Oriental World

คณะสงฆ์จีนกับความไม่เที่ยงในยุคประธานเหมา (2)

ระหว่างการขึ้นสู่อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของประธานเหมาเจ๋อตุงในปี ค.ศ.1949
จนกระทั่งจุดเริ่มต้นนโยบายปฏิวัติวัฒนธรรมในปี ค.ศ.1966 วัดวาอารามและพระสงฆ์องค์เจ้าในเมืองจีนต่างประสบกับสภาวะความเป็นอนิจจังตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าไปตามๆ กัน

ต่างจึงมุ่งอนุวัตรด้วยการตีความพระพุทธศาสนาให้มีลักษณะที่เข้ากันได้หรืออย่างน้อยๆ ไม่ขัดแย้งกับความคิดการปฏิวัติมาร์กซิสต์ของพรรคคอมมิวนิสต์ และยืนยันว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นความงมงาย


สุสานแบบขงจื๊อถูกทำลายบางส่วนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ที่มาของภาพ

การตีความและการนำเสนอเหล่านี้ถูกตีพิมพ์ในหน้าวารสารและสิ่งพิมพ์ต่างๆ โดยพระปัญญาชน ที่นำเสนอว่าพุทธศาสนาเข้ากันอย่างดีกับอุดมการณ์ปฏิวัติ

ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอว่าพุทธศาสนาตั้งแต่เริ่มต้นได้เปิดให้พระสงฆ์มีส่วนร่วม พระโคตมนั้นถือว่าเป็น
นักปฏิวัติสังคมคนหนึ่ง เพราะพระองค์ต้องการทำลายล้างระบบสังคมแบบพราหมณ์ลง ต้องการต่อต้านระบบวรรณะที่ให้อภิสิทธิ์คนบางกลุ่มเหนือกว่าคนอีกบางกลุ่ม ทำให้ได้รับความสนับสนุนจากผู้คน เวลาพระองค์บิณฑบาต ทรงรับอาหารจากคนวรรณะล่างและผู้ใช้แรงงานทั่วไปพระองค์ก็รับให้เข้าบวชได้ไม่กีดกัน ฯลฯ ข้อเสนอเหล่านี้ถูกตีพิมพ์ในช่วงเวลา ค.ศ.1959-1960 แสดงให้เห็นว่ายังมีพลวัตการเจรจาต่อรองกันอยู่ระหว่างพรรคกับกลุ่มพุทธศาสนิกชน

สำหรับความเห็นเหล่านี้แล้ว เมื่อพุทธศาสนาเข้ากันได้กับการปฏิวัติ ก็ย่อมจะเป็นระบบความคิดที่สามารถนำมาใช้กับการปฏิวัติได้


พระจีนจะพบกับความไม่เที่ยงหลังจากปฏิวัติสำเร็จ ที่มาของภาพ

ปัญหาหลักคือ แต่การปฏิวัติมีการกวาดล้างและการฆ่าด้วยนี่สิ พุทธศาสนิกชนที่ถือศีลห้าจะทำอย่างไรในช่วงเวลาอันไม่เที่ยงเช่นนี้

กวาดล้างเหล่าปฏิกิริยา
การอนุวัตรตนเองของพระสงฆ์ในเมืองจีนสมัยหลังปฏิวัติสำเร็จดูจะเป็นเรื่องน่าสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของเหล่าปัญญาชนทางศาสนาทั่วเอเชียและทั่วโลกในเวลาร่วมสมัยกัน

เราอาจจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้า หรือถ้าเป็นพระก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพระก้าวหน้า ในทุกๆ ที่เราจะพบว่าสมภารท่านจะประยุกต์คำสอนของพระพุทธเจ้าและจากพระสูตรต่างๆ เพื่อสร้างทุนทางสังคมของตน และสามารถสถาปนาเสียงของตนเองในพื้นที่สาธารณะได้

แต่ในกรณีของคณะสงฆ์จีนในยุคประธานเหมา การอนุวัตรนั้นไปไกลมากกว่าที่จะเป็นเรื่องการสร้างทุนทางสังคม แต่เป็นเรื่องความเป็นความตายทีเดียว

การจะดำเนินการตามแนวทางของพรรคนั้น พระสงฆ์ไม่ใช่เพียงแค่เสนอว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักปฏิวัติเนื่องจากพระองค์ต่อต้านระบบวรรณะเท่านั้น แต่นักปฏิวัติจะต้องต่อสู้ทางชนชั้น ล้มล้างเจ้าที่ดินและศักดินาลงเสีย


สมาคมพุทธศาสนาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงให้เห็นว่ามีช่วงที่รัฐบาลยังเป็นมิตรกับพุทธ ที่มาของภาพ

มีตัวอย่างในปี ค.ศ.1950 พระกลุ่มหนึ่งจากมณฑลเจียงซีพบกับเหตุการณ์ที่ศัตรูของการปฏิวัติบุกมาที่วัดบนเขาที่ตนจำวัดอยู่ และมีความเห็นว่า กลุ่มคนเหล่านี้กำลังดำเนินการจะเปลี่ยนแปลงทางความคิดของตนไปทางอื่น พระกลุ่มนี้ไม่ยอมถูกล่อลวง ได้แอบลงไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ของพรรคในหมู่บ้านเพื่อให้มาจับกุมตัวไปเสีย

ทุกคนรู้ว่า ศัตรูกลุ่มนี้ย่อมจะถูกประหารเป็นแน่ แต่พระจากวัดในมณฑลเจียงซีกลุ่มนี้ให้เหตุผลว่า เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดการต้องเลือกกระทำเพื่อประโยชน์ของมหาชน โดยตนเห็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลนั้นทำเพื่อประโยชน์ของมวลชน ไม่ใช่เอกชนใครคนใดคนเดียว หรือนายทุนกลุ่มใดกลุ่มเดียวเท่านั้น

พระยังให้เหตุผลต่อไปอีกว่า การแจ้งความให้ศัตรูของการปฏิวัติให้ถูกจับไปเสียนั้น มีฐานความชอบธรรมอยู่ในจณโนตระ โพธิสตวะ ปริปรัชญาสูตร ซึ่งระบุถึงขณะบำเพ็ญเพียรเสวยชาติก่อนจะเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์เคยสังหารคนผู้ชั่วร้ายคนหนึ่ง เพื่อรักษาชีวิตของคนบริสุทธิ์ห้าร้อยคนเอาไว้ ดังนั้น การกระทำของตนย่อมเป็นดั่งการกระทำของพระโพธิสัตว์นั้นเอง คือต้องยอมให้ศัตรูของการปฏิวัติถูกกวาดล้างสังหาร เพื่อรักษาชีวิตและประโยชน์สุขของมวลชนเอาไว้

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของแม่ชีจากมณฑลกว่างซี ที่เมื่อศัตรูของพรรคมาขอหลบในสำนักชี นางก็
เกลี้ยกล่อมให้ศัตรูผู้นั้นยินยอมมอบตัวเสีย ในขณะเดียวกันก็แอบแจ้งความแก่เจ้าหน้าที่ของพรรค


พุทธในจีน แม่ชีเป็นส่วนสำคัญ และได้รับผลกระทบมาก ที่มาของภาพ

เมื่อกองกำลังของพรรคมาถึงและล้อมสำนักชีเอาไว้ ศัตรููผู้นั้นก็หนีเอาตัวรอดไปในแม่น้ำ แต่ถูกยิงตายตรงนั้นเอง

มีการจดจำการกระทำของแม่ชีนางนั้นจากทางฝ่ายพรรคว่า นอกเหนือจากแม่ชีผู้นี้จะรับใช้มวลชนแล้ว
นางยังเป็นผู้เข้าใจในเรื่องความเมตตาของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะการสังหารคนชั่วเพื่อรักษาคนดีเป็นกุศลอย่างยิ่ง

การอนุวัตรตนเองของพระสงฆ์ในเมืองจีนสมัยหลังปฏิวัติสำเร็จจึงดูจะเป็นเรื่องน่าสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Holmes Welch, Buddhism under Mao (1972)