากันว่า ทรงใฝ่พระทัยในการเสพสมเป็นที่สุด ภายในวังให้สร้างห้องลับเพื่อทอดพระเนตรมหรสพ โดยมีเรื่องเล่าว่า ทรงคัดเลือกนางรำ 16 คน เรียกว่า 16 มารฟ้า 十六天魔 มาร่ายรำให้พระองค์ทอดพระเนตรในห้องลับและหลังการแสดง มักจะตามด้วยกามกรีฑาเสมอ

แต่เรื่องเล่าเหล่านี้ ออกจะไม่เป็นธรรมกับหยวนซุ่นตี้นัก เพราะเอาเข้าจริงแล้วในช่วงท้ายของราชวงศ์หยวน เวลา 26 ปี เปลี่ยนฮ่องเต้ไปถึง 9 พระองค์ บ้านเมืองจึงระส่ำระสายไม่เป็นปึกแผ่น ภายในราชสำนักแก่งแย่งชิงดี ภายนอกเกิดทุพภิกขภัย ชาวประชาเดือดร้อนแทบทุกหย่อมย่าน ในวัง หยวนซุ่นตี้ก็ไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง นอกวัง กบฏโพกผ้าแดงก็รุกคืบ

หยวนซุ่นตี้จะทำอะไรได้ ที่สุดก็ถูก จูหยวนจาง 朱元璋 ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิงคว่ำแผ่นดิน หยวนซุ่นตี้ต้องหนีหัวซุกหัวซุนลี้ภัยขึ้นเหนือไปในท้ายที่สุด เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์หยวนของมองโกล คืนแผ่นดินให้
ชาวฮั่น ภายใต้การนำของคนแซ่จู ราชวงศ์หมิง


สุยหยางตี้ มหาราชหรือทรราชย์? ที่มาของภาพ 

อันดับที่ 7 สุยหยางตี้ 隋炀帝 แห่งราชวงศ์สุย
สุยหยางตี้ เป็นฮ่องเต้องค์ที่สองและองค์สุดท้ายของราชวงศ์สุย พระนามเดิม หยางกว่าง 杨广 น่าจะเรียกได้ว่าเป็นฮ่องเต้ที่เก่งกาจสามารถพระองค์หนึ่ง หากไม่บ้าอำนาจจนทำลายตัวเองในที่สุด การขึ้นสู่บัลลังก์ของหยางกว่างเองก็ไม่ใสสะอาดนัก ว่ากันว่า หยางกว่างใส่ร้ายพระเชษฐาแล้วบีบบังคับให้ สุยเหวินตี้
隋文帝
ผู้เป็นพระราชบิดาปลดไท่จื่อ แต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นองค์รัชทายาทแทน แล้วจึงได้ขึ้นครองราชย์ในที่สุด (โดยมีบางตำนานเล่าว่าเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์สุยเหวินตี้พระราชบิดา)

สุยหยางตี้ ถูกตราหน้าว่าเป็นทรราชย์ แต่ในรัชสมัยของพระองค์ก็สร้างความสำเร็จไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอภิมหาโครงการขุดคลองต้าหยุนเหอที่มีความยาวถึง 2,500 กิโลเมตร การซ่อมสร้างกำแพงเมืองจีน สร้างนครหลวงตะวันออกแห่งใหม่ที่ลั่วหยาง มิหนำซ้ำยังกรีฑาทัพบุกเกาหลีถึงสามครั้งสามครา แล้วกลับมาด้วยความพ่ายแพ้

ดูไปแล้วสุยหยางตี้อาจเป็นฮ่องเต้ที่ทะยานอยากจะเป็นจอมคนแบบจิ๋นซีฮ่องเต้ก็เป็นได้ แต่ก็ลงท้ายเป็นจอมคลั่ง เพราะการเกณฑ์แรงงาน ไพร่พลไปสร้างโครงการใหญ่ๆ และก่อสงครามสู้รบ ก็ทำให้ผู้คนล้มตายมหาศาล สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินมากมาย จึงเกิดการลุกฮือทั่วทุกสารทิศ ที่สุด ก็ถูกนายทหารใกล้ชิดอย่าง อวี่เหวินฮั่วจี๋ 宇文化及 ปลงพระชนม์ แล้วราชวงศ์สุยก็ล่มสลาย ราชวงศ์ถังขึ้นแทน


หลิวส้าน มีทุกอย่าง ยกเว้นความสามารถ ที่มาของภาพ

อันดับที่ 6 สู่ฮั่นโฮ่วจู่ 蜀汉后主 แห่งรัฐสู่ฮั่น
ฟังชื่ออาจไม่ค่อยคุ้นหู แต่ถ้าบอกว่า คือ อาเต๊า ลูกเล่าปี่ แห่งจ๊กก๊กในยุคสามก๊ก ทุกคนก็คงร้องอ๋อ! สู่ฮั่นโฮ่วจู่ หรือ หลิวส้าน 刘禅 (เล่าเสี้ยนในฉบับสามก๊กของไทย) เป็นโอรสองค์โตของ เล่าปี่ 刘备 รู้จักกันดีในชื่อเล่นว่า อาโต่ว 阿斗 (อาเต๊า) ซึ่งจนทุกวันนี้ คำว่าอาโต่วยังกลายเป็นศัพท์แสลงที่หมายถึง
“คนที่อ่อนแอ ไร้ความสามารถ แม้จะมีพร้อมทุกสิ่ง ก็มิอาจประสบความสำเร็จได้”

ซึ่งหลิวส้านหรืออาโต่ว ก็มีชะตากรรมเช่นนี้จริงๆ หลิวส้านได้รับการอบรมเลี้ยงดูทั้งบู๊ทั้งบุ๋นอย่างเพียบพร้อม เพื่อเตรียมความพร้อมขึ้นเป็นฮ่องเต้ แล้วก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากเล่าปี่ เมื่อมีอายุ 17 พระชันษา ข้างกายเขามีขุนนางและแม่ทัพเป็นคนดีมีความสามารถมากมาย โดยเฉพาะ จูเก่อเลี่ยง 诸葛亮 หรือขงเบ้งยอดกุนซือที่ดูแลบ้านเมืองอย่างแข็งขัน จนถึงกับมีคำกล่าวว่า

“政事无巨细,咸决于亮”
“ราชการน้อยใหญ่ ให้เลี่ยง (ขงเบ้ง) ตัดสินใจ”


เรียกว่า หลิวส้านเป็นฮ่องเต้ในสภาพแวดล้อมที่สบายเอามากๆ ทว่า เขาก็ปล่อยให้ทุกอย่างหลุดมือเพราะความไม่เอาไหน เมื่อสิ้นขงเบ้งก็เหมือนสิ้นหนทาง หลงเชื่อแต่ขันทีชั่ว หวงเฮ่า 黄皓 ไม่คิดสู้กับรัฐเว่ย สุดท้ายก็ยอมศิโรราบ มอบเมืองให้รัฐเว่ยโดยง่ายดาย ต่อมาถูก ซือหม่าเจา 司马昭 (สุมาเจียว) จับมาอยู่ที่ลั่วหยาง โดยตั้งให้เป็น อันเล่อกง 安乐公 เลี้ยงดูไว้เยี่ยงตัวประกัน

มีอยู่คราวหนึ่ง ซือหม่าเจาจัดงานเลี้ยงให้หลิวส้านที่ลั่วหยาง ในงานนั้น ให้มีการร้องรำดนตรีของรัฐสู่ฮั่น เล่นเอาขุนนางเก่ารัฐสู่ฮั่นที่ติดตามหลิวส้านมาเป็นตัวประกันที่นี่ ต่างร้องไห้น้ำตานองหน้าคิดถึงบ้านที่จากมา มีเพียงหลิวส้านผู้เดียวที่ฟังดนตรี แล้วกินดื่มอย่างสบายใจ ซือหม่าเจาถึงถามหลิวส้านว่า ไม่คิดถึงรัฐสู่หรืออย่างไร หลิวส้านตอบหน้าตาเฉยว่า

“此间乐,不思蜀也。”
“อยู่นี่ก็มีสุข ไม่คิดถึง (รัฐ) สู่แล้ว”


สมกับเป็น “อาโต่ว” จริงๆ
(โปรดติดตามตอนที่ 2)